โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

รองโฆษก ตร.-ไซเบอร์ เตือนภัย 'มัลแวร์' เผยสถิติไทยอยู่ระดับต้นถูกคุกคาม

MATICHON ONLINE

อัพเดต 29 พ.ค. 2564 เวลา 10.56 น. • เผยแพร่ 29 พ.ค. 2564 เวลา 10.39 น.

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. และโฆษกกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กล่าวประชาสัมพันธ์ และเตือนภัยพี่น้องประชาชนในเรื่องการเรียกค่าไถ่ข้อมูล หรือ Ransomware ว่าจากการเปิดเผยข้อมูลของศูนย์ข้อมูลข่าวสารอาเซียน ได้รายงานถึงสถิติการเกิดการเรียกค่าไถ่ข้อมูล หรือ Ransomware (https://www.facebook.com/aseanthaiprd/photos/3770330349731961) ว่าในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน ปี พ.ศ.2563 เกิดการเรียกค่าไถ่ข้อมูลมากกว่า 2.7 ล้านครั้งใน 10 ประเทศกลุ่มอาเซียน โดยประเทศไทยมีสถิติการเกิดการเรียกค่าไถ่ข้อมูลมากถึง 192,652 ครั้ง ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 3 รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นบริษัทเครื่องดื่มและโรงแรมที่พักต่างๆ เป็นส่วนมาก

พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวอีกว่า จากสถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การเรียกค่าไถ่ข้อมูล หรือ Ransomware นั้นเป็นหนึ่งในภัยเงียบ เนื่องจากบางหน่วยงานหรือบริษัทที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่เมื่อตกเป็นเหยื่อก็มักจะปกปิดเรื่องดังกล่าว หรือไม่ได้มีการร้องทุกข์ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกับความน่าเชื่อถือขององค์กร และยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่พี่น้องประชาชนส่วนมากต้องทำงานอยู่ที่บ้านผ่านคอมพิวเตอร์และสื่อออนไลน์ต่างๆ ยิ่งต้องระมัดระวังให้มาก ไม่เช่นนั้นท่านอาจจะตกเป็นเหยื่อของการถูกเรียกค่าไถ่ข้อมูลโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น หากตกเป็นเหยื่อก็ขอให้มาดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจในท้องที่ หรือ บช.สอท. เพื่อจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายไม่ว่าผู้ต้องหาจะอยู่ภายในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม

รองโฆษก ตร.และ บช.สอท.กล่าวว่า ในรูปแบบของการเรียกค่าไถ่ข้อมูล หรือ Ransomware จะเริ่มจากการที่มีโปรแกรมที่แอบแทรกแซงผ่านช่องทางต่างๆ และประสงค์ร้ายต่อระบบคอมพิวเตอร์รวมถึงเครือข่ายต่างๆ ที่เรียกว่ามัลแวร์ แอบเข้ามาอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยมักจะเข้ามาในรูปแบบของอีเมล์ที่แนบลิงก์มาด้วย หรือลิงก์ที่แอบแฝงอยู่ในโฆษณาบนเว็บไซต์หรือสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ซึ่งเมื่อผู้ใช้งานหลงกดเข้าไปที่ลิงก์ดังกล่าว ก็จะเป็นการรับเอามัลแวร์เข้ามาในเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนโดยไม่รู้ตัว จากนั้นมัลแวร์ก็จะแพร่กระจายไปยังข้อมูลต่างๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยจะยิ่งแพร่กระจายความเสียหายมากขึ้นหากว่าคอมพิวเตอร์นั้นถูกเชื่อมต่อเข้าหากันเป็นเครือข่าย เมื่อมัลแวร์ได้แพร่กระจายไปครอบคลุมข้อมูลที่บรรดาแฮกเกอร์ต้องการแล้ว ก็จะล็อกข้อมูลดังกล่าว ไม่ให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลได้ และจะปรากฏข้อความ Pop-Up ขึ้นมาแจ้งว่าข้อมูลเหล่านี้ได้ถูกล็อกไว้ หากต้องการปลดล็อกจะต้องจ่ายเงินภายในเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้นจะลบข้อมูลหรือหากมีความพยายามที่จะปลดล็อกหรือกู้ข้อมูล ข้อมูลก็อาจจะถูกลบเช่นกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก หากเกิดขึ้นในหน่วยงานที่มีคลังข้อมูลขนาดใหญ่ และต้องมีการเรียกใช้ข้อมูลตลอดเวลา เช่น โรงพยาบาล, ธนาคาร หรือหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ เป็นต้น ผู้ที่กระทำลักษณะดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดฐานเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สําหรับตน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. มีนโยบายให้ทุกหน่วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงโดยเฉพาะกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้เป็นหน่วยงานหลักในการเฝ้าระวัง สืบสวนปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม และเร่งสร้างการรับรู้ให้กับพี่น้องประชาชน ให้ทราบถึงพิษภัยและรูปแบบการกระทำความผิดต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท. ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว โดยการเร่งทำการสืบสวนปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อเป็นการจำกัดความเสียหาย, ตัดโอกาสในการกระทำความผิดที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

รองโฆษก ตร.และโฆษก บช.สอท.จึงขอฝากประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนถึงแนวทางการป้องกันการถูกเรียกค่าไถ่ข้อมูล หรือ Ransomware ดังนี้ 1) สำรองข้อมูลที่สำคัญอยู่เสมอ 2) เลือกใช้โปรแกรมป้องกันไวรัสที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ และทำการอัพเดตอย่างสม่ำเสมอ 3) หมั่นตรวจสอบและอัพเดตซอฟต์แวร์บนคอมพิวเตอร์ ทั้งการอัพเดตระบบปฏิบัติการและแอพพลิเคชั่นต่างๆ และ 4) ระมัดระวังในการคลิกลิงก์หรือเปิดไฟล์แนบจากบัญชีที่ไม่รู้จัก ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนเปิดอีเมล์ที่น่าสงสัยต่างๆ ไม่ควรไว้ใจบัญชีที่เราไม่เคยติดต่อด้วย นอกจากนี้ หากพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิดสามารถแจ้งไปยัง Inbox ของแฟนเพจ “กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บช.สอท. – CCIB” หรือติดต่อ Call Center ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...