โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

4 บริษัทแม่ลูกคู่ไหน ใครผลงานเด่นกว่ากัน

Wealthy Thai

อัพเดต 08 ส.ค. 2566 เวลา 20.02 น. • เผยแพร่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 11.34 น. • Maratronman

การ Spin-off เป็นกระบวนการนำบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วมของบริษัทจดทะเบียน (บริษัทแม่) แยกออกมาเสนอขายหุ้นต่อประชาชน (Initial Public Offering: IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ซึ่งภายหลังจากการนำบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วมเข้าจดทะเบียนแล้ว บริษัทแม่ต้องยังมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ดำรงสถานะการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
สำหรับประโยชน์ ที่บริษัทแม่จะได้คือ ลดภาระในการสนับสนุนด้านเงินทุน เนื่องจากบริษัทย่อย สามารถระดมทุนได้เองทั้งผ่านการทำไอพีโอและระดมทุนด้วยเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ ภายหลังจากเข้าจดทะเบียนสำเร็จแล้ว ขณะเดียวกันราคาหุ้นของบริษัทแม่จะสะท้อนราคาหุ้นของบริษัทย่อย หรือบริษัทร่วมได้มากขึ้น เนื่องจากมีราคาตลาดอ้างอิง
ขณะที่ บริษัทย่อย ที่ทำไอพีโอมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น โดยสามารถระดมทุนด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งแหล่งเงินทุนจากบริษัทแม่เป็นหลัก ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโต และจะเป็นการส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น อีกทั้งสะท้อนมูลค่าของกิจการซึ่งจะสะท้อนไปที่ราคาของบริษัทแม่อีกด้วย นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นในบริษัทแม่ยังได้เพิ่มทางเลือกการลงทุน โดยสามารถเลือกลงทุนในบริษัทแม่หรือบริษัทย่อย ก็ได้ตามแต่นโยบายการลงทุนของแต่ละราย
โดยจากการสำรวจข้อมูลของทีม Wealthy Thai พบว่า มีจำนวน 4 คู่แม่ลูกที่ได้รับความสนใจจากนักลงลทุน และเป็นบริษัทใหญ่ที่มีอนาคตแนวโน้มธุรกิจที่กำลังเติบโต ซึ่งทำให้บริษัทแม่ได้รับอานิสงส์นี้ไปด้วย ได้แก่คู่ที่ 1.บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ที่นำบริษัทบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT แยกออกมาเพื่อเข้าตลาดหุ้น

คู่ที่ 2.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC ซึ่งแยกธุรกิจแพ็กเกจจิ้งอย่างบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เข้าตลาดหุ้น คู่ที่ 3.บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ที่แยกเอาธุรกิจโรงไฟฟ้าประเภทพลังงานสะอาดเป็นหลัก และในอนาคตจะดำเนินธุรกิจภายใต้ธีมพลังงานสะอาด จึงนำบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เข้าตลาดหุ้น คู่ที่ 4.บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ด้วยการนำบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG เข้าตลาดจึงเป็นการช่วยลดภาระการลงทุนให้กับบริษัทแม่ และด้วยความสามารถของ BCPG จึงเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับ BCP อีกด้วย

ทั้งนี้ อาจจะมีนักลงทุนที่รู้และบางท่านยังไม่รู้ว่าบริษัทคู่แม่ลูกเหล่านี้ประกอบธุรกิจอะไร หรือทำธุรกิจอะไรเป็นหลักและทำไมจะต้องแยกตัวออกมา Spin-off นั้น ทาง Wealthy Thai จะมาเล่าให้ฟัง เริ่มกันที่ STA และ STGT โดยบริษัทแม่อย่าง STA ทำธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายยางธรรมชาติแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำการทำสวนยางพารา รวมถึงผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ ทั้งยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน และน้ำยางข้น ส่วน STGT ทำธุรกิจปลายน้ำในการผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยาง และสินค้าสำเร็จรูป อาทิ ท่อไฮดรอลิกแรงดันสูง
โดย STGT มีสัดส่วนสร้างรายได้ให้กับ STA ประมาณ 49% ตามงบการเงินล่าสุดในงวด 9 เดือนของปี 63 ซึ่งถือว่าช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ STA อย่างเห็นได้ชัดโดยปัจจุบัน STA ยังถือหุ้นอยู่ใน STGT จำนวน 50.75% แต่ในขณะเดียวกันมูลค่าบริษัทลูกได้แซงหน้า STA ไปแล้ว โดยปัจจุบัน STGT มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 105,729 ล้านบาท ขณะที่ STA มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 45,696 ล้านบาท สำหรับผลประกอบการในงวด 9 เดือนของปี 63 บริษัทแม่อย่าง STA มีรายได้ 49,837 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 4,032 ล้านบาท ส่วน STGT มีรายได้จำนวน 17,109 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 5,880 ล้านบาท
สำหรับคู่ที่ 2. ระหว่าง SCC และ SCGP เป็นที่รู้กันว่า SCC ถือเป็นผู้นำในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจแพคเกจจิ้ง ใหญ่ที่สุดในอาเซียนเลยก็ว่าได้ ขณะเดียวกัน SCC มีบริษัทลูกอย่าง SCGP ที่เป็นตัวช่วยซัพพอร์ทกำไรให้กับ SCC โดยปัจจุบันนี้ทาง SCC ยังถือหุ้น SCGP อยู่ในสัดส่วน 68.81% ซึ่งข้อมูลล่าสุด SCC มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 468,000 ล้านบาท ส่วน SCGP มีมูลค่าบริษัท 197,474 ล้านบาท โดยผลประกอบการ 9 เดือนของปี 63 ทาง SCC มีรายได้จำนวน 314,374 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 26,096 ล้านบาท ขณะที่ SCGP มีรายได้ 69,190 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 4,971 ล้านบาท
ส่วนคู่ที่ 3. BCP และ BCPG โดยบริษัท BCP ทำธุรกิจธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและการค้าน้ำมัน และธุรกิจการตลาด หรือสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงลงทุนในธุรกิจพลังงานไฟฟ้าสีเขียว ภายใต้การบริหารงานของ BCPG โดยกำไรของ BCPG ถือว่ามีความสมดุลไม่ผันผวนตามราคาน้ำมันเหมือนกับธุรกิจของ BCP อีกทั้งยังไม่ต้องตั้งสำรองด้อยค่าของสินทรัพย์ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งตอน BCP ถือหุ้นใหญ่สุดใน BCPG จำนวน 70.04% ซึ่งมูลค่าบริษัทล่าสุดของ BCPอยู่ที่ 35,800 ล้านบาท ส่วน BCPG อยู่ที่ 41,189 ล้านบาท โดยผลประกอบการ 9 เดือนของ BCP มีรายได้ 104,321 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 7,218 ล้านบาท ขณะที่ BCPG มีรายได้ 3,692 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,601 ล้านบาท

และคู่ที่ 4.BANPU และ BPP โดย BANPU ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายถ่านหินในประเทศจีน อินโดนีเซีย และออสเตรเลียเป็นหลัก โดยธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องคือการมีโรงไฟฟ้าจากถ่านหิน และโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตาม BANPU มีแผนขยายธุรกิจพลังงานไฟฟ้าไปยังพลังงานที่สะอาด ซึ่งจะทำหน้าที่ภายใต้การบริหารของ BPP โดยปัจจุบันBANPU มีมูลค่าบริษัท 50,745 ล้านบาท ส่วน BPP มีมูลค่าบริษัท 48,511 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการ 9 เดือนของปี 63 ทางฺ BANPU มีรายได้จำนวน 59,803 ล้านบาท แต่มีผลขาดทุนสุทธิ 1,318 ล้านบาท ส่วน BPP มีรายได้อยู่ที่ 7,345 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,501 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...