1980s ถ้าฉันเลิกร้ายขอได้ไหมผู้ชายของเธอ
<h2 style='display: flex; justify-content: center;'>ข้อมูลเบื้องต้น</h2><p class="indent-a">นิยายทุกเรื่องนางร้ายมักจะมีจุดจบอย่างน่าอนาถเสมอ ถ้าไม่อยากมีจุดจบแบบนั้นก็คงทำได้เพียงเปลี่ยนตัวเองเท่านั้น ความรักของพวกตัวเอกฉันขอไม่ยุ่ง ว่าแต่ตัวร้ายคนนั้นถ้าเธอไม่เอาฉันขอได้ไหม</p><p class="indent-a"><strong>ตัวละครหลัก</strong></p><p class="indent-a">*****นิยายจะเป็นโลกเสมือนจีนยุค 80 นะคะอาจจะมีบางอย่างที่ตรงกับความจริงบางอย่างก็แต่งขึ้นมาค่ะ******</p><p class="indent-a"><strong>หลี่เจียนเจียน</strong></p><p class="indent-a">ชาติปัจจุบันทำงานเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง</p><p class="indent-a">ในนิยายคือนางร้ายในชื่อเดียวกันอายุ 17ปีอาศัยอยู่ที่ชนบทในเขตเศรษฐกิจของจีน ยุค 80 เป็นนักเรียนที่เรียนเก่งแต่ก็ยังแพ้คุณนางเอก</p><p class="indent-a"><strong>เกาหมิงเฉิน</strong></p><p class="indent-a">เป็นตัวร้ายในนิยายที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับตระกูลของพระเอก หล่อ ร้าย สไตล์คุณชาย เป็นนักธุรกิจเทาๆ อายุ 25 ปี มีพ่อเป็นนักธุรกิจอันดับต้นๆของประเทศและแม่เป็นลูกของผู้บัญชาการสูงสุด</p><p class="indent-a"><strong>เจียวเมิ่ง</strong></p><p class="indent-a">นางเอกในนิยาย พูดน้อย เรียบร้อย อ่อนหวานและเรียนเก่ง เป็นคนจากหมู่บ้านเดียวกันกับนางร้ายทำให้โดยเปรียบเทียบกันตลอดเวลา</p><p class="indent-a"><strong>เซียวจ้าน</strong></p><p class="indent-a">พระเอกในนิยาย อายุ 25 ปี มียศพันโท เก่ง เทพ หน้าตาดีแบบทหาร หน้าคมเข้ม ชาติตระกูลสูงส่ง</p><p class="indent-a"><strong>เหมียวเฉียวเว่ย</strong> (นางร้ายอันดับ 1 ในนิยายหลังจากที่เจียวเมิ่งย้ายไปที่ปักกิ่ง)</p><p class="indent-a"><strong>อี้เจิน </strong>(เพื่อนสมัยเด็กเกาหมิงเฉิน)</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ตัวละครก็จะมีประมาณนี้ก่อนนะคะ นอกจากนี้ก็จะเป็นตระกูลของพระเอก นางเอก ที่เหลือก็จะมีตัวประกอบที่ผ่านมานิดหน่อย</p><p> </p><p class="indent-a">***นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น***</p><p class="indent-a"><br> </p><hr/><h2 style='display: flex; justify-content: center;'>บทนำ</h2><p class="indent-a"><strong>ถ้าฉันเลิกร้าย ขอได้ไหมผู้ชายของเธอ ยุค 80</strong></p><p class="indent-a">ในนิยายยอดนิยมอันดับหนึ่งแห่งยุค” รักมัดใจท่านพันโท ยุค 80” เป็นนิยายจีนขายดีจนได้ข่าวแว่วๆ ว่าอาจจะทำเป็นซีรีส์ ในนิยายเป็นเรื่องราวความรักของ เจียวเมิ่ง ลูกคนรองของตระกูลเจียว สาวชนบทที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษของจีนในช่วงยุค 80 เจียวเมิ่งเป็นเด็กสาวอายุ 17ปี ที่หน้าตาสละสลวยและเรียนเก่งจนทำให้ได้รับทุนพิเศษจากโรงเรียนเป็นประจำทุกปี</p><p class="indent-a">ถึงแม้คนในตระกูลเจียวจะไม่เห็นด้วยแต่พอนึกถึงเงินทุนพิเศษของโรงเรียนที่จะได้รับก็ทำให้คนตระกูลเจียวจำยอมให้เจียวเมิ่งได้ไปเรียนในตัวอำเภอแบบไปกลับทุกวันเช้าเย็น จนวันหนึ่งเจียวเมิ่งก็ได้พบกับเซียวจ้านที่ปลอมตัวมาทำภารกิจที่อำเภอ ทำให้ทั้งสองต่างตกหลุมรักซึ่งกันและกัน แต่เนื่องด้วยฐานะที่ต่างกันทำให้ทั้งสองคนไม่กล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองกันมากนัก</p><p class="indent-a">แต่ในที่สุดเจียวเมิ่งก็สอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งพร้อมกับทุนพิเศษทุกปี แน่นอนว่าคนตระกูลเจียวทั้งต่างก็พากันคัดค้านเนื่องจากว่าได้วางตัวเจียวเมิ่งให้แต่งงานกับลูกชายของนายอำเภอไว้แล้วด้วยสินสอด 500 หยวน แต่พอเจียวเมิ่งให้สัญญาว่าจะส่งเงินทุนพิเศษของมหาวิทยาลัยมาให้ทุกเทอม เทอมละ 200 หยวนเป็นจำนวน 8 ครั้ง ซึ่งพอคนตระกูลเจียวได้ยินดังนั้นก็ฮุบเหยื่อทันที โดยหารู้ไม่ว่าเจียวเมิ่งได้รับเงินทุนถึง 1000 หยวนต่อเทอม</p><p class="indent-a">หลังจากที่จัดการปัญหาตระกูลเจียวเสร็จเจียวเมิ่งก็กลายเป็นเสือติดปีกทันทีเพื่อไปที่ปักกิ่ง การเดินทางโดยรถไฟไปปักกิ่งใช้เวลาถึงสามวัน เจียวเมิ่งที่ไม่ได้มีเงินมากนักก็ได้นั่งที่นั่งธรรมดาเท่านั้น ในระหว่างโดยสารก็เกิดเหตุลักโขมยขึ้นทำให้เจียวเมิ่งได้พบกับเซียวจ้านอีกครั้งและทำให้ทั้งคู่ได้กลับมาสานสัมพันธ์กันอีกรอบ ในฐานะนักเรียนของมหาวิทยาลัยปักกิ่งก็ทำให้เจียวเมิ่งผ่านด่านครอบครัวของเซียวจ้านและต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ จนสุดท้ายก็ครองรักกันไปจนแก่เฒ่า</p><p class="indent-a">พรึบ</p><p class="indent-a">เสียงปิดหนังสือนิยายเสียงดัง ก่อนที่ผู้หญิงที่โยนหนังสือนิยายทิ้งเมื่อคู่จะรีบเปิดคอมพิวเตอร์คู่ใจของตัวเองขึ้นมาเพื่อเขียนรีวิวดังที่ตนชอบทำอยู่เป็นประจำทุกวัน</p><p class="indent-a">หลี่เจียนเจียนเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอนภาควิชาภาษาอังกฤษอยู่ที่มหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งใน เธอเป็นสาวสวย โสด ขวัญใจโคอ่อน โคแก่ แต่ก็ไม่เคยที่จะเปิดใจให้ใครเลยสักครั้ง เนื่องจากว่ายังไม่เจอคนที่ถูกใจนั่นเอง</p><p class="indent-a">แต่นอกจากงานประจำที่ทำอยู่แล้ว หลี่เจียนเจียนยังเป็นนักรีวิวหนังสือที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง โดยที่มีผู้ติดตามใน xxx ประมาณหนึ่งแสนคน ทำให้เธอได้รับคำแนะนำมาเยอะมากว่าให้ลองอ่านนิยายขายดีอันดับหนึ่งที่กำลังจะทำเป็นซีรีย์ดู ด้วยกระแสที่ร้อนแรงมากก็ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะลองหยิบมันขึ้นมาอ่านดู แต่หลังจากที่อ่านมาซักพักนอกจากชื่อตัวร้ายที่ชื่อเหมือนกับตัวเธอเองก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่สำหรับเธอมากนั้น เนื้อเรื่องก็เรื่อยๆ และจะโฟกัสแค่ที่คู่พระนางเป็นหลัก มันก็ค่อนข้างที่จะอ่านได้เรื่อยๆ สำหรับคนที่ชอบความหวานแหวว แต่สำหรับคนที่จริงจังกับชีวิตก็อาจจะทำให้โยนมันทิ้งไปอย่างไม่ไยดี อย่างเช่นเธอเป็นต้น</p><p class="indent-a"><i>“นิยายค่อนข้างที่จะเรื่อยๆ เบาสมอง ถ้าชอบความน่ารักแอดคิดว่ามันก็พอถูไถไปได้ค่ะ แต่ถ้าคนที่ชอบเนื้อเรื่องเรียลๆ หน่อยแอดไม่แนะนำค่ะ มันค่อนข้างที่จะง้องแง้งไปหน่อย นางเอก พระเอกก็เทพเกิน ทำอะไรก็โชคดีเต็มไปหมด แอดไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมเรื่องนี้มันถึงดังได้” </i></p><p class="indent-a">ซึ่งหลังจากที่เธอโพสต์กระทู้ใหม่รีวิวหนังสือนิยายเล่มดังลงไปคนก็พารีกันไปเกือบสามแสนครั้งและคนก็แสดงความคิดเห็นกันเต็มไปหมดและแน่นอนว่าเข้ามาด่า ว่าไม่มีสมองบ้าง เป็นคนจริงจังกับชีวิตเกินไปบ้าง เยอะสุดก็คือขอให้ไปตายซะ ซึ่งตอนนี้เธอก็เริ่มที่จะสับสนแล้วว่ามันมีคนที่อยากให้คนอื่นไปตายเพียงแค่เพราะว่าความเห็นต่างจริงๆ เหรอ</p><p class="indent-a">ส่วนเธอก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้เพราะได้โพสต์ไปแล้ว ทำได้ก็เพียงแค่ปล่อยมันไป ดีนะที่ไม่ได้ใช้ชื่อจริงไม่แน่กลุ่มแฟนคลับกลุ่มนั้นอาจจะมาถล่มที่มหาวิทยาลัยก็ได้แค่คิดก็เสียวสันหลังแล้วรอบนี้คงจะเข็ดแล้วจริงๆ กับโลกออนไลน์</p><p class="indent-a">แต่ใครเล่าจะไปรู้ว่าวันหนึ่งโชคชะตาจะเล่นตลกกับเราจริงๆ ดั่งคำสาปแช่งของคนในเน็ต ในระหว่างที่กำลังจะเดินข้ามถนนที่หน้ามหาวิทยาลัยที่ข้ามอยู่เป็นประจำทุกวัน อยู่ดีดีก็มีรถยนต์วิ่งมาด้วยความเร็วสูงได้ชนเข้ากับเธอที่ยืนอยู่ข้างทางม้าลายจนทำให้ร่างบางกระเด็นไปไกลและเสียชีวิตคาที่ นี่แค่เธอออกความเห็นในนิยายก็ทำให้ดับอนาถได้แล้วเหรอ</p><p class="indent-a">****สวัสดีค่านักอ่านทุกท่าน หลังจากที่ไรท์ได้ค่าขนมจากนิยายเรื่องแรกไป ไฟมันก็ลุกโหมขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เลยได้ทำการเปิดเรื่องใหม่อย่างเป็นทางการ ฝากนิยายเรื่องใหม่นี้อยู่ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกคนด้วยนะคะ****</p><p class="indent-a">ส่วนใครที่อยากติดตามนิยายเรื่องเเรกของไรท์ตามไปที่ลิงค์นี้ได้เลยนะคะ<img alt="regular_smile.png" src="https://image.dek-d.com/28/0872/1520/134442836"></p><p class="indent-a"><br><a href="https://writer.dek-d.com/wkansomphean/story/view.php%3Fid=2114898">https://writer.dek-d.com/wkansomphean/story/view.php%3Fid=2114898</a> </p><hr/>
ความวุ่นวาย
เสียงโหวกเหวกโวยวายที่ดังเข้าสู่ระบบประสาทของร่างบางที่กำลังหลับใหลอยู่ จนทำให้ต้องค่อยๆขยับร่างกายเพื่อที่จะลุกขึ้นมาดูว่าใครกันที่มาทำเสียงดังแต่เช้า แต่หลังจากที่ลืมตาตื่นขึ้นมากลับพบว่าเพดานห้องมันดูแปลกๆ เพราะระดับอาจารย์ผู้ช่วยสอนอย่างหลี่เจียนเจียนไม่มีทางที่จะอยู่ในห้องโทรมๆ นี้เป็นอันขาด นอกจากเพดานแล้วหลี่เจียนเจียนก็เริ่มสำรวจห้องทันที ห้องนอนนี้น่าจะขนาดประมาณแปดตารางเมตร ข้าวของภายในห้องก็รกรุงรังไม่มีส่วนไหนที่เรียกได้ว่ามีระเบียบเลยสักนิด ห้องขนาดเล็กไม่พอแถมไม่มีหน้าต่างอีกนี่เธอโดนลักพาตัวมาหรือเปล่า แต่พอคิดดีดีแล้วก็นึกออกว่าเธอพึ่งจะโดนรถชนไม่ใช่เหรอ เพราะอุบัติเหตุครั้งนั้นมันรุนแรงมากจนเธอหมดสติไปเลยทันที
แต่เนื่องจากว่าคนที่ด้านนอกยังคงพากันส่งเสียงร้องโวยวายไม่หยุดก็ทำให้เธอคิดว่าบางทีคนที่ด้านนอกอาจจะมีใครสักคนที่ตอบเธอได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
หลี่เจียนเจียนพยายามที่จะเดินหลบกองเสื้อผ้าที่วางกองกันอยู่บนพื้นเพื่อไปที่ประตู แต่เมื่อจับที่ลูกบิด ประตูกลับเปิดออกอย่างง่ายดาย เธอจึงคิดว่าประเด็นที่ถูกจับตัวมาอาจจะเป็นไปไม่ได้ เมื่อเธอเดินออกมาจากห้องแล้วก็เริ่มที่จะมองเห็นแสงสว่างมากขึ้น หลี่เจียนเจียนจึงเดินผ่านห้องโถงของบ้านเพื่อที่จะออกไปด้านหน้าที่ได้ยินเสียงกลุ่มคนเมื่อครู่
แต่ในขณะที่กำลังจะเดินออกจากประตูหน้าบ้านที่เปิดแย้มไว้เล็กน้อยกลับเจอกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังยืนแอบอยู่ตรงข้างประตูอย่างกับคนที่พยายามจะสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน เด็กผู้ชายคนนี้จากที่ดูคร่าวๆก็น่าจะอายุประมาณสิบห้าสิบหกปีเพราะถึงแม้ร่างกายจะผอมเล็กน้อยแต่ก็มีความสูงที่บวกเข้ามาทำให้เด็กชายคนนั้นค่อนข้างที่จะโดดเด่น แต่พอเห็นเสื้อผ้าที่ค่อนข้างจะเก่าก็ทำให้คะแนนดิ่งลงทันที ถ้าเป็นน้องเป็นนุ่งนะ เธอจะเหมาเสื้อผ้ามาให้เด็กชายคนนี้ใส่อวดโฉมไปทั่วเมืองเลย ว่าแต่เธอลองเปลี่ยนไปทำอาชีพโมเดลลิ่งดีไหมนะ
“พี่ พี่ แม่บอกไว้ว่าอย่าพึ่งให้พี่ออกไป” เด็กผู้ชายคนนั้นกระซิบออกมาเสียงเบาพร้อมกับที่สบตาเธอจนทำให้เธอต้องยกมือขึ้นมาแล้วชี้เข้าหาตัวเอง ซึ่งเด็กผู้ชายคนนั้นก็ทำเพียงแค่พยักหน้า แต่เมื่อเขาเห็นเธอยังคงยืนนิ่งอยู่ก็เลยกวักมือเรียกเพื่อให้เธอเดินเข้าไปหา นี่เด็กคนนี้กำลังจะชวนเธอสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านอยู่เหรอ ส่วนเธอที่ยังคงงงๆ อยู่ก็เลยเดินไปตามที่เด็กคนนั้นเรียก
“นี่ นายน่ะ ชื่อว่าอะไร” เธอถามขึ้นทันทีที่เดินมาซ่อนตัวตามที่เด็กคนนั้นบอก แต่ก่อนที่เขาจะตอบเขากลับมองเธอด้วยสีหน้าประหลาด
“นี่พี่จำอะไรไม่ได้เลยเหรอ”
“จำอะไร”
“ไม่ได้การแล้วเรื่องนี้ต้องรีบไปบอกแม่” พอพูดจบเขาก็เดินออกไปจากที่ซ่อนเพื่อไปด้านหน้าทันที โดยที่เธอก็คว้าแขนของเขาเอาไว้ไม่ทัน จึงทำได้เพียงรีบเดินตามออกไป
เมื่อออกมาถึงบริเวณด้านหน้าก็พบกับกลุ่มคนขนาดใหญ่ที่พากันทะเลาะกัน บางส่วนก็ยืนดูพร้อมกับกระซิบกระซาบ ส่วนเด็กคนนั้นที่รีบออกมาเมื่อครู่ก็ตรงไปที่ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่บนพื้นพร้อมกับโวยวายเสียงดัง เด็กคนนั้นใช้เวลากระซิบอยู่ชั่วอึดใจก่อนที่ผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นจะค่อยๆ ให้เด็กคนนั้นพยุงขึ้น พร้อมกับที่ค่อยๆเดินมาหาเธอ นี่คงจะเป็นแม่ของเด็กคนนั้นสินะ
“นี่แกจะออกมาทำไม ฉันบอกว่าให้เฝ้าพี่แกไว้ที่ห้อง” พอผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นเดินเข้ามาใกล้เธอก็กระซิบออกมาเสียงเบาก่อนที่จะเอามือมาหยิกที่สีข้างเธอจนทำให้เธอต้องส่งเสียงร้องมา
“ฮือๆ เจียนเจียนของแม่ นี่มันเวรกรรมอันใดของลูกที่ต้องมาเกิดในตระกูลที่ไม่ยุติธรรมแบบนี้ ใช่ มันผิดที่แม่เองที่แต่งเข้าตระกูลหลี่ ใช่แล้วแม่ผิดเอง” หลังจากที่หยิกสีข้างของเธอเสร็จผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นก็เริ่มร้องไห้พร้อมกับตัดพ้อเสียงดังลั่นยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก จนทำให้เธอที่งงอยู่แล้วถึงกับงงไปอีก เดี๋ยวก่อนนะบรรยากาศมันค่อนข้างที่จะแปลกๆ เกินไปไหม ไหนจะทุกคนที่ใส่เสื้อผ้าล้าสมัยนี้อีก ตระกูลหลี่กับเจียนเจียนนี่มันก็ชื่อเธอไม่ใช่เหรอแต่ทำไมเธอกลับไม่รู้จักพวกเขาเลยสักคน แต่ในขณะที่เธอกำลังยืนบื้ออยู่หญิงวัยกลางคนคนนั้นก็กระซิบขึ้นมาอีกครั้ง
“ยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ ทำท่าปวดหัวร้องไห้เร็วๆ เข้า” ซึ่งเสียงกระซิบนี้ก็เหมือนจะมีแค่เธอกับเด็กผู้ชายคนนั้นที่ได้ยิน ซึ่งจากสายตาที่ส่งมาน่าจะหมายถึงเธออย่างแน่นอน เพราะหลังจากที่เด็กคนนั้นได้ยินก็ขยับเข้ามาประคองเธอทันที นี่เธอหลงเข้ามาอยู่กองละครอะไรหรือเปล่า
“อะโอ้ย” เธอจึงทำได้เพียงแค่ปล่อยไปตามน้ำ ก่อนที่จะยกมือขึ้นมาบังแดดที่กำลังส่องหัวอยู่
“ฮือ วันนี้ทุกคนต้องช่วยเป็นพยานให้ฉันถ้าวันนี้ตระกูลหลี่ไม่รับปากว่าจะส่งเจียนเจียนเรียนต่อฉันจะตาย ใช่ฉันจะตาย ตายไปกับเจียนเจียนที่น่าสงสารของฉัน”
“ป้าหลี่ ป้าก็อย่าพูดอะไรที่มันไม่เป็นมงคลอย่างนั้นเลย ใจเย็นๆ ก่อนเถอะ”
“ผู้ใหญ่บ้าน จะให้ป้าใจเย็นได้อย่างไรเมื่อวานเพราะคนตระกูลหลี่พากันพูดว่าจะไม่ให้เจียนเจียนที่น่าสงสารของฉันเรียนต่อทั้งที่อีกแค่เทอมเดียวก็จะจบแล้ว เพียงแค่เพราะว่าหลานชายอยากจะได้รถจักรยาน” พอผู้หญิงวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าป้าหลี่พูดจบทุกคนก็พากันเริ่มซุบซิบอีกครั้งทันทีเมื่อมีข้อมูลใหม่เพิ่มเข้ามา
“ย่าหลี่ อย่างนี้ก็ทำไม่ถูกนะ หลี่เจียนเจียนเรียนอีกแค่เทอมเดียวก็จะจบแล้ว มันจะสักเท่าไหร่กันเชียว จักรยานก็น่าจะรอได้อยู่นา” เสียงคนในกลุ่มที่มายืนดูพูดขึ้นมาก่อนที่จะหันหน้าไปหาหญิงชราคนหนึ่งที่ถูกเรียกว่าย่าหลี่ที่มีหญิงวัยกลางคนอีกสองคนยืนประกบอยู่ข้างๆ
“ไม่ได้ ไม่มีเงิน อยากเรียนก็ไปหาเอง” คนที่ถูกเรียกว่าย่าหลี่ตอบหน้าตายก่อนที่จะพยายามจะเดินฝ่าฝูงชนออกไป
“แยกบ้าน ถ้าไม่ให้เจียนเจียนของฉันเรียนก็แยกบ้านมันกันวันนี้เลย ฉันกับสามีทำงานส่งเงินเข้ากองกลางมายี่สิบปีอย่างน้อยมันก็ต้องมีบ้างแหล่ะ” ผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นยังคงไม่ยอมแพ้ รีบพูดขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นว่าย่าหลี่กำลังจะเดินหนีออกไป จนทำให้ย่าหลี่ถึงกลับชะงักก่อนที่จะหันกลับมาตะโกนเสียงดัง
“ถ้าฉันยังไม่ตาย ก็อย่าคิดว่าจะมีใครแยกบ้านได้” เมื่อผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นได้รับคำตอบมาแบบนั้นเธอก็ล้มลงไปนั่งกับพื้นอีกครั้งก่อนที่จะโวยวายโทษฟ้าดิน เมื่อผู้คนที่เห็นอย่างนั้นก็เริ่มที่จะเข้าไปพูดกับย่าหลี่อย่างมีน้ำใจ
“ย่าหลี่ก็เลือกมาสักทางเถอะ ไม่อย่างนั้นสะใภ้สามของเธอได้ร้องโวยวายไปยันค่ำแน่”
“ใช่ยายหลี่ ถ้าเธอจะไม่ให้พวกเขาแยกบ้านก็ส่งนางหนูเจียนเจียนให้เรียนจนจบเถอะ”
พอหลายคนพูดย่าหลี่ที่ได้ยินอย่างนั้นก็เหมือนจะคล้อยตามนิดหน่อย แต่พอเห็นสถานการณ์แบบนั้นหญิงวัยกลางคนที่ยืนประกบอยู่เมื่อครู่ก็รีบพากันกระตุกแขนเสื้อของย่าหลี่ทันที ก่อนที่ผู้หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ฝั่งด้านซ้ายของย่าหลี่พูดขึ้นมาอย่างไม่ไยดี
“คุณแม่คะ คุณแม่บอกว่าไม่มีเงินแล้วไม่ใช่หรือคะ ถ้าบ้านสามอยากแยกบ้านก็ให้แยกไปเถอะค่ะ ไปแต่ตัว”
ตระกูลหลี่
“สะใภ้รองหลี่ เธอก็พูดเกินไป บ้านสามทำงานส่งเงินเข้ากองกลางมายี่สิบปีจะไม่มีเหลืออยู่ได้ยังไง” เสียงของป้าคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมา
“ใช่ บ้านสามของเราทำงานหามาได้เท่าไหร่ก็ส่งเข้ากลองกลางหมด” ผู้หญิงวัยกลางคนที่ชักดิ้นชักงออยู่ที่ด้านล่างเมื่อครู่ที่ตอนนี้เริ่มที่จะหยุดเมื่อเห็นทางสว่าง
“ไม่มี ฉันบอกว่าหมดก็แปลว่าหมดแล้ว ถ้าอยากจะแยกบ้านนักก็แยกไปเลย ไปแต่ตัวฉันไม่มีอะไรจะให้”
“ฮือๆ ฟ้าดินเป็นพยาน ชาติที่แล้วข้าน้อยได้ไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้นักหนา ชาตินี้ถึงได้มาตกระกำลำบากแบบนี้”
ผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นยังคงโวยวายต่อไปจนทำให้คนที่ยืนอยู่รอบๆ ค่อยพากันเข้ามาช่วยปลอบ จนทำให้หลี่เจียนเจียนที่เริ่มจะประติดประต่อเหตุการณ์ได้ เริ่มคิดหาทางช่วยทันทีเพราะที่จริงเรื่องแยกบ้านเฉยๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไรยุ่งยากไม่ใช่เหรอ ถ้าไกล่เกลี่ยกันไม่ได้ก็ฟ้องกันก็แค่นั้น แต่ดูจากที่คุยกันเรื่องจักรยานกับเงินไปโรงเรียนที่ไม่มีแล้ว ก็ไม่น่าจะมีทรัพย์สินอะไรให้มาฟ้องกันนัก น่าจะเสียเวลากันทั้งสองฝ่ายมากกว่า
“เอ่อ คือ ถ้าอย่างนั้นฟ้องศาลไหมคะ” เสียงหลี่เจียนเจียนที่เงียบมาสักพักดังขึ้นก่อนที่ทุกคนจะพากันหันมามองเป็นตาเดียว
“อะไรนะ ศะศาลเหรอ ใช่ฟ้องศาลใช่ไหม ฟ้องเราจะฟ้อง แกเรียนมาใช่ไหมอันนี้” ผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นลุกตะโกนขึ้นเสียงดัง ก่อนที่ประโยคหลังจะหันมากระซิบถาม ซึ่งเธอก็ทำได้เพียงแค่พยักหน้าตอบกลับไป
“ป้าหลี่ ป้าอย่าทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่เลย เอาอย่างนี้ดีกว่าเดี๋ยวเรารอให้ลุงสามหลี่กับคนอื่นๆ ในครอบครัวกลับมาจากทำงานกันก่อนแล้วตอนเย็นก็ค่อยมาตกลงกันใหม่ ส่วนย่าหลี่ก็กลับไปคิดกันดีดี ถ้าป้าหลี่เกิดฟ้องขึ้นมาจริงๆ ผมก็คงช่วยอะไรไม่ได้นะ ทุกคนคงต้องพากันไปขึ้นศาลกันให้หมด” เสียงผู้ใหญ่บ้านพูดขึ้นมาอย่างกับตัดความรำคาญพร้อมกับหันไปขู่ย่าหลี่หนึ่งยก จนทำให้ย่าหลี่ถึงกับมือไม้อ่อนตั้งแต่ได้ยินคำว่าขึ้นศาล เพราะคนชนบทยังมีความเชื่อเรื่องทหารแดงกันอยู่มากนั่นเอง ซึ่งก่อนที่ทุกคนจะพากันแยกย้ายย่าหลี่กับลูกสมุนก็พากันหันหน้ามาแยกเขี้ยวใส่หลี่เจียนเจียนก่อนที่จะจากไปพร้อมกับบ่นกระปอดกระแปด
“นี่แหน่ะ ฉันบอกให้แกรออยู่ในบ้านจะออกมากันทำไมห้ะ” ผู้หญิงที่ชื่อป้าหลี่พูดขึ้นหลังจากที่ทุกคนพากันแยกย้ายแล้วก่อนที่จะลากแขนหลี่เจียนเจียนให้เข้าไปในบ้านดินที่เธอพึ่งจะออกมาเมื่อสักพักที่แล้ว
“อะโอ้ย เจ็บนะ ป้าทำอะไรเนี่ย” หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นก่อนที่จะเอามือลูบแขนตัวเองเบาๆ
“นี่แกเป็นบ้าอะไรอีก มาปงมาป้าอะไร”
“ก็เรื่องนี้แหล่ะแม่ที่ผมจะบอก พี่ตื่นมาก็ถามชื่อผมเลย เหมือนจะจำอะไรไม่ได้”
“ไม่ได้การล่ะ ฉันต้องไปเอาเรื่องบ้านใหญ่อีกรอบ เพราะพวกเขานั่นแหล่ะเลยทำให้เจียนเจียนต้องเดินตากฝนออกจากบ้านแล้วล้มหัวฟาด”
“พี่นี่พี่จำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ เหรอ พี่ชื่ออะไร”
“ก็หลี่เจียนเจียนไง”
“แล้วผมล่ะ จำได้ไหม”
หลี่เจียนเจียนทำได้แค่ส่ายหัวเพราะเธอไม่รู้จักสองคนนี้จริงๆ
“ผมหลี่เฉียงไง น้องชายของพี่ ส่วนนี่ก็แม่หลี่ คนที่พี่เห็นเมื่อครูนี้ก็ย่าหลี่ ป้าสะใภ้ใหญ่กับป้าสะใภ้รอง จำได้ไหม”
“อะอืม ว่าแต่ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนกันเหรอ” หลี่เจียนเจียนถามขึ้นอีกครั้งเพื่อเก็บข้อมูล
“บ้านตระกูลหลี่ไงพี่ หมู่บ้านเราตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ” ซึ่งพอแม่หลี่ที่เห็นเธอยังคงงอยู่ก็ร้อนใจขึ้นมาทันที
“เดี๋ยวฉันจะรีบออกไปตามหมอแกก็เฝ้าพี่แกไว้อย่าให้คาดสายตาเลยนะ” แม่หลี่ที่ได้ยินอย่างนั้นก็รีบวิ่งออกไปทันที
ซึ่งในระหว่างที่รอหมอหลี่เจียนเจียนก็สอบถามข้อมูลจากหลี่เฉียงไปเรื่อยๆ จนทราบว่าหลี่เจียนเจียนที่ทุกคนพากันพูดถึงนั้นอายุ 17 ปี เรียนอยู่มัธยมปลายปีสุดท้ายในอำเภอของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่วนเรื่องที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือเรื่องของหลี่เจียนเจียนคนนี้ดันเหมือนกับนิยายชื่อดัง” รักมัดใจท่านพันโท ยุค 80” เหมือนซะจนเธอเริ่มที่จะนั่งไม่ติดจนต้องรีบหากระจกมาส่องดูหน้าตัวเองก่อนที่จะเป็นลมล้มพับไป
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เพราะหลังจากที่เป็นลมก็เหมือนกับว่าเธอจะได้หลับสนิทแบบยาวมากๆ ก่อนที่เนื้อหาในนิยายที่เธอพึ่งอ่านจบไปจะค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นมาในความทรงจำ
หลี่เจียนเจียนจะเรียกได้ว่าเป็นนางร้ายอันดับหนึ่งไหมก็เรียกได้ไม่เต็มปากนัก เพราะหลี่เจียนเจียนคนนี้เป็นอุปสรรคในชีวิตนางเอกแค่ช่วงแรกๆ ของหนังสือก่อนที่เจียวเมิ่งจะไปปักกิ่งเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่ทบทวนเนื้อหาเหมือนกับว่าหลี่เจียนเจียนจะโดนให้ออกจากโรงเรียนจริงๆ เพราะแม่หลี่เถียงไม่ชนะในวันนี้ หลังจากนั้นหลี่เจียนเจียนก็ยิ่งแค้นเจียวเมิ่งมากกว่าเดิม เพราะถึงแม้ตระกูลเจียวจะไม่เห็นด้วยกับการให้เจียวเมิ่งไปเรียนแต่เนื่องจากว่าเจียวเมิ่งได้ทุนการศึกษาจึงทำให้เจียวเมิ่งสามารถไปเรียนได้จนจบ ด้วยความอายบวกกับความแค้นหลังจากนี้หลี่เจียนเจียนจะไปจ้างอันธพาลให้ไปฉุดเจียวเมิ่ง ซึ่งแน่นอนว่าเจียวเมิ่งก็จะมีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย ส่วนหลี่เจียนเจียนที่โดนซักทอดก็โดนจับเข้าซังเตไปกินข้าวแดงในคุก ซึ่งพระเอกก็จัดโทษสูงสุดให้ทันทีไม่มีการยอมความใดใดทั้งสิ้น ส่วนตระกูลหลี่ก็เหมือนจะหายไปจากนิยายไปเลยเช่นเดียวกัน
“นี่ฉันไม่ยอมนะ ถ้าเจียนเจียนไม่ได้เรียนต่อ เราก็แยกบ้านกันไปเลย”
“คุณก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แม่ผมยังไม่ตายซักหน่อย”
“ถ้าคุณไม่จัดการวันนี้ ถ้าอย่างนั้นเราก็หย่ากันไปเลยแล้วฉันจะเอาลูกกลับบ้านเดิมด้วย”
“คุณก็ใจเย็นก่อนเถอะ อย่าพึ่งพูดเหลวไหล”
เสียงคนพูดคุยกันยังคงดังเข้ามาเรื่อยๆ หลังจากที่เธอตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองกลับเข้ามานอนอยู่ที่เตียงเดิม ซึ่งหลังจากที่พยายามทำใจอยู่สักพัก เธอก็ทำใจยอมรับได้แล้วว่าในเมื่อยังกลับไปโลกปัจจุบันไม่ได้ถ้าอย่างนั้นเธอก็จะเขียนชีวิตของนางร้ายคนนี้ขึ้นมาใหม่เอง
“อะแฮ่ม” หลี่เจียนเจียนทำเป็นกระแอมก่อนที่จะเดินออกมาจากห้อง
“เจียนเจียนเป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นแล้วหรือยัง” ผู้ชายที่คาดว่าน่าจะเป็นพ่อของหลี่เจียนเจียนถามขึ้นทันทีที่เธอเดินออกมาจากห้อง
“ค่ะ เมื่อกี้คุยอะไรกันอยู่เหรอคะ” ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะและมีคำลงท้ายทำให้ผู้ชายคนนั้นถึงกับต้องรีบหันไปมองหน้าแม่หลี่ ซึ่งแม่หลี่ก็ทำเพียงแค่พยักหน้าว่านี่แหล่ะที่บอก
“เจียนเจียนเมื่อตอนบ่ายแกพูดเรื่องอะไรนะ ฟ ฟ้องใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ ปกติถ้าการแยกบ้านกันมีปัญหา คนส่วนมากก็จะฟ้องร้องกันค่ะ เพื่อแบ่งทรัพย์สินกันในกรณีที่ตกลงกันไม่ได้ แต่ส่วนมากจะมีแค่คนรวยๆ กันเท่านั้นแหล่ะค่ะที่จะฟ้องร้องกัน”
“เห็นไหม ฉันบอกคุณแล้วว่าเจียนเจียนน่ะมีวิธี คุณน่ะไม่เห็นตอนแม่คุณกับพี่สะใภ้คุณได้ยิน พากันแทบจะลมจับ”
“ตอนไปกินอาหารเย็นวันนี้คุณต้องพูดให้รู้เรื่องนะ ถ้าไม่ล่ะก็ฉันจะหย่ากับคุณแน่”
บ้านสามของหลี่เจียนเจียนอาศัยอยู่ในบ้านดินสามห้องนอนบวกกับโถงเล็กๆ ตรงกลางเรียกได้ว่ายากจนขั้นสุดเพราะเงินทองที่หามาได้ล้วนต้องส่งเข้ากองกลางหมด ส่วนบ้านอิฐก็จะมีย่าหลี่ ครอบครัวลุงใหญ่และลุงรองที่แบ่งห้องอันน้อยอยู่กัน ตอนแรกแม่หลี่ก็ไม่ยอมเพราะห้องที่ควรจะเป็นของบ้านสามกับอาสี่ถูกยกให้หลานชายคนโตจากบ้านใหญ่กับหลานชายคนรองของบ้านรองที่พากันพร้อมใจกันแต่งงานทันทีที่บ้านสร้างเสร็จ พอบ้านสามไปเรียกร้องย่าหลี่ก็ตอบปัดๆ ตลอดว่าเงินหมดไปกับสร้างบ้านและแต่งภรรยาให้หลานชายแล้ว นั่นจึงทำให้บ้านสามกับอาสี่ต้องออกมาอยู่ที่บ้านดินหลังเดิม และด้วยความที่พ่อหลี่เป็นคนที่ไม่ค่อยพูดย่าหลี่ก็เลยปล่อยเลยตามเลยจนเวลาก็ผ่านมาถึงห้าปีแล้ว
แน่นอนว่าเนื่องจากที่ยังไม่มีใครแยกบ้านทำให้เวลากินข้าวทุกคนจะต้องไปรวมกันกินที่บ้านใหญ่โดยที่มีย่าหลี่เป็นคนคอยควบคุมเงินและเสบียงในบ้านอีกที เสื้อผ้าทุกคนก็จะได้รับชุดใหม่คนละหนึ่งชุดต่อปีเท่านั้นยกเว้นก็แต่หลานชายคนโปรดที่จะได้รับปีละสามสี่ชุดไหนจะเงินที่ได้ไว้จับจ่ายใช้สอยอีก ซึ่งเรื่องนี้ย่าหลี่ก็ให้เหตุผลว่าเพราะหลานชายคนโปรดทำงานเป็นผู้ช่วยโรงงานอยู่ในอำเภอจึงต้องมีหน้ามีตาหน่อย ถึงแม้คนอื่นจะไม่พอใจแต่ก็พูดอะไรไม่ได้อยู่ดี