หุ้นยาและเวชภัณฑ์ อาจเป็นผู้อยู่รอด ท่ามกลางสงครามการค้าของสหรัฐฯ
ปัจจัยแวดล้อมภายนอกยังคงผันผวนและสร้างแรงกดดันต่อการลงทุน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐฯ ประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทสเม็กซิโก แคนาดา และจีน ซึ่งอาจสร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจโลก
แม้หลายธุรกิจอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยข้างต้น แต่ธุรกิจยาและเวชภัณฑ์ที่มีการรับผลิตแบบ OEM อาจเป็นผู้อยู่รอดท่ามกลางความผันผวนนี้ โดยบริษัท หลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า หุ้นกลุ่มยาและเวชภัณฑ์เป็นหุ้นกลุ่มปัจจัย 4 ที่ได้รับผลกระทบจำกัด จากความผันผวนทั้งจากสงครามระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน, รัสเซีย-ยูเครน รวมทั้งสงครามการค้าของสหรัฐฯ ต่อทุกประเทศในปีหน้า จึงคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่ Outperform ตลาดหุ้นได้
โดยการประกาศเก็บภาษีอัตรา 25% จากยาและเวชภัณฑ์จากแคนาดาของทรัมป์ คาดว่าอาจส่งผลบวกต่อธุรกิจยาในไทยที่รับผลิตแบบ OEM ซึ่งบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า TMAN หรือ บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำในธุรกิจดังกล่าว และประเด็นนี้จะเป็น Upside ต่อบริษัท ซึ่งที่ยังไม่รวมไว้ในประมาณการกำไรปี 2567 ของฝ่ายวิเคราะห์ที่ 452 ล้านบาท โต 4.87% จากปีก่อน
ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4/67 คาดกำไรปกติเติบโตในระดับ 2 หลัก เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/66 และ 3/67 จากการเติบโตของสินค้าแบรนด์หลัก (Propoliz, ไอยรา) ที่บริษัทคิดค้นรูปแบบใหม่ที่เข้ากับกลุ่มลูกค้าหลากหลายมากขึ้น, ยาสามัญใหม่ (Attor, Maniptin) ติดตลาด และมียอดสั่งซื้อต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้น และการเดินหน้าขยายฐานกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาล
นอกจากนี้ แนวโน้มการเติบโตของสินค้าแบรนด์หลักยังทำได้แข็งแกร่ง กลุ่มยาสามัญใหม่ (First Generic Drug) และยาโรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCD) ได้แรงหนุนจากคำสั่งซื้อต่อเนื่องของลูกค้าโรงพยาบาล และความสามารถในการรักษาระดับอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ที่ราว 20% ส่งผลให้ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดว่ากำไรปกติปี 2568 จะอยู่ที่ 536 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากปี 2567
อีกทั้งยังมี Upside หากการขอใบอนุญาตสินค้า Propoliz จากอ.ย. สำเร็จ และการรับรู้รายได้ลูกค้าคลินิคความงามทำได้เร็วกว่าคาด ประเมินราคาเหมาะสมสิ้นปี 2568 ที่ 26 บาท โดยปัจจุบันหุ้น TMAN ซื้อขายบน PER ปี 68 เพียง 12.2 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยคู่แข่งในประเทศ และให้คำแนะนำ “ซื้อ”
ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูล พบว่า TMAN มีสัดส่วนรายได้จากรับจ้างผลิตเวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์ของบุคคลอื่น อยู่ที่ 1.5% ของรายได้รวมทั้งหมด
นอกเหนือจากหุ้น TMAN แล้ว Wealthy Thai ได้สำรวจหุ้นผู้ผลิตยาที่มีธุรกิจ OEM เพิ่มเติม นั่นคือ MEGA หรือ บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์ที่ 2% โดยบริษัท หลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า แนวโน้มกำไรฟื้นตัวดีขึ้น ในขณะที่ธุรกิจในเมียนมาร์แตะจุดตํ่าสุดแล้ว พร้อมให้คำแนะนํา “ซื้อ” ด้วยเป้าหมายพื้นฐาน 47 บาท
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากกําไรของ MEGA เริ่มพลิกฟื้นในไตรมาส 3/67 หลังจากหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยมองว่ากําไรมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่ราคาปรับลดลงมามากแล้วและ Valuation อยู่ในระดับ “ไม่แพง” ธุรกิจในเมียนมาแตะจุดตํ่าสุดแล้ว โดยกลุ่มลูกค้า FMCG ปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 2% ของ EBIT รวมของ MEGA
ขณะที่ธุรกิจยายังคงแข็งแกร่ง อีกทั้งความต้องการเริ่มฟื้นตัวทําให้ MEGA เริ่มลดการส่งเสริมการขายตั้งแต่ไตรมาส 4/67 ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนให้ EBIT margin กลับมาฟื้นตัวระดับ 17% ในปี 2568-2569 จาก 16% ในปี 2567