โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หุ้นยาและเวชภัณฑ์ อาจเป็นผู้อยู่รอด ท่ามกลางสงครามการค้าของสหรัฐฯ

Wealthy Thai

อัพเดต 22 เม.ย. 2568 เวลา 18.38 น. • เผยแพร่ 29 พ.ย. 2567 เวลา 02.30 น.

ปัจจัยแวดล้อมภายนอกยังคงผันผวนและสร้างแรงกดดันต่อการลงทุน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐฯ ประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทสเม็กซิโก แคนาดา และจีน ซึ่งอาจสร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจโลก
แม้หลายธุรกิจอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยข้างต้น แต่ธุรกิจยาและเวชภัณฑ์ที่มีการรับผลิตแบบ OEM อาจเป็นผู้อยู่รอดท่ามกลางความผันผวนนี้ โดยบริษัท หลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า หุ้นกลุ่มยาและเวชภัณฑ์เป็นหุ้นกลุ่มปัจจัย 4 ที่ได้รับผลกระทบจำกัด จากความผันผวนทั้งจากสงครามระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน, รัสเซีย-ยูเครน รวมทั้งสงครามการค้าของสหรัฐฯ ต่อทุกประเทศในปีหน้า จึงคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่ Outperform ตลาดหุ้นได้
โดยการประกาศเก็บภาษีอัตรา 25% จากยาและเวชภัณฑ์จากแคนาดาของทรัมป์ คาดว่าอาจส่งผลบวกต่อธุรกิจยาในไทยที่รับผลิตแบบ OEM ซึ่งบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า TMAN หรือ บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำในธุรกิจดังกล่าว และประเด็นนี้จะเป็น Upside ต่อบริษัท ซึ่งที่ยังไม่รวมไว้ในประมาณการกำไรปี 2567 ของฝ่ายวิเคราะห์ที่ 452 ล้านบาท โต 4.87% จากปีก่อน
ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4/67 คาดกำไรปกติเติบโตในระดับ 2 หลัก เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/66 และ 3/67 จากการเติบโตของสินค้าแบรนด์หลัก (Propoliz, ไอยรา) ที่บริษัทคิดค้นรูปแบบใหม่ที่เข้ากับกลุ่มลูกค้าหลากหลายมากขึ้น, ยาสามัญใหม่ (Attor, Maniptin) ติดตลาด และมียอดสั่งซื้อต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้น และการเดินหน้าขยายฐานกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาล
นอกจากนี้ แนวโน้มการเติบโตของสินค้าแบรนด์หลักยังทำได้แข็งแกร่ง กลุ่มยาสามัญใหม่ (First Generic Drug) และยาโรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCD) ได้แรงหนุนจากคำสั่งซื้อต่อเนื่องของลูกค้าโรงพยาบาล และความสามารถในการรักษาระดับอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ที่ราว 20% ส่งผลให้ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดว่ากำไรปกติปี 2568 จะอยู่ที่ 536 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากปี 2567
อีกทั้งยังมี Upside หากการขอใบอนุญาตสินค้า Propoliz จากอ.ย. สำเร็จ และการรับรู้รายได้ลูกค้าคลินิคความงามทำได้เร็วกว่าคาด ประเมินราคาเหมาะสมสิ้นปี 2568 ที่ 26 บาท โดยปัจจุบันหุ้น TMAN ซื้อขายบน PER ปี 68 เพียง 12.2 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยคู่แข่งในประเทศ และให้คำแนะนำ “ซื้อ”
ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูล พบว่า TMAN มีสัดส่วนรายได้จากรับจ้างผลิตเวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์ของบุคคลอื่น อยู่ที่ 1.5% ของรายได้รวมทั้งหมด
นอกเหนือจากหุ้น TMAN แล้ว Wealthy Thai ได้สำรวจหุ้นผู้ผลิตยาที่มีธุรกิจ OEM เพิ่มเติม นั่นคือ MEGA หรือ บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์ที่ 2% โดยบริษัท หลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า แนวโน้มกำไรฟื้นตัวดีขึ้น ในขณะที่ธุรกิจในเมียนมาร์แตะจุดตํ่าสุดแล้ว พร้อมให้คำแนะนํา “ซื้อ” ด้วยเป้าหมายพื้นฐาน 47 บาท
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากกําไรของ MEGA เริ่มพลิกฟื้นในไตรมาส 3/67 หลังจากหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยมองว่ากําไรมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่ราคาปรับลดลงมามากแล้วและ Valuation อยู่ในระดับ “ไม่แพง” ธุรกิจในเมียนมาแตะจุดตํ่าสุดแล้ว โดยกลุ่มลูกค้า FMCG ปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 2% ของ EBIT รวมของ MEGA
ขณะที่ธุรกิจยายังคงแข็งแกร่ง อีกทั้งความต้องการเริ่มฟื้นตัวทําให้ MEGA เริ่มลดการส่งเสริมการขายตั้งแต่ไตรมาส 4/67 ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนให้ EBIT margin กลับมาฟื้นตัวระดับ 17% ในปี 2568-2569 จาก 16% ในปี 2567

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...