ก้าวไกล ก้าวล่วง ก้าวร้าว เลิกหลงตัวเองเสียที
สัปดาห์นี้ น่าจะมีความชัดเจนว่า การจัดตั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย“ข้ามขั้วเดิม”ประกอบไปด้วยพรรคการเมืองไหนบ้าง?
1.สว.กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ มองว่า นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ที่พรรคเพื่อไทย จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
หลังจากถูกแฉ กรณีการซื้อขายที่ดิน ทั้งจากนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒะ ที่ยื่นให้ กมธ.การพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภาตรวจสอบว่า เรื่องดังกล่าวมีประเด็นที่
เกี่ยวกับจริยธรรมหรือไม่ อย่างไรก็ดี ตนเอาใจช่วยนายเศรษฐา หากชี้แจงไม่ชัดเจน นายเศรษฐาอาจไม่ได้รับเลือก
“ผมมั่นใจว่า การโหวตนายกฯ จะต้องได้นายกฯ คนที่ 30 แน่นอน
แต่ผมเดาว่า คนที่เป็นนายกฯ จะไม่ได้มาจากพรรคเพื่อไทย
ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่า เรื่องนายเศรษฐานี้ จะขอให้โหวตเห็นชอบไปก่อนแล้วสอยทีหลังนั้น ผมมองว่า เรื่องนายกฯเรื่องบ้านเมืองไม่ใช่การทดลองประเทศไม่ใช่การเล่นขายของ ดังนั้น คนที่จะเป็นนายกฯ ต้องถูกตรวจสอบอย่างดีที่สุด ผมมองว่า แม้จะมีคนดีไม่ 100% หรือคนชั่วไม่ 100% แต่คนที่เป็นนายกฯต้องใสสะอาด มีจริยธรรม หากโหวตนายกฯรอบ 3 ชื่อนายเศรษฐา ถูกเสนอต่อรัฐสภา ผมรู้สึกหนักใจแทน”นายกิตติศักดิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า หากพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้นายกฯ มองว่าควรเปิดโอกาสพรรคลำดับถัดไปจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่?
นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า ต้องให้พรรคอันดับรองลงไป
“แคนดิเดตนายกฯ ตอนนี้ ที่ผมมองเห็น มี 2 คน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ส่วนนายกฯ คนนอกนั้น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคสองนั้น ผมมองว่าไปไม่ถึง” นายกิตติศักดิ์ กล่าว
2.ก้าวไกลออกอาการ “หมาหวงก้าง” อาลัยอาวรณ์
แกนนำพรรคก้าวไกล แกนนำคณะก้าวหน้า หลายคน ออกมาแสดงความเห็นในทำนองว่า อยากให้พรรคเพื่อไทยกลับมาจับมือกับพรรคก้าวไกลอีกครั้ง
บ้าง ทำทีเป็นห่วงเพื่อไทย ขู่ว่าจะเดินไปสู่หายนะ
แต่ทั้งหมดนั้น ใครๆ ก็อ่านออกว่า เป็นการแสดงความห่วงใยที่เจตนาแท้จริง คือ “ห่วงตัวเอง” ต่างหาก
คือ ชัดเจนว่า ก้าวไกล ขาดเพื่อไทยไม่ได้!!!
เมื่อเพื่อไทยเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเอง ก็เท่ากับว่า ก้าวไกลไร้ค่าไร้ความหมาย
จะได้เป็นรัฐบาล ก็ต่อเมื่อเพื่อไทยและคณะพรรคร่วมใหม่ เชิญเข้ามาร่วมรัฐบาลเท่านั้น
ช่างสมเพทเวทนา
ก่อนหน้านี้ เที่ยวไปด้อยค่า เหยียดหยามพรรคการเมืองอื่นๆ
ยกหางตัวเองว่าเก่งกล้าสามารถกว่าใคร
หลงตัวเองเหลือคณะ ทั้งที่ไม่เคยมีผลงานความสำเร็จใดๆ ในชีวิต
หลงคิดว่าตัวเองคือความถูกต้องหนึ่งเดียว ทั้งที่ตัวเองได้ สส. แค่ 141 เสียงเท่านั้น
3.เมื่อวานนี้ นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ยังไม่ได้พูดคุยกันถึงทิศทางการโหวตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีเวลาอีกเยอะ คงจะใกล้กำหนดการโหวต จึงจะมีการพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อถามว่า หากกลับไปจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย จะมีเงื่อนไขอะไรหรือไม่?
นายชัยธวัชกล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องคุยกับกรรมการบริหารพรรค และ สส.ซึ่งยังไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้เลย ทำให้ไม่สามารถตอบได้
เมื่อถามว่า สส.ในพรรคหลายคน เช่น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ออกมาบอกว่า อยากให้กลับมาจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล?
นายชัยธวัชกล่าวว่า ส่วนใหญ่คนที่ออกมาแสดงความคิดเห็น เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ที่มีหลากหลาย ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการประสานงานจากพรรคเพื่อไทยมาพูดคุยกันเรื่องนี้ ขอให้เป็นประเด็นก่อน มองว่าทุกอย่างเป็นไปได้
การให้สัมภาษณ์ข้างต้น ตอกย้ำว่า ก้าวไกลกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะเป็นรัฐบาลขนาดไหน
แต่สุดท้าย ทำหลุดมือไปเอง ไม่สามารถจะโทษใครได้
ถ้าพรรคก้าวไกลจะยืนยันหลักการตนเอง มีทางเดียวในขณะนี้ คือ
เสนอชื่อนายพิธาแข่งชิงนายกฯ ในวันโหวตเลือกนายกฯครั้งถัดไป
โหวตสนับสนุนนายพิธา หรือโหวตไม่เห็นชอบแคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทย ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ
ถ้าโหวตเป็นอื่น เช่น โหวตเห็นชอบนายเศรษฐา เท่ากับว่า พรรค ก.ก.จะกลายเป็น “กลับกลอก” ทันที
เพราะยืนยันมาตลอดว่าต้องพรรคอันดับหนึ่งเท่านั้นเป็นนายกฯ
และถ้าโหวตเห็นชอบนายกฯ ก็จะหมดความชอบธรรมที่จะไปปั่นกระแสปลุกม็อบนอกสภา ว่ามีอำนาจเก่าขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาล เพราะตัวเองไปโหวตเห็นชอบให้รัฐบาลเขาด้วยนั่นเอง
4.สิ่งที่พรรคก้าวไกลอาจจะต้องเจอ
พรรคก้าวไกลมีโอกาสจะถูกยุบพรรค คำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนโยบายหาเสียงแก้ไข/ยกเลิกมาตรา 112 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่?
เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่?
จะนำไปสู่การยุบพรรค ตามกฎหมายพรรคการเมืองต่อไปหรือไม่?
ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญขยายเวลาให้นายพิธาและพรรคก้าวไกลชี้แจงไปอีก 1 เดือน
ปมสำคัญ คือ พรรคก้าวไกลเคยนำเสนอร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ไปแล้วในสมัยประธานชวน
โดยยกเลิก ม.112 เดิม นำมาเขียนใหม่อยู่นอกหมวดความมั่นคง เนื้อหาลดการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ลดโทษให้ผู้กระทำผิด เพิ่มข้อยกเว้นไม่ต้องรับโทษบางประการ และจำกัดเฉพาะให้สำนักพระราชวังเป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์
ปรากฏว่า ประธานสภา นายชวน หลีกภัย และรองประธาน นายสุชาติตันเจริญ ได้เคยชี้ว่าเนื้อหาขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ไม่สามารถบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
สำนักการประชุมให้ความเห็นทางกฎหมาย สรุปได้ว่า…
“ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
เนื่องจากมีบทยกเว้นความผิดกับบทยกเว้นโทษ กรณีถ้าเป็นการติชม
แสดงความเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริต
เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ
หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาพิสูจน์ได้ว่าเรื่องนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
แต่ห้ามมิให้พิสูจน์ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นอยู่ส่วนพระองค์ และการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน…”
“บทบัญญัติยกเว้นความรับผิดกับการยกเว้นโทษดังกล่าวนี้ เห็นว่าน่าจะขัดกับมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ…”
โดยอ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 28-29 / 2555 และ คำวินิจฉัย 3/2562 (คดียุบพรรค ทษช.) ด้วย
รู้ทั้งรู้ ปรากฏว่า นายพิธาและพรรคก้าวไกลนำไปหาเสียงเป็นนโยบายเลือกตั้ง
ยิ่งกว่านั้น นายพิธา หัวหน้าพรรคก้าวไกลประกาศบนเวทีหาเสียงของพรรคก้าวไกล ในฐานะหัวหน้าพรรค ประกาศจุดยืนให้ยกเลิกมาตรา 112 แต่จะขอแก้ไขก่อน หากแก้ไม่สำเร็จก็จะยกเลิก และถ้ามีกลุ่มใดเสนอยกเลิกเข้ามาก็จะสนับสนุน
แนวทางแก้ไขมาตรา 112 ลดการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ลง“ย้ายหมวด - ลดบทลงโทษ - ยอมความได้- เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด - ให้สำนักพระราชวังฟ้องแทน”
การดำเนินการตามแนวทางข้างต้นนั้น เข้าข่าย “…เป็นจุดเริ่มต้นของการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เป็นเหตุให้ชำรุดทรุดโทรม เสื่อมทราม หรืออ่อนแอลง เข้าลักษณะของการกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข “ แล้วหรือไม่
เสี่ยงมาก!!!
สารส้ม