โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“Fed” ลดดอกเบี้ยช้า แต่ลดแน่ สู่วงจร “ดอกเบี้ยขาลง”... แนะขยับสู่ “ตราสารหนี้ระยะยาว” & “ตราสารหนี้ EM” !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 27 ธ.ค. 2567 เวลา 06.16 น. • โต๊ะกองทุน Wealthy Thai

Fun of Funds: ในปี2024 นี้ ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญของทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ หลัง “ธ.กลางสหรัฐ” (Fed) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในเดือนก.ย. 24
เป็นสัญญาณการเริ่มต้นวงจร “ดอกเบี้ยขาลง” รอบใหม่ ที่จะมีอิทธิพลต่อการลงทุนในตลาดการเงินโลกหลังจากนี้
ในบริบทการลงทุนที่เปลี่ยนไปภายใต้แนวโน้ม“อัตราเงินเฟ้อ” และ“อัตราดอกเบี้ย” ที่ปรับลดลง
นักลงทุนควรจัดการสินทรัพย์ในส่วนของ“ตราสารหนี้” อย่างไรดีทั้งในส่วนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หุ้นกู้เอกชน และหุ้นกู้ต่างประเทศ
วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ มีคำแนะนำดีๆ ที่น่าสนใจจากMorningstar” มาฝากกัน

“ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ” เข้าสู่วงจรขาลงเรียบร้อย…คาดลงสู่ระดับ 2.00 – 2.25% ในปี26

แม้ล่าสุดทาง “ธ.กลางสหรัฐ” (Fed) ออกมาส่งสัญญาณว่าอาจจะลดดอกเบี้ยช้าและน้อยกว่าที่ตลาดคาดก็ตาม แต่ที่แน่ๆ ดอกเบี้ยเข้าสู่ “วงจรขาลง” เรียบร้อยแล้ว จากระดับสูงสุดที่ 5.25 – 5.50% ในเดือนก.ย.24
จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุในรายงานว่า ทาง “ทีมเศรษฐกิจของMorningstar” คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงเหลือ 4.25%–4.50% ในช่วงสิ้นปี 2024, 3.00%–3.25% ในสิ้นปี 2025 และ 2.00%–2.25% ในสิ้นปี 2026 ตามลำดับ ซึ่งนั่นจะทำให้อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ปรับลดลงด้วยเช่นกัน

“อย่างไรก็ตาม พบว่า นักลงทุนสหรัฐยังคงถือ ‘เงินสด’ หรือ“กองตราสารตลาดเงิน ค่อนข้างมาก แม้ว่าการถือเงินสดก็มีประโยชน์แต่ก็ไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่ดีให้พอร์ตได้ ในระยะยาวการถือเงินสดจำนวนมากจะทำให้ผลตอบแทนของพอร์ตโฟลิโอต่ำกว่าการลงทุนในตราสารหนี้อื่นๆ เนื่องจากผลตอบแทนจากการถือเงินสดจะลดลงตามแนวโน้มดอกเบี้ยของ Fed ทั้งนี้ข้อมูลจาก ‘Investment Company Institute’ บ่งชี้ว่า ‘กองทุนตราสารตลาดเงิน’(Money Market) ซึ่งมีสภาพคล่องเหมือนเงินสด มีจำนวนสินทรัพย์เพิ่มมากขึ้นเป็น 6.51 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนต.ค. ปีนี้ ซึ่งนักลงทุนยังไม่ได้ลดการถือเงินสดลงเลยตั้งแต่ผ่านช่วง Covid-19 มา”

แนะขยับสู่ “ตราสารหนี้ระยะยาว” รับประโยชน์ “ดอกเบี้ยขาลง”

เพื่อเป็นการรักษาอัตราผลตอบแทนของเงินลงทุน นักลงทุนจึงควรลงทุนใน “ตราสารหนี้” ที่มีอายุยาวในภาวะที่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงในอนาคต เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ที่ตอนนี้ให้ Yield อยู่ที่ 4.3% ซึ่งมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการถือเงินสดหรือลงทุนใน Money market fund ภายใต้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของ Fed ระยะยาวในช่วง 10 ปีจากนี้ไปที่ 2.3%
“เนื่องจากผลตอบแทนจากการถือเงินสดจะลดลงตามแนวโน้มดอกเบี้ยของ Fed ขณะที่ราคา ‘ตราสารหนี้ระยะยาว’ จะปรับเพิ่มขึ้นหากดอกเบี้ยปรับลดลงในอนาคต นักลงทุนจึงได้กำไรจากส่วนต่างของราคาที่เพิ่มขึ้นในอนาคตนั่นเอง”
จากข้อมูลสถิติพบว่า ตั้งแต่ปี22 เป็นต้นมา การลงทุนที่ใกล้เคียงเงินสดให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตราสารหนี้ระยะยาวในภาวะที่ Fed ผ่อนปรนนโยบายการเงิน โดยการลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลางอายุ 5-7 ปีให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยง นักลงทุนยังได้โอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีจากราคาตราสารหนี้ที่ปรับเพิ่มขึ้นและไม่ต้องรับความเสี่ยงจากการถือตราสารหนี้ที่มีอายุยาวจนเกินไปเช่น 30 ปีเนื่องจากอาจมีความเสี่ยงจากภาวะดอกเบี้ยที่เปลี่ยนทางเป็นขาขึ้นแทนนั่นเอง

“หุ้นกู้” & “High Yield” อาจให้ “ผลตอบแทน” ไม่คุ้มกับ “ความเสี่ยง”

ส่วน “หุ้นกู้เอกชน” ให้ผลตอบแทนที่ต่ำเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยดูได้จาก Credit Spreads” หรือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่ได้รับจากความเสี่ยงที่มากขึ้นนั้นอาจไม่พอและยิ่ง Spreads แคบเท่าไหร่หุ้นกู้ก็ยิ่งมีราคาแพงมากขึ้นเท่านั้น
ปัจจุบันหุ้นกู้เอกชนในสหรัฐระดับ Investment-grade” มี Spreads อยู่ในระดับที่แคบมากเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี21หลังจาก Fed เข้าแทรกแซงตลาดตราสารหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลัง Covid-19
สำหรับกลุ่ม High Yield” ก็เช่นกันมี Spreads อยู่ในระดับที่แคบมากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมาในอดีต
แนวโน้มเช่นนี้ไม่ได้จํากัดอยู่แค่ในสหรัฐเท่านั้น แต่ Spreads ของตราสารหนี้เอกชนประเทศอื่นๆ ก็อยู่ในระดับที่แคบมากเช่นกัน
“ทั้งนี้หากดูในอดีตที่มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินตั้งแต่ปี1995 พบว่า Spreads ของหุ้นกู้เอกชนยังสามารถคงที่อยู่ได้ในช่วง 12 เดือนหลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก แต่ระดับ Spreads ในอดีตโดยเฉลี่ยก็ยังอยู่สูงกว่ารอบปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด หุ้นกู้เอกชนจึงมีความเสี่ยงทั้งจากแนวโน้ม Spreads ที่ต่ำมาตลอดและยังเผชิญความเสี่ยงจากภาพเศรษฐกิจที่อาจตกต่ำอย่างรุนแรงได้อีกนั่นเอง”

“ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่” น่าสนใจ…ทั้ง “กระจายความเสี่ยง” & “ผลตอบแทนที่ดี”

สำหรับพันธบัตรรัฐบาลใน “ตลาดเกิดใหม่” อื่นๆ ก็มีความน่าสนใจทั้งในแง่ช่วยกระจายการลงทุนและให้ผลตอบแทนที่ดี โดยมองหาประเทศที่ผลตอบแทนพันธบัตรยังอยู่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อเป้าหมายของธนาคารกลาง ทั้งนี้ประเทศที่ยังให้ผลตอบแทนในพันธบัตรที่น่าสนใจตามเงื่อนไขข้างต้น
ตัวอย่าง: “บราซิล” ซึ่งมีผลตอบแทนตราสารหนี้อายุ 5 ปีอยู่ที่ 14.1% เทียบกับอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่ 4.8% หรือ “เม็กซิโก” ซึ่งมีผลตอบแทนตราสารหนี้อายุ 5 ปีอยู่ที่ 10.1% เทียบกับอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่ 4.8% เป็นต้น
ส่งท้ายปีเก่า “มะโรง-2024” สู่ “ปีมะเส็ง-2025” กับวงจรดอกเบี้ยขาลงของประเทศผู้นำโลกอย่างสหรัฐ ก็เป็ยจังหวะที่ดีที่ผู้ลงทุนจะได้เขย่าพอร์ต ปรับกลยุทธ์การลงทุนส่งท้ายปี เพื่อรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้อีกสักครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...