โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อิหร่านหลังปฏิวัติอิสลาม ล้มพระเจ้าชาห์ สู่ปมปัญหานิวเคลียร์-ชนวนพิพาทสหรัฐฯ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 ต.ค. 2566 เวลา 02.48 น. • เผยแพร่ 12 ต.ค. 2566 เวลา 17.23 น.
ภาพวาดอยาตุลเลาะห์ โคมัยนี ผู้นำทางศาสนาอิหร่าน ฉากหลังเป็นอนุสาวรีย์บรรจุศพของโคมัยนี และครอบครัวของเขาในเมืองเตหะราน ประเทศอิหร่าน ภาพจาก AFP

“อิหร่าน” หลัง “ปฏิวัติอิสลาม” ล้ม “พระเจ้าชาห์” สู่ปมปัญหานิวเคลียร์-ชนวนพิพาท สหรัฐฯ

อิหร่าน เกิดการ “ปฏิวัติอิสลาม” เพื่อโค้นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เมื่อ ค.ศ. 1979 หลังจากนั้นมาบรรยากาศของอิหร่านดูอึมครึม ไม่่ต้อนรับคนแปลกหน้า คนจำนวนไม่น้อยมองดินแดนแห่งนี้เป็นแดนแห่งศรัทธาอันลึกลับ ขณะที่สัญลักษณ์ของอิหร่าน (ในยุคนั้น) ที่คนจดจำได้เป็นอันดับต้นๆ คือ อยาตุลเลาะห์ โคมัยนี (Ayatollah Khomeini) ผู้นำทางศาสนา ซึ่งนำมวลชนโค่นล้ม “พระเจ้าชาห์” องค์สุดท้าย

2 ทศวรรษหลังจากการปฏิวัติอิสลาม ช่วงแรกเริ่มมีการจัดระเบียบทางสังคม แยกอิหร่านห่างจากการคุกคามของโลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่เริ่มแผ่อิทธิพลเข้ามาก่อนการปฏิวัติ หลังจากผ่าน 20 ปีไปแล้ว สถานการณ์จึงเริ่มผ่อนคลายลง

ประเทศอิหร่านหลังจากนั้นมีประธานาธิบดี โมฮัมหมัด คาเตมี (Mohammad Khatami) ซึ่งเป็นนักการเมืองหัวก้าวหน้า ปกครองประเทศมาสองสมัย โดยใช้นโยบายปฏิรูปประเทศ บรรยากาศภายในของประเทศอิหร่านในรอบ 8 ปีระหว่าง ค.ศ. 1997-2005 จึงผ่อนคลายความเข้มงวดลงในหลายๆ ด้าน เช่น ให้เสรีภาพกับสื่อมวลชน เปิดโอกาสให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองและศิลปวัฒนธรรม เปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ได้เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญขึ้นในอิหร่าน เมื่อเกิดสถานการณ์ตึงเครียดกดดัน หลังจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษบุกโจมตีอิรักเสียหายอย่างรุนแรง และมีสัญญาณว่า “อิหร่าน” คือเป้าหมายต่อไป

ชาวอิหร่านจึงหันไปเลือกคนที่มีแนวคิดต่อต้านตะวันตกคือ นาย มาห์มุด อามาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) ผู้มีแนวคิดอนุรักษนิยมสุดขั้ว และมีสายสัมพันธ์กับผู้นำศาสนาที่มีอิทธิพลในอิหร่าน ในอดีตเขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสหน่วยพิเศษประจำกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (ปาสดาราน) และมีกระแสข่าวเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ และจับชาวอเมริกันเป็นตัวประกัน ในช่วง ปฏิวัติอิสลาม เมื่อ ค.ศ.1979 โดย อยาตุลเลาะห์ โคมัยนี

ภาพเหตุการณ์และการให้สัมภาษณ์ช่วงวิกฤตจับชาวอเมริกันเป็นตัวประกัน

ชัยชนะของ มาห์มุด อามาดิเนจาด ในการเลือกตั้งขึ้นเป็นประธานาธิบดีใน ค.ศ. 2005 แสดงให้เห็นว่า ชาวอิหร่านได้เลือกผู้นำที่กล้าต่อต้านตะวันตก หลังจากได้ตำแหน่งไม่นาน เขาสร้างความตะลึงให้คนทั้งโลก ด้วยการกล่าวปราศรัยต่อหน้าประชาชนอิหร่านว่า จะลบ “อิสราเอล” ออกจากแผนที่โลก และประกาศว่า พร้อมทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา ถ้าอิหร่านถูกโจมตี

ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จึงเริ่มร้อนแรงขึ้นนับจากนี้ นำไปสู่ประเด็นเรื่องปัญหานิวเคลียร์

ความจริงแล้วประเด็นปัญหานิวเคลียร์เริ่มมีเค้าลางปรากฏตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีคาเตมี เมื่อสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านกำลังพัฒนาสมรรถนะยูเรเนียม เพื่อพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่อิหร่านบอกว่า การพัฒนายูเรเนียมเป็นไปเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า กระทั่งอิหร่านยอมระงับการพัฒนานิวเคลียร์ชั่วคราว จนมาถึงสมัยประธานาธิบดีอามาดิเนจาด นิวเคลียร์กลับมาเป็นปัญหา เมื่อรัฐบาลอิหร่านตัดสินใจปลดตราผนึกของสหประชาชาติที่ติดไว้ในโรงงานนิวเคลียร์ทุกแห่ง เพื่อเดินหน้าโครงการพัฒนานิวเคลียร์ต่อไป โดยไม่สนใจแรงกดดันจากนานาชาติ

ประเด็นนี้นำมาสู่การคว่ำบาตรอิหร่านในวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 2006 ตามมติความมั่นคงของสหประชาชาติ โดยเรียกร้องให้อิหร่านหยุดการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ มีมาตรการคว่ำบาตร กำหนดห้ามนำเข้าส่งออกวัตถุดิบและเทคโนโลยีเกี่ยวกับการพัฒนายูเรเนียม รวมถึงการคว่ำบาตรทางการเงิน เช่น ยึดทรัพย์สินของชาวอิหร่านในต่างประเทศ และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

ถึงอย่างนั้น อิหร่านก็ไม่เกรงกลัวต่อการคว่ำบาตร ยังเดินหน้าพัฒนานิวเคลียร์ต่อไป โดยติดตั้งเครื่องปั่นเหวี่ยงตะกอนในวันครบรอบ 28 ปีของการปฏิวัติอิสลาม และเดินเครื่องปั่นเหวี่ยงตะกอนจำนวน 3,000 เครื่อง เพื่อเสริมสมรรถนะให้กับยูเรเนียมในเมืองนาธานซ์

ท่าทีแข็งกร้าวและท้าทายของอิหร่าน ทำให้สถานการณ์การเผชิญหน้ากับตะวันตกยิ่งตึงเครียดมากขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่เป็นคู่ขัดแย้งกับอิหร่านมาตั้งแต่ ปฏิวัติอิสลาม ใน ค.ศ.1979 นอกจากสหรัฐฯ จะเป็นฝ่ายมีปัญหากับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านตั้งแต่ต้น ตลอดเวลาที่ผ่านมายังเป็นตัวตั้งตัวตีโน้มน้าวให้ชาติมหาอำนาจอื่นลงโทษคว่ำบาตรอิหร่าน

ทว่าสิ่งที่ทั่วโลกกลัวคือ สหรัฐฯ จะส่งกองทัพเข้าทำสงครามกับอิหร่าน เหมือนกับที่สหรัฐฯ นำกำลังบุกอิรักใน ค.ศ. 2003 แต่สงครามไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะในช่วงนี้อยู่ในสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช สหรัฐฯ ยังติดพันสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน โดยที่กลุ่มต่อต้านในอิรักยังปฏิบัติการสร้างความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกประชาชนกดดันให้ถอนทหารออกจากอิรัก และความนิยมในตัวประธานาธิบดีก็ตกต่ำลง

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีสัญญาณว่าสหรัฐฯ อาจจะโจมตีอิหร่าน เช่น การส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปยังอ่าวเปอร์เซีย ใน ค.ศ. 2007 หรือการกล่าวหาอิหร่านว่า เป็นผู้ให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในอิรัก และกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงอื่นๆ เพื่อก่อความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งสหรัฐฯ อาจใช้เป็นข้ออ้างที่มีน้ำหนักสำหรับการบุกโจมตีอิหร่าน

ขณะที่อิหร่านก็มีการซ้อมรบแสดงแสนยานุภาพทางทหารและอาวุธบ่อยขึ้น รวมทั้งกักตุนสินค้าภายในประเทศ แต่ประชาคมโลกที่เฝ้าดูปัญหานิวเคลียร์อยากให้อิหร่านแก้ปัญหาทางการทูตมากกว่ากำลังทหาร เพราะถ้าเกิดสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ขึ้น นั่นหมายความว่า จะเกิดการสังเวยชีวิตทหารและพลเรือนไปในการสู้รบ และตามมาด้วยปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันพุ่งสูงเป็นประวัติศาสตร์ ส่งผลกระทบไปยังเศรษฐกิจทั่วโลก และการสู้รบอาจขยายวงกว้างกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่ ดึงให้ประเทศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมทั้งประเทศในตะวันออกกลางทั้งหมด

กล่าวได้ว่า หลัง “ปฏิวัติอิสลาม” เป็นต้นมา อิหร่านกลายเป็นประเทศที่หลายฝ่ายจับจ้องมากที่สุด กระทั่งในปี 2019 ที่สหรัฐฯ ออกปฏิบัติการทางทหาร นำมาสู่ความตึงเครียดอีกครั้ง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

จักรพันธุ์ กังวาฬ, และอื่นๆ. กรุ่นกลิ่นอารยธรรมเปอร์เซียในเมืองสยาม. กรุงเทพฯ: มติชน. 2550

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 มกราคม 2563

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...