โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

โรคทางดิน จะป้องกันกำจัดอย่างไรให้ได้ผล โดย หนึ่งฤทัย แพรสีทอง

รักบ้านเกิด

อัพเดต 07 ส.ค. 2563 เวลา 06.44 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2563 เวลา 06.44 น. • รักบ้านเกิด.คอม

โรคทางดิน เช่น โรคเหี่ยว-โรคเน่า เป็นโรคที่ถูกมองข้ามความสำคัญมาโดยตลอด ทำให้ต้องมาแก้ปัญหาตามหลังกันเสมอ แต่ถ้ามีการป้องกันตั้งแต่แรก…ก็หมดปัญหา และ ไม่ต้องย้ายที่ปลูก !

Hilight-Kaset/57_1_โรคจากเชื้อรา_โรคพืช_3.jpg

โรคทางดิน เกิดจากเชื้อสาเหตุหลักที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย 6 ชนิด แบ่งเป็น เชื้อรา 5 ชนิด ได้แก่ Fusarium sp., Pythium sp., Sclerotium sp. ,Phytopthora sp., Rhizoctonia sp. และ เชื้อแบคทีเรียอีก 1 ชนิด คือ Ralstonia solanacearun ชื่อเดิม Pseudomonas solanacearum ซึ่งในการปลูกพืชตามปกติทั่วไปนั้นไม่มีใครจะรับรู้ได้ว่าดินในแปลงปลูกพืชของตัวเองได้สะสมเชื้อโรคชนิดใดเอาไว้บ้าง นอกเสียจากนำดินไปตรวจหาเชื้อ จึงจะรู้ว่ามีปัญหาอะไรสะสมอยู่ในดินบ้าง

Hilight-Kaset/57_2_โรคจากเชื้อรา_โรคพืช_2.jpg

สำหรับคำแนะนำในการแก้ปัญหาโรคทางดินที่พบเห็นกันบ่อยจนกลายเป็นสูตรสำเร็จตายตัว ก็คือ การย้ายที่ปลูก แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้วไม่มีใครย้ายที่ปลูกได้ทุกคน และการย้ายที่แต่ละครั้งกลับพบว่ามีปัญหามากกว่าทนสู้อยู่ที่เดิม ส่วนคำแนะนำรองลงมาที่มักมีการแนะนำไว้อย่างแพร่หลายก็คือ การใช้ปูนขาวปรับสภาพดินเพื่อลดความเป็นกรด เพื่อให้ดินไม่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของเชื้อรา รวมถึงการปลูกพืชหมุนเวียน ตลอดจนการแนะนำให้ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ที่มีงานวิจัยรองรับว่าสามารถนำมาใช้ฆ่าเชื้อราโรคพืชได้หลายชนิด แต่ในสภาพแปลงจริงๆ แล้ว ไตรโคเดอร์มากลับใช้ได้ผลดีกับเชื้อราไฟทอปธอร่า (phytopthora sp.) ที่ก่อให้เกิดโรครากเน่า-โคนเน่าได้เพียงเท่านั้น และใช้ได้ผลค่อนข้างน้อยกับเชื้อโรคพืชตัวอื่น

Hilight-Kaset/57_3_โรคจากเชื้อรา_โรคพืช_1.jpg

สำหรับสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช ที่มีการแนะนำให้นำมาใช้กำจัดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราส่วนใหญ่จะเป็น เมทาแลกซิล ซึ่งเมทาแลกซิลควบคุมเชื้อโรคพืชได้หลายตัวแต่ฆ่าเชื้อ Fusarium sp. ไม่ได้ อีกทั้งเมทาแลกซิลก็มีการแนะนำให้ใช้กันบ่อยมากและใช้กันมานานจนเชื้อเริ่มดื้อยา แต่วันนี้ เมทาแลกซิล ยังมีการแนะนำให้ใช้กันเป็นประจำเพราะเมทาแลกซิลเป็นสารเคมีที่มีการขายแพร่หลายที่สุดในร้านขายยา เนื่องจากมีราคาถูกและได้กำไรดี ถัดมา คือ เทอร์ราคลอร์ ตัวนี้ดีกว่า เมทาแลกซิล เพราะเป็นสารเคมีที่ฆ่าเชื้อ Fusarium sp.ได้ด้วย แต่การแนะนำจะน้อยกว่าเมทาแลกซิลด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น

Hilight-Kaset/57_4_โรคจากเชื้อรา_โรคพืช_4.jpg

ปัญหาโรคทางดินจากเชื้อราอาจจะไม่รุนแรงมากและสามารถแก้ปัญหาได้ แต่ที่เป็นปัญหาน่ากังวลก็คือ เรื่องของ เชื้อแบคทีเรียทางดิน ซึ่งบ้านเรายังไม่มียากำจัดเชื้อแบคทีเรียดีๆ สารที่แนะนำให้ใช้ได้กับเชื้อแบคทีเรีย เช่น คอปเปอร์ ในรูปอ๊อกซี่คลอไรด์ และ ไฮดรอกไซด์ สเตรปโตมัยซิน อ๊อกซี่เตตราไซคลิน และตอนนี้ก็มีสาร non-ionic หลายยี่ห้อ เช่น เคลียร์ แนะนำให้ใช้กับเชื้อแบคทีเรียได้ จึงจะแก้ปัญหาได้ ถ้าพื้นที่ตรงนั้นมีเชื้อตัวอื่นอยู่ที่ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum แต่ถ้าโชคร้ายพื้นที่ตรงนั้นมีเชื้อตัวนี้อยู่ สารเคมีที่บอกไปก็ไม่สามารถแก้ได้
พืชส่วนใหญ่ที่มีปัญหาจากเชื้อโรคทางดินมีอะไรบ้าง : ที่เจอเป็นประจำก็คือ
1. ทุเรียน โรครากเน่า-โคนเน่าเป็นปัญหาที่ทำลายสวนทุเรียนมาตลอดหลาย 10 ปี และยังเป็นปัญหาต่อไป เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ยังพึ่งเชื้อไตรโคเดอร์มาอยู่ และหวังว่าเชื้อนี้จะทำให้รอดพ้นและต่อสู้กับโรคนี้ได้โดยไม่มองวิธีการอื่นเลย ทำให้ปัญหานี้ยังคงเกิดขึ้นและเกิดขึ้นอยู่ในสวนทุเรียนมาตลอด
2. พริก มะเขือเทศ แตง แคนตาลูป เมล่อน พืชกลุ่มนี้มักจะเจอปัญหา ทั้งโรครากเน่าโคนเน่าและโรคเหี่ยว ซึ่งสร้างความเสียหายได้มาก เกษตรกรที่ปลูกพืชเหล่านี้ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเสียหายทั้งแปลง เพราะมีโอกาสเจอเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearun สูงมาก และอย่างที่บอกถ้าโชคร้ายเจอโรคนี้จะแก้ปัญหาได้ยากหรือแก้ไขไม่ได้ เลย การพ่นดินเพื่อป้องกันโรคสามารถป้องกันได้ แต่แทบจะไม่มีเกษตรกรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
3. พืชหัว ขิง กระชาย ข่า เผือก พืชหัวที่มีปัญหามากที่สุดเช่นกัน จริงๆ แก้ไม่ยากหากเกษตรกรมีการพ่นสารเคมีป้องกันตั้งแต่ก่อนปลูก และ เทอร์ราคลอร์ สามารถช่วยได้ แต่ด้วยความที่เกษตรกรปลูกจำนวนพื้นที่เยอะ จึงไม่ค่อยมีใครอยากฉีดพ่นสารเคมีเพื่อป้องกัน อีกประการหนึ่งคือการปลูกพืชชนิดนี้มักไม่มีการสอนให้พ่นสารเคมีเพื่อป้องกัน
4. พืชตระกูลส้ม ทั้ง ส้มเขียวหวาน มะนาว มะกรูด ส้มโอ พืชกลุ่มนี้เสี่ยงกับโรครากเน่าโคนเน่าเช่นกัน แต่มักจะมีปัญหาเมื่อต้นอายุมากขึ้น อาจจะเป็นช่วง 2 -3 ปี ในช่วงนี้ถ้าเกิดเจอปัญหานี้ขึ้นมา จึงนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงที่ต้นพืชกำลังให้ผลผลิต แต่กลับมีโรคเข้าทำลายและอาจลุกลามขยายไปทั่วทั้งแปลงได้ การปลูกส้มจำต้องรีบหาวิธีการป้องกันโรคดังกล่าว ก่อนที่ต้นจะตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกวัน และ เทอร์ราคลอร์ก็ยังเป็นคำตอบที่ดีสำหรับการใช้รับมือกับโรคนี้ ในการใช้ให้ได้ผลดีควรฉีดพ่นหรือราดโคนต้นเป็นป้องกันอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้งเพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน
 

Hilight-Kaset/57_5_โรคจากเชื้อรา_โรคพืช_6.jpg

สิ่งสำคัญที่ต้องทำในการแก้ปัญหาโรคทางดินก็คือ ต้องสอนให้เกษตรกรเรียนรู้ที่จะป้องกันตั้งแต่ก่อนปลูกและก่อนที่จะเกิดการระบาดของโรค เพราะเมื่อเชื้อเหล่านี้เข้าสู่ลำต้นแล้ว การมาไล่ใช้สารเคมีจัดการทีหลังแล้วหวังว่าสารเคมีที่ฉีดพ่นไปจะเข้าไปฆ่าเชื้อโรคให้ถึงในลำต้นนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะสาเหตุของโรคนั้นอยู่ที่ดิน เชื้อโรคเหล่านี้กบดานอาศัยอยู่ในดิน จำต้องฆ่าเชื้อที่ดิน ไม่ใช่ในลำต้น การพ่นสารฆ่าเชื้อราและแบคทีเรียทางดินตั้งแต่ก่อนปลูกพืช จึงเป็นทางแก้ที่ดีที่สุด และไม่ต้องมาหาวิธีการแก้ทีหลังให้วุ่นวาย ส่วนใครที่ปลูกพืชไปแล้วโดยเฉพาะพืชยืนต้นและเจอปัญหาโรคนี้ลุกลามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในแปลงปลูก จำต้องราดยาที่ดินเพื่อฆ่าเชื้อในแปลงเพื่อรักษาต้นที่เชื้อยังไม่เข้าไปทำลาย ก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยต้นที่เป็นโรคจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
วันนี้หากยังไม่พบกับปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าในพืชที่ปลูกอยู่ และยังหาทางออกไม่เจอ ก็จำเป็นต้องทำความรู้จักและเรียนรู้ที่จะควบคุมมันให้ได้ แต่ถ้าเจอเชื้อทางดินแล้วแก้ปัญหาไม่ได้ นั่นหมายความว่า เชื้อตัวนั้นอาจเป็นเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearun เข้าให้แล้ว ซึ่งแนะนำให้ใช้ ดีเฟนเตอร์ ที่มีการพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยปราบปรามเชื้อโรคและตอบทุกโจทย์ปัญหาของโรคทางดิน
เรื่อง/ภาพ โดย :หนึ่งฤทัย แพรสีทอง.วารสารรักษ์เกษตร.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...