รองโฆษก อัยการสูงสุด ‘ประยุทธ’ ชี้! ‘นิษฐา-แม่ปุ๊ก’ ยังไม่เข้าข่ายค้ามนุษย์ หากมีหลักฐาน นำเด็กมาขอทาน ผิดทันที
วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงาน คดีนางสาวนิษฐา วงวาล อายุ 29 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตามหมายจับ ข้อหา “รับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ, พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย, ฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น และ ฉ้อโกงประชาชน” นั้น นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ข้อหาแรก คือ “รับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ” เป็นการแจ้งข้อหาตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎขั้นแรกตามที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นข้อหาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กเพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการนำตัวเด็กออกมาจากสภาพแวดล้อมที่อันตราย และให้อำนาจหน่วยงานที่รับผิดชอบมีเวลาในการสืบสวนสอบสวน ซึ่งยังไม่เข้าข่ายค้ามนุษย์ เพราะหากดูข้อกฎหมายจะพบว่า ข้อหา “รับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ” ไม่ใช่กฎหมายค้ามนุษย์
นายประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นค้ามนุษย์ จะต้องเข้าข่าย การขายอวัยวะ ลามกอนาจาร ขอทาน และนำมาเป็นทาส ซึ่งกรณี นี้ อาจเป็นการนำมาขอทานหรือไม่ พนักงานาอบสวนจะต้องรวบรวมพยานหลักฐาน และชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมของนางสาวนิษฐา วงวาล หรือ แม่ปุ๊ก นำเด็กมาขอทานอย่างไร
“ส่วนตัวมองว่า ต้องใช้พยานหลักฐานที่เป็นนิติวิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยต้องเชื่อมโยงให้เห็นว่า การเสียชีวิตของเด็ก มีสารใดในร่างกายบ้าง เพื่อชี้ให้เห็นพฤติกรรมของนางสาวนิษฐา หรือ แม่ปุ๊ก ที่อาจเข้าข่ายฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หรือ ฆ่าโดยทารุณกรรมโหดร้าย ซึ่งมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต ทั้งนี้ อัยการ ยืนยัน ไม่สามารถก้าวล่วงการทำงานของพนักงานสอบสวนได้ และเชื่อว่า พนักงานสอบสวนทำหน้าที่ได้อย่างดีที่สุด และอัยการก็จะทำหน้าที่สั่งฟ้องตามที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนมา” รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าว