“กอบศักดิ์” แนะรับมือ ทรัมป์ เปิดสงคราม 6 ด้าน ทำโลกป่วน
เปิดมุมมอง กอบศักดิ์ ภูตระกูล หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ คืนทำเนียบขาว พร้อมทางออก ไทย ในสมัยทรัมป์ 2.0
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาให้ความเห็นผ่านรายการ ทันเศรษฐกิจ “By Bangkok Bank EP.01” ผ่านทางเฟซบุ๊ก Bnomics เกี่ยวกับประเด็น“3 วัน เขย่าโลก” ของ “ทรัมป์ 2.0.” หรือช่วงเวลา 3 วัน ในดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 อย่างเป็นทางการ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ในรายการนี้ จะวิเคราะห์ว่าช่วงเวลาการดำรงตำแหน่ง 3 วัน ของนายทรัมป์ ได้ให้นัยยะอย่างไรบ้าง การจะทำความเข้าใจนายทรัมป์ได้จะต้องมีประเด็นอะไรบ้าง ในรูปแบบใด มิติใด และจะประเมินอย่างไรว่าสิ่งที่นายทรัมป์นั้นเป็นไปตามที่สัญญามากน้อยแค่ไหน ตลาดตอบรับอย่างไร และภาพรวมทั้งหมด
การเริ่มต้นอย่างมีสีสัน
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า การเริ่มต้นวาระที่ 2 ของนายทรัมป์นับว่ามีสีสันมากและน่าจับตามองเป็นอย่างมาก ซึ่งโดยปกติแล้ว ผู้นำสหรัฐฯ หรือผู้นำโลก มักมีการกำหนดกรอบในการดำเนินการต่าง ๆ ตามที่ให้คำมั่นสัญญาเอาไว้ ที่ 100 วัน หลังจากเข้ารับตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ได้กำหนดมาตรฐานใหม่ของโลก จาก “First 100 Days” เป็น “First Day” ซึ่งก็คือการเริ่มทำทุกอย่างตั้งแต่วันแรก และสิ่งที่นายทรัมป์ทำในช่วงเวลาเพียง 3 วัน นั้นราวกับว่าดำรงตำแหน่งมาแล้ว 1 เดือน เพราะเขาผ่านการเป็นผู้นำสหรัฐมาแล้ว ซึ่งในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาก็ได้จ้องดูความเคลื่อนไหวทุกอย่างของนายโจ ไบเดน มาโดยตลอด
โดยหลังจาก 3 วันของนายทรัมป์ ทำให้ต้องจับตาดูในขั้นตอนต่อไปว่าอะไรจะขึ้นหลังจากนี้ เมื่อครบ 7 วันแล้ว นายทรัมป์จะทำอะไรอีกบ้าง และ 1 เดือนจะเป็นอย่างไร และ 100 วัน จะเป็นอย่างไร
ประเด็นก็คือ รัฐบาลของนายทรัมป์นั้นเป็นรัฐบาล One Man Show ที่ทุก ๆ อย่างเคลื่อนไหวรอบตัวนายทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นคำพูด การกระทำ หรืออะไรก็ตาม การทำความเข้าใจการเมืองสหรัฐฯ ก็คือการทำความเข้าใจกับการเคลื่อนไหวของนายทรัมป์
โดยจุดที่สำคัญหลัก ๆ ในช่วง 3 วันที่ผ่านมาคือ การกล่าวปราศรัยหลังการสาบานตน การกล่าวปราศรัยที่ Capital One Arena และการลงนามในคำสั่งพิเศษฝ่ายบริการ (Executive Order) เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการแสดงอำนาจของประธานาธิบดีว่าเขาพร้อมทำงานทันที และเมื่อนำมาประกอบรวมกับคำกล่าวปราศรัยหลังสาบานตน ทั้งหมดนี้สะท้อนว่านายทรัมป์ได้ทำตามที่เขาได้คำมั่นสัญญาไว้
นายกอบศักดิ์ชี้ว่า การปราศรัยของนายทรัมป์นั้นไม่ได้ดูเหมือนกับการปราศรัยฉลองรับตำแหน่ง แต่มีความคล้ายคลึงกับการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภา (State of the Union Address) มากกว่า โดยไม่มีการใช้คำพูดสวยหรู แต่เป็นการพูดว่าเขาจะทำอะไรบ้างในวันที่ 1 2 3 ของการดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นการปราศรัยของผู้นำที่พร้อมทำงานอย่างชัดเจน
โดยนายกอบศักดิ์ยังได้ยกวลีในการกล่าวปราศรัยสาบานตนของอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี มาเปรียบเทียบกัน ซึ่งกล่าวว่า “Ask not what your country can do for you – ask what you can do for your country” แปลว่า“จงอย่าถามว่าประเทศชาติจะทำอะไรให้คุณ จงถามว่าคุณจะทำอะไรเพื่อประเทศชาติ” ซึ่งเป็นวลีที่โด่งดังมากจนถึงทุกวันนี้ แต่นายทรัมป์ไม่ได้ใช้ถ้อยคำเช่นนั้นในการกล่าวปราศรัยเลย
ในช่วงแรกของการกล่าวปราศรัยหลังสาบานตนนั้น นายทรัมป์กล่าวว่า“Our sovereignty will be reclaimed. Our safety will be restored. The scales of justice will be rebalanced. The vicious, violent, and unfair weaponization of the Justice Department and our government will end” ซึ่งแปลได้ว่า “อำนาจอธิปไตยของเราจะได้รับการทวงคืน ความปลอดภัยของเราจะกลับคืนมา ความยุติธรรมจะได้รับการปรับสมดุลใหม่ การใช้เครื่องมือของกระทรวงยุติธรรมและรัฐบาลของเราที่โหดร้าย รุนแรง และไร้ซึ่งความยุติธรรม จะสิ้นสุดลง”
ซึ่งนายทรัมป์สื่อว่า ประเทศชาติที่ย่อยยับไปในสมัยการบริหารของนายไบเดน จะกลับคืนมาเหมือนเดิม ความปลอดภัยของประชาชนจะได้รับการดูแลสู่ความปกติอีกครั้ง และการนำเอาเครื่องมือของรัฐมาใช้ในการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจะต้องยุติลง และยุคทองของอเมริกันจะเกิดขึ้น โดยคำพูดเหล่านี้และคำกล่าวปราศรัยโดยรวมเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเขาพร้อมฏิบัติหน้าที่ตามเป้าหมายอย่างชัดเจน
สิ่งที่นายทรัมป์ประกาศว่าจะทำวันแรกคือการลงนามประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติที่ชายแดนทางใต้ติดกับเม็กซิโก และส่งทหารไปประจำการเพื่อควบคุมไม่ให้มีผู้อพยพเข้าประเทศมาได้ โดยยกเลิกนโยบาย Catch and Release ของนายไบเดน ซึ่งก็คือ การจับตัวผู้อพยพเข้าประเทศมาอย่างผิดกฎหมายและปล่อยตัวให้เป็นอิสระ ซึ่งนายทรัมป์ต่อต้านแนวคิดนี้ เพราะผู้อพยพผิดกฎหมายที่เข้ามาอาจมีทั้งอาชญากรและแก๊งค้ายา ซึ่งนายทรัมป์ได้กำหนดให้แก๊งอาชญากรรมหลายแก๊งขึ้นทะเบียนเป็นผู้ก่อการร้าย
นอกจากนี้แล้ว นายทรัมป์ได้ลงนามยุติ Green New Deal และยกเลิกข้อกำหนดของนายไบเดนที่กำหนดเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ โดยจะให้ประชาชนชาวอเมริกันสามารถใช้รถอะไรก็ได้ โดยไม่มีกำหนดบังคับให้เปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า
นายทรัมป์ยังได้ลงนาม ก่อตั้งหน่วยงานใหม่ External Revenue Service เพื่อเก็บภาษีศุลกากรกับต่างประเทศที่ทุ่มสินค้าราคาถูกเข้ามาเอาเปรียบชาวอเมริกัน รวมถึงการประกาศจะยึดคืนคลองปานามากลับคืนมา โดยกล่าวว่าคลองปานามาสร้างด้วยเลือดเนื้อของชาวอเมริกัน แต่จีนได้เข้ามาบทบาทควบคุมครอบงำในคลองปานามา ในฐานะหัวใจหลักในการขนส่งสินค้าของจีนไปยังอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป ซึ่งเป็นจุดยุทธ์ศาสตร์ที่จีนจะไม่ปล่อยผ่านไป และจะต้องติดตามต่อไปในอนาคตว่าสหรัฐจะดำเนินการอย่างไรในเรื่องนี้ในอนาคต
อีกประเด็นที่ควรจับตามองเป็นอย่างมากที่คือโครงการ Stargate ซึ่งคือการลงทุนมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) ในสหรัฐ โดยการร่วมทุนระหว่าง โอเพนเอไอ (OpenAI) ซอฟท์แบงก์ (Softbank) และออราเคิล (Oracle) เพื่อให้สหรัฐกลายเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีของโลก
นายกอบศักดิ์ชี้ว่า หากต้องประเมินการทำงาน 1 วันของนายทรัมป์ ก็นับว่าผ่านแน่นอน และคงต้องให้คะแนน A++ เพราะเขาทำตามที่พูดไว้ ซึ่งไม่คิดว่ารัฐบาลที่ไหนจะลงนามออกคำสั่งได้มากขนาดนี้
สงคราม 6 ทิศ
สำหรับหัวใจหลักในการในการทำงานวันแรกของนายทรัมป์คือการจัดการ “สงคราม 6 ด้าน” ได้แก่
สงครามที่ 1 : สงครามกับพรรคเดโมแครต ในด้านของแนวคิดที่แตกต่างกันระหว่างพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลิกันที่แตกต่างกัน โดยการลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับแรกคือ คือการยกเลิกคำสั่ง 78 ฉบับของนายไบเดนที่ครอบคลุมทั้งหมด รวมถึงการที่นายไบเดนลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อยกเลิกคำสั่งของเขา ซึ่งมีเพียงประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่เท่านั้นที่จะมีอำนาจในการเพิกถอนคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีคนก่อนได้
โดยนายทรัมป์มีจุดมุ่งหมายดึงให้รัฐบาลสหรัฐที่เขามองว่าไร้ประสิทธิภาพและกำลังหลงทางมา 4 ปี ภายใต้พรรคเดโมแครต กลับมาสู่แนวทางของพรรครีพับลิกันอีกครั้ง ซึ่งในจุดนี้ นายกอบศักดิ์แนะว่า ไม่ควรคิดว่าการดำเนินการนี้เป็นเพียงแค่คำสั่ง แต่เป็นสงครามของนายทรัมป์ และหากมองในมุมมองของเขาว่ามันไม่ถูกต้องไม่ถูกทาง ก็จะทำให้เข้าใจมากขึ้น
สงครามที่ 2 : สงครามภายในประเทศ ซึ่งก็คือปัญหาต่าง ๆ ในประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่นายทรัมป์เล็งเห็นว่าต้องจัดการให้เข้าที่เข้าทาง โดยเฉพาะนโยบายการเปิดพรมแดนในสมัยของนายไบเดน ที่เขาได้ยกเลิกไปและให้ต้อนรับผู้อพยพ โดยให้อำนาจรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐต่าง ๆ ในการต่อสู้กับผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย
นอกจากนี้แล้ว นายทรัมป์ยังได้ยกเลิกโครงการด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนรวม (Diversity, Equity, Inclusion) หรือ DEI โดยยกเลิกโควตาการจ้างงานบุคคลมีผู้ความหลากหลายเหล่านี้ออกไป รวมถึงอีกหลากหลายหน่วยงานของรัฐบาลที่กำลังจะถูกยกเลิก และจัดการให้เข้าที่เข้าทางต่อไป
สงครามที่ 3 : สงครามการค้ากับประเทศต่าง ๆ โดยที่นายทรัมป์ได้ประกาศไปแล้วคือ การปรับขึ้นภาษีศุลกากรกับแคนาดาและเม็กซิโก 25% และจะขึ้นภาษีศุลกากรกับจีน 10% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568
สงครามที่ 4 : สงครามเทคโนโลยี กล่าวคือ สงครามเทคโนโลยีที่สหรัฐกำลังต่อสู้กับจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญ ซึ่งนายทรัมป์มองว่าสหรัฐกำลังเพลี่ยงพล้ำ ซึ่งภายใต้โครงการ Stargate นายทรัมป์มุ่งมั่นที่จะให้สหรัฐก้าวขึ้นมาแข่งขันกับจีนได้ในด้านเอไอ
ยิ่งไปกว่านั้น นายทรัมป์จะเดินหน้าห้ามส่งออกเทคโนโลยีล้ำสมัยไปยังจีน ซึ่งรวมถึง เทคโนโลยีการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และการดำเนินการให้ธุรกิจต่าง ๆ กลับมาดำเนินงานที่สหรัฐฯ เพื่อให้สหรัฐฯ กลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่แท้จริง
สงครามที่ 5 : สงครามจริง กล่าวคือ สงครามที่แท้จริงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับฮามาส ซึ่งอิสราเอลได้มีการเจรจาหยุดยิงเพื่อแลกเปลี่ยนตัวประกัน และนายทรัมป์ก็ได้ออกมข่มขู่ นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ว่าจะคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม รวมถึงดำเนินมาตรการทางภาษี และอื่น ๆ ที่เลวร้ายหนักกว่าเดิม หากไม่หาทางบรรลุข้อตกลงยุติสงครามกับยูเครน
สงครามที่ 6 : สงครามกับผู้ที่เอาเปรียบสหรัฐฯ ภายใต้หลักการ“America First” ที่ต้องให้อเมริกามาก่อนและไม่เสียเปรียบในด้านใด ๆ ก็ตาม เช่น การลงนามถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนายทรัมป์กล่าวว่าได้เอาเปรียบสหรัฐ โดยเอาเงินจากสหรัฐไปเป็นจำนวนมาก และห้ามขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งขัดขวางเศรษฐกิจ โดยนายทรัมป์ประกาศว่าจะขุดเจาะน้ำมันจำนวนมากภายใต้ดินแดนสหรัฐเพื่อนำมาใช้ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชนอเมริกัน
นอกจากนี้แล้ว นายทรัมป์ยังให้สหรัฐถอนตัวออกจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเขามองว่ากดขี่และเอาเปรียบสหรัฐ และท้ายที่สุดคือ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) โดยนายทรัมป์ชี้ว่าสหรัฐฯ จ่ายเงินให้กับ NATO เป็นจำนวนมาก และจะยุติการมอบเงินให้เป็นการชั่วคราว
ในบรรดาสงคราม 6 ด้านของนายทรัมป์นั้น สิ่งที่เขาดำเนินการเพื่อจัดการกับสงครามเหล่านี้ในช่วง 3 วัน ในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นั้นมีทั้งประสบความสำเร็จ และยังไม่ถึงขั้นนั้น ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ภาพกว้าง ๆ ด้วยกัน ดังต่อไปนี้
1. ทำตามที่พูด : สิ่งที่นายทรัมป์สามารถทำได้ตามที่ให้คำมั่นสัญญาเอาไว้ในช่วงการหาเสียงภายใน 3 วัน โดยในกลุ่มนี้คือการดำเนินการบริเวณชายแดนทางตอนใต้ โดยได้สั่งการให้ส่งทหาร 1,500 นาย ไปควบคุมพรมแดน และยกเลิกแอปพลิเคชันการลงทะเบียนขอเข้าเมือง เพื่อให้กระบวนเข้าประเทศเป็นไปได้ยากขึ้นและรัดกุมมากขึ้น ซึ่งล่าสุดได้มีคำสั่งห้ามเข้าเมืองผ่านชายแดนเม็กซิโกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ส่วนอีกอย่างหนึ่งที่นายทรัมป์ทำไปแล้วคือการอภัยโทษแก่ผู้ถูกจำคุกโทษฐานก่อเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 โดยนายกอบศักดิ์กล่าวว่าตัวอย่างที่เห็นได้ชัดนี้คือหลักฐานของการพูดจริงทำจริง และเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้หลอกลวงประชาชน
2. ทำน้อยกว่าที่พูด : สิ่งที่นายทรัมป์สามารถทำได้น้อยกว่า หรือยังไม่สามารถทำได้ตามที่ให้คำมั่นสัญญาเอาไว้ ได้แก่ ภาษีศุลกากร โดยนายกอบศักดิ์กล่าวว่า ประเด็นภาษีทางการค้าคือสิ่งที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด และสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดเป็นอย่างมากว่าจะมีการตอบโต้ทางการค้า โดยเป็นที่กังวลว่าจะสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง รวมถึงว่าจะกระทบกับไทยมากน้อยเพียงใด
ซึ่งนายกอบศักดิ์กล่าวว่า นายทรัมป์เป็นผู้ที่มักดำเนินการต่อรองอยู่เสมอ และตั้งคำถามว่าแนวคิดการขึ้นภาษีนี้เป็นแผนที่วางไว้เพื่อการต่อรองหรือไม่ แต่นายทรัมป์กล่าวว่าอาจจะเร่งดำเนินการขึ้นภาษี 25% กับแคนาดาและเม็กซิโก แต่สำหรับจีนนั้น จากเดิมที่กล่าวไว้ว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงถึง 60% กลับกลายเป็นว่าเหลือเพียง 10% เท่านั้น ซึ่งต้องจับตารอดูต่อไปว่านายทรัมป์จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจริงหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด
อีกประเด็นที่เข้าข่ายว่าทำได้น้อยกว่าที่พูดไว้คือสงคราม จากเดิมที่นายทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้ภายใน 24 ชั่วโมง หลังเข้ารับตำแหน่ง แต่หลังจากผ่านไป 72 ชั่วโมง ก็ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ระบุว่าจะไม่ส่งเงินให้ยูเครนเพิ่มอีก และได้ออกมาข่มขู่ไปถึงนายปูตินให้ยุติสงครามและทำข้อตกลงภายในเวลา 1 เดือน มิฉะนั้นจะเผชิญกับการคว่ำบาตรจากสหรัฐ และการขึ้นภาษีนำสินค้ารัสเซีย โดยนายกอบศักดิ์ให้ความเห็นว่า ต้องติดตามดูต่อไปว่าคนคนเดียวจะสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีของสงครามได้หรือไม่
นอกจากนี้แล้ว นายทรัมป์มีจุดยืน No War และไม่น่าจะดำเนินสงคราม หรือส่งทหารไปทำสงครามกับต่างประเทศ
นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ถ้าหากสงครามการค้าเพิ่มขึ้น และสงครามที่แท้จริง ซึ่งเป็นการสู้รบกันอยู่จริง ๆ ลดลงแล้วล่ะก็ การดำเนินธุรกิจก็จะยังพอดำเนินการไปได้ โดยหัวใจสำคัญคือการลดสงครามที่แท้จริง แม้จะมีความคืบหน้าที่ตะวันออกกลาง แต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ มา 3 ปี นั้นยังไม่จบ และต้องรอดูต่อไปว่าจะดำเนินอย่างไรหลังจากนั้น โดยสงครามที่แท้จริงนั้นมีความซับซ้อน และเป็นความขัดแย้งที่เป็นเรื่องยากและจะต้องใช้เวลา
3. ทำมากกว่าที่พูด : สิ่งที่นายทรัมป์ดำเนินการที่คาดไม่ถึง ไม่ได้อยู่ในแผนการหาเสียง หรือไม่เคยกล่าวถึงมาก่อน โดยที่ชัดเจนคือโครงการ Stargate มูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งประกาศว่าจะดำเนินการ โดยที่ไม่เคยกล่าวถึงมาก่อน
นายกอบศักดิ์เห็นว่า โดยรวมแล้วในช่วง 3 วันของการดำรงตำแหน่งของนายทรัมป์นั้น ถือว่าใช้ได้ เพราะทำตามที่พูดไว้ได้หลายประเด็น และบางเรื่องที่ทำมากกว่าที่พูดว่าก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ส่วนเรื่องของภาษีการค้านั้นก็ต้องติดตามกันต่อไป โดยคาดว่านายทรัมป์กำลังเริ่มดำเนินการอยู่ และกำลังอยู่ในระหว่างรวบรวมความคิดว่าจะทำอย่างไร และต้องใช้เวลาในการจัดการ
ความเคลื่อนไหวของตลาด
ตลาดหุ้นและตลาดเงินมีปฏิริยาตอบรับในทิศทางที่ดี นับตั้งช่วงหลังการเลือกตั้ง รวมถึงดัชนี Dow Jones, ดัชนี Nasdaq, ดอลลาร์สหรัฐ และบิตคอยน์ (Bitcoin) โดยดัชนี Dow Jones พุ่งขึ้นมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2567 และกล้าวกระโดดขึ้นมาช่วงหลังเลือกตั้งสหรัฐ และกลับขึ้นมาพุ่งแตะระดับสูงสุดใหม่อีกครั้ง หลังการสาบานตนของนายทรัมป์ ซึ่งนับว่ามีความคึกคักเป็นอย่างมาก
ทางด้านดัชนี Nasdaq ก็เคลื่อนไหวคล้ายคลึงกัน โดยพุ่งขึ้นนับตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง แต่ปรับตัวลดลงเล็กน้อยหลังสาบานตน ก่อนจะพลิกดีดตัวขึ้นใกล้ระดับสูงสุดใหม่อีกครั้ง
นายกอบศักดิ์มองว่า ความเคลื่อนไหวของดัชนีหลักของตลาดหุ้นสหรัฐทั้ง 2 ดัชนีเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดค่อนข้างพึงพอใจกับ 3 วันของการดำรงตำแหน่งของนายทรัมป์ และตลาดโล่งใจที่ยังไม่มีการออกมาตรการภาษีศุลกากรออกมาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมองว่าการขู่เป็นเรื่องที่ดี แต่ยังไม่ควรทำจริง
ทางด้านราคา Bitcoin พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่หลังเลือกตั้ง และยังคงพุ่งขึ้นอยู่ ณ ขณะนี้ ซึ่งเป็นการขานรับการแนวคิดของนายทรัมป์ที่ให้การสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัล และการให้คำมั่นว่าจะทำให้สหรัฐกลายเป็นเมืองหลวงคริปโทฯ ของโลก ซึ่งนายกอบศักดิ์ชี้ว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึง คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) แสดงท่าทีต่อต้านคริปโทเคอร์เรนซี และดำเนินการต่าง ๆ อย่างเข้มงวดเพื่อควบคุมหรือจัดการคริปโทฯ
โดยหลังจากที่นายทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง นายแกรี เจนสเลอร์ ประธาน SEC ซึ่งมีท่าทีต่อต้านนายทรัมป์และคริปโทฯ มาโดยตลอด ก็ได้ยื่นลาออกจากตำแหน่ง ในขณะที่นายทรัมป์ก็คัดเลือกผู้ที่สนับสนุนคริปโทฯ ขึ้นมาแทน โดยได้เสนอแต่งตั้ง นายมาร์ค อุเยดะ อดีตกรรมการคณะกรรมการ SEC ขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการ SEC
นายกอบศักดิ์ย้ำว่า ตัวเลขเหล่านี้นับว่าเคลื่อนไหวในทิศทางที่ดี ดัชนีดอลลาร์ก็แข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 108-109 จุด โดยในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น ดัชนีดอลลาร์อยู่ที่ระดับประมาณ 100 จุด ก่อนจะพุ่งสู่งระดับ 109 จุด ซึ่งหมายความว่าทุกอย่างกลับไปหมุนรอบดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง
ในขณะเดียวกัน ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต ตลาดหุ้นจีน ก็ได้ร่วงลงในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสข่าวว่านายทรัมป์จะขึ้นภาษีศุลกากรกับสินค้านำเข้าจากจีน แม้ว่าจะแค่ 10% ก็ตาม ด้านทองคำก็มีความผันผวนอย่างมาก
ส่วนในด้านของ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่านายทรัมป์ก็จะมีการกดดัน นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดต่อไป และทางเฟดเองก็จะตอบโต้กับนายทรัมป์อย่างที่เคยเป็นมา และคาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ตามที่คาดไว้ว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 2 ครั้งในปีนี้ นอกเสียจากว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง
โดยรวมแล้ว ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าโลกต้องจับตาความเคลื่อนไหวทุกอย่างของนายทรัมป์ใกล้ชิด เพราะไม่ว่าเขาจะพูดอะไรหรือทำอะไร ก็กระทบทุกอย่าง และทำให้หุ้นและตลาดโลกเปลี่ยนไปได้ ซึ่งในช่วงระยะเวลา 4 ปี หลังจากนี้ การทำอะไรที่แปลกใหม่ของนายทรัมป์จะเกิดขึ้นอยู่ตลอด เช่นการประกาศโครงการ Stargate อย่างคาดไม่ถึง ซึ่งความเคลื่อนไหวของทิศทางหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ได้แก่ Softbank และ Oracle และอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมนี้จะพบเห็นได้อย่างชัดเจน
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
นายทรัมป์กล่าวว่าโครงการ Stargate มีความสำคัญมาก เพราะจะทำสหรัฐมีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญด้านเอไอ และเป็นที่สำคัญคือตั้งอยู่ในสหรัฐ ซึ่งนายทรัมป์ไม่เชื่อมั่นให้ตั้งศูนย์ข้อมูลของสหรัฐในต่างประเทศ
โดยโครงการนี้คาดว่าจะนำไปสู่การถือกำเนิดของ Artificial General Intelligence หรือ AGI ได้ภายใน 5 ปี ซึ่งเป็นขั้นกว่าของเอไอที่มีความฉลาดล้ำเป็นอย่างมากและเก่งเทียบเท่ามนุษย์
และหากมี AGI เกิดขึ้นแล้ว ก็จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการด้านการแพทย์ และการรักษาโรคมะเร็ง
โดยโครงการได้เริ่มสร้างศูนย์ข้อมูลไปแล้ว 10 อาคารในรัฐเทกซัส และลงทุนประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในการผสานรวมศูนย์ข้อมูลและระบบประมวลผล
อย่างไรก็ดี การประมวลผลเอไอนั้นจะใช้พลังงานสูงมาก และแม้โครงการนี้เป็นของเอกชน แต่นายทรัมป์กล่าวว่าเขาจะใช้อำนาจในการออกคำสั่งภาวะฉุกเฉินระดับชาติเพื่อให้สหรัฐฯ เดินหน้าในการเอาชนะสงครามเอไอและเป็นที่ 1 ของโลกให้ได้ ซึ่งนายทรัมป์จะลงนามในกฎหมายต่าง ๆ เพื่อให้ OpenAI และ Oracle มีพลังงานไฟฟ้ามากเพียงพอในการหล่อเลี้ยงศูนย์ข้อมูลเหล่านี้
ในขณะเดียวกัน นายอีลอน มัสก์ ก็ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณโครงการ Stargate เนื่องจากนายมัสก์ก็มีโครงการเอไอเป็นของตัวเองและตั้งคำถามว่าโครงการนี้จะมีเม็ดเงินได้มากขนาด 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ทางกองทุนของอาบูดาบีก็จะร่วมลงทุนในโครงการนี้ด้วย และนายกอบศักดิ์เชื่อว่านายทรัมป์จะลงนามในข้อตกลงต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนโครงการนี้ และเพื่อให้มั่นใจจะได้ว่ามีเงินไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องแน่นอน และผู้ที่สร้าง AGI ได้ก่อน ก็จะกลายเป็นผู้นำโลกในด้านนี้
หลังพ้น 3 วันแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
นายกอบศักดิ์มองว่า ตนอยากให้มองว่าเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดของนายทรัมป์ คือการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐได้อีกเพียง 4 ปี เท่านั้น ซึ่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญสหรัฐจะไม่อนุญาตให้ประธานาธิบดีลงเลือกตั้งต่อ หรืออยู่ในตำแหน่งได้ต่อ หลังครบ 2 วาระ ด้วยเหตุนี้ นายทรัมป์จะต้องพยายามเดินหน้าเพื่อทำสิ่งที่อยากทำและสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่นายทรัมป์ไม่สนใจกระแสวิพากษ์วิจารณ์ การโจมตี และการถูกก่นด่าว่ากล่าวใด ๆ และเลือกทำทุกอย่างให้ชัดเจน เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ตั้งอยู่บนแนวคิดว่ามีเวลาเพียง 4 ปี และกลับมาไม่ได้อีกแล้ว
นอกจากนี้แล้ว นายทรัมป์จะต้องเร่งดำเนินการต่าง ๆ ให้สำเร็จด้วย เพื่อให้ตอบสนองคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน และรักษาใจประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่สนับสนุนเขา ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมใน 2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งนายทรัมป์ต้องการให้พรรครีพับลิกันยังคงสามารถรักษาอำนาจเอาไว้ได้ต่อไป
นายกอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่นายทรัมป์ทำมาในช่วง 3 วันนั้นเป็นแค่ช่วงเริ่มต้นเท่านั้น และเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของสิ่งที่เขาจะทำต่อไปตลอดวาระ 4 ปี ซึ่งหลังจากนี้ ความตื่นเต้นก็จะลดลง การลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารก็จะน้อยลง เพราะนายทรัมป์จะต้องใช้เวลาในการมุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่ยากขึ้น และส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญมากขึ้น
ทั้งหมดแล้วนั้น ผลกระทบที่จะตามมาในระยะยาวอย่างแท้จริงคืออะไรก็จะต้องติดตามดูต่อไป โดยนายกอบศักดิ์ให้ความเห็นว่า ในช่วงอีก 4 ปีข้างหน้านี้ นายทรัมป์ ผู้มีฉายา“Trump the Disruptor” หรือตัวป่วนรายใหญ่ จะสร้างสีสันได้เป็นอย่างมาก
ซึ่งแน่นอนว่าจะนำมาซึ่งผลกระทบต่อไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ ณ เวลานี้ ผลกระทบเหล่านั้นยังไม่มาถึงไทย แต่จะเกิดขึ้นกับบรรดาประเทศที่เกินดุลกับสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญที่นายทรัมป์มุ่งเป้าเอาไว้ รวมถึงสหภาพยุโรป (EU)
และแม้ไทยจะเกินดุลกับสหรัฐ แต่ไทยก็เป็นมหามิตรกับสหรัฐ ซึ่งจะต้องติดตามกันต่อไปว่าจะนายทรัมป์จะดำเนินการใด ๆ กับไทยบ้าง
ผลกระทบกับไทย
ผลกระทบกับไทยจะมีหลายส่วนด้วยกัน โดยนายกอบศักดิ์กล่าวว่า ไทยเชื่อมโยงกับต่างประเทศใน 4 ประเด็นหลัก คือ การค้า การท่องเที่ยว การลงทุน และค่าเงิน ซึ่งสงครามการค้าของทรัมป์กับจีนจะมาถึงไทยแน่นอน แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าปัญหาจะมากน้อยเพียงใด และกรอบเวลาว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด
แต่นายกอบศักดิ์มองว่าไทยน่าจะบริหารจัดการเรื่องนี้ได้ เพราะสงครามการค้าของนายทรัมป์เป็นสงครามการค้าที่ประหลาด เพราะเป็นเพียงสงครามที่มี 1 คน สู้กับทุกประเทศทั่วโลก ต่างจากสงครามการค้าระดับโลกครั้งก่อน ๆ ที่เคยมีมา โดยไทยควรทำตัวเงียบ ๆ ตัวเล็ก ๆ ต่อไป
และไทยยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการคานอำนาจกับจีน ซึ่งหากสหรัฐฯ มุ่งเป้ามาที่ไทยจริง ผลกระทบในภาพรวมก็จะไม่มาก เว้นแต่ว่าจุดที่สำคัญจริง ๆ หรือบรรดาโรงงานของจีนที่ตั้งอยู่ในไทย
นอกจากนี้แล้ว การที่ทรัมป์จะตีกับจีนในสงครามการค้านั้นก็อาจเป็นประโยชน์ต่อไทยได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจีน 30% สินค้าจีนก็จะไม่น่าดึงดูดใจ และหันไปซื้อสินค้าอื่นที่ราคาถูกกว่า และธุรกิจจะยิ่งออกจากจีนมากขึ้น ซึ่งยิ่งเป็นผลดีต่อไทยและอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่แน่นอนคือค่าเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ และตลาดโลกในช่วง 4 ปีนี้จะผันผวนตามไปตามปากกาและลมปากของนายทรัมป์
ในวันที่จีนเผชิญหน้ากับนายทรัมป์ และเมื่อถึงเวลาที่ไทยต้องเลือกข้าง นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ไทยจะมีตัวเลือก 3 ทาง คือ เลือกสหรัฐฯ เลือกจีน หรือ ไม่เลือกใครทั้งนั้นและเป็นกลาง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องอย่าลืมว่านายทรัมป์จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐได้เพียง 4 ปีเท่านั้น ดังนั้นไทยต้องใช้ 4 ปีนี้ในการเตรียมการไปสู่การวางนโยบายที่เหมาะสม และไทยต้องเลือกคำตอบของเราว่าจะอยู่ข้างจีน สหรัฐฯ หรือเป็นกลาง ซึ่งการวางตัวเป็นกลางจะเป็นแต้มต่อที่ดีมากในอนาคต
โดยตัวอย่างในภูมิภาคอาเซียน ฟิลิปปินส์เข้าข้างสหรัฐฯ มากไป ลาวก็เลือกจีนมากไป หากไทยเป็นกลางระหว่างสหรัฐฯ และจีน และพร้อมเป็นมิตรกับทุกคน รวมถึงพร้อมเข้าร่วมกลุ่มความร่วมมือทั้งหมดทั้งหมด เช่น BRICS หรือ OECD ก็จะเป็นประโยชน์ต่อไทยในระยะยาว เพราะในวิกฤตนั้นมีโอกาสเสมอ ขึ้นอยู่ว่าจะหาโอกาสได้หรือไม่ และหากหาได้ก็จะช่วยให้เรามีทางออก และหากไทยกับอินโดนีเซีย ที่มีแนวคิดคล้ายกัน ร่วมมือกัน ก็จะช่วยกันจับมือพาอาเซียนพ้นวิกฤตนี้ไปได้
นายกอบศักดิ์ชี้อีกว่า อยากให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และต้องรักษาพลวัตในช่วงลมต้านทางเศรษฐกิจไปให้ได้ เพราะไทยเองยังมีปัญหาอื่น ๆ อีกมาก เช่น หนี้ครัวเรือน ดังนั้นจึงต้องดำเนินการผลักดันให้เศรษฐกิจโตให้ได้ โดยเฉพาะในภาคส่งออกไทยสู่ตลาดโลก และการท่องเที่ยวก็จะดีขึ้น รวมถึงพยายามปลดล็อกการไหลเข้าโดยตรงของการลงทุนต่างประเทศ (FDI) ให้มากที่สุด เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในช่วงเวลาอันท้าทายนี้