วิจารณ์หนัก ! หลังคลังจ่อปรับ VAT 15% รัฐย้ำชัดไม่ขึ้นแน่ หากเกิดขึ้นจริง ใครเจ็บหนักสุด?
หากเกิดขึ้นจริง คนไทยจะได้อะไร จากการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ขึ้น Vat 15%
โยนหินถามทาง ?
เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.67 หลังจากที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และ รมว.คลัง มีการขึ้นพูดแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีสัมนาหนึ่ง ว่ารัฐบาลมีแนวคิด ปรับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากเดิม 7% เป็น 15% ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ทั้งภาคเอกชน และประชาชน รวมไปถึง SME หลายรายต่างคิดว่า ถ้ามีการปรับขึ้นจริง #ใครได้ประโยชน์
โดย นายพิชัย ชุนหวชิร ก็ได้ออกมาแก้ต่างว่า แนวคิดยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษา เนื่องจากหลายประเทศมีการปรับขึ้นภาษี ขณะที่ไทยยังใช้ฐานการเก็บภาษีอยู่ที่ 7% แม้ที่ผ่านมา ครม.เคยมีมติจะปรับขึ้นจาก 7% เป็น 10% ก็ยังต้องขอกลับมาใช้ 7% เหมือนเคย “เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน จึงต้องศึกษา ข้อดี-ข้อเสียก่อน”
การโยนหินถามทาง ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ทั้งคนตกงานเป็นจำนวนมาก เศรษฐกิจตกต่ำ บริษัทหลายรายเลิกจ้างพนักงาน เพื่อลดค่าใช้จ่าย การมีแนวคิดแบบนี้ออกมาในช่วงสถานการณ์แบบนี้ ประชาชนมีความคิดเห็นว่า ไม่เหมาะเท่าไหร่กับการที่จะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างเท่าเทียมกัน 15% ข้าวของแพงอยู่แล้ว จะยิ่งแพงขึ้นไปอีกไหม
ขึ้นภาษี เท่ากับ ผลักภาระให้ประชาชน
ข้อมูลจากสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า ไทย เริ่มมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งแรกในปี พ.ศ.2535 ตามกฎหมายที่ออกไว้ครั้งแรก การจัดเก็บภาษีของไทย คือ 10% ไม่ใช่ 7% แบบที่จ่ายทุกวันนี้ โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% แบ่งออกเป็น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจริง 9% ภาษีท้องถิ่น 1%
ส่วนเหตุผลที่เก็บเพียง 7% จากตั้งไว้ที่ 10% เนื่องจากมีการออกพระราชกฤษฎีกาลดอัตราภาษีเพื่อภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจริง ลดจาก 9% เหลือ 6.3% ส่วนภาษีท้องถิ่น ลดจาก 1% เหลือ 0.7% รวมกันเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้กัน 7% และใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้ คนไทยจึงคุ้นชินกับตัวเลข ภาษี 7% กระทั่งเข้าสู่รัฐบาลเพื่อไทย 2 ที่มีแผนจะปรับโครงสร้างภาษี 15-15-15
คุณไหม ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาพูดในรายการหนึ่ง ถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น หากรัฐบาลเก็บ VAT 15% โดยคุณไหมได้บอกถึงเป้าหมายของการปรับโครงสร้างภาษีของรัฐบาล ที่ตอนนี้ “หลังชนฝา” วัตถุประสงค์หลักๆ คือ เป็นการเพิ่มรายได้ เนื่องจากรัฐบาลจัดเก็บรายได้ ได้ค่อนข้างต่ำ ตั้งแต่สมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และต่ำลงมาเรื่อยๆตั้งแต่ช่วงโควิด จนมาจบอยู่ที่ 14% ของ GDP ซึ่งถือว่าต่ำมากในกลุ่มประเทศOECD ซึ่งปกติจะอยู่ประมาณ 18% ของ GDP บวกกับหนี้สาธารณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อต้องการใช้งบประมาณ รัฐบาลจะไม่สามารถกู้มาเพื่อชดเชยการขาดดุลได้ และต้องเก็บภาษีให้ได้ขึ้นมาด้วย ซึ่งส่วนต่างของรายจ่ายกับรายได้ต้องไปกู้มา ซึ่งหนี้สาธารณที่สูงจนติดเพดานแล้ว ก็ไม่สามารถกู้เพิ่มได้ ก็เลยเป็นสาเหตุที่รัฐบาลต้องหารายได้เพิ่มมากขึ้น
VAT 15% ขึ้นแล้ว ประชาชนได้ หรือ เสีย?
ถ้ามีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 15% ขึ้นจริง สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน คือ “เงินเฟ้อ” ข้าวของสินค้าจะราคาแพงมากขึ้น ประชาชนจะต้องรับภาระในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น
รวย จน ชนชั้นกลาง จ่ายเท่ากันหมด แล้วใครจ่ายหนักสุด?
คนจน : จ่ายน้อยที่สุด เพราะของที่กินและใช้ ไม่ต้องจ่าย VAT ภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่นเนื้อหมู ของสด
คนรวย : จะจ่ายอยู่ที่ระดับกลางๆ ซึ่งจะต้องจ่ายอยู่ที่ 2.5% ของรายได้ทั้งหมด
คนฐานะปานกลาง : ผู้รับชะตากรรม จ่ายหนักที่สุดก็ คือ มนุษย์เงินเดือน
สุดท้ายนี้ การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 15% เป็นเพียงแนวคิดที่ทางรัฐบาล เพียงจะโยนหินถามทาง และอยู่ในช่วงที่กำลังศึกษาขั้นตอน โดยยอมรับว่าจะต้องรับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน เนื่องจากการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน