โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่โดดเด่นของปี 2020 : mRNA

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ส.ค. 2565 เวลา 05.35 น. • เผยแพร่ 02 ม.ค. 2564 เวลา 09.39 น.
ภาพประกอบข่าว : Pixabay

คอลัมน์ HEALTHY AGLNG ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ปี 2020 นี้ ชื่อของบริษัท Pfizer และ BioNTech กับบริษัท Moderna เป็นชื่อที่มีคนรู้จักอย่างแพร่หลายและคุ้นหูมากขึ้น เพราะเป็นบริษัทที่สามารถพัฒนาวัคซีนป้องกัน COVID-19 ได้จนได้รับการอนุมัติให้นำขึ้นทะเบียน และใช้ฉีดในมนุษย์ได้ภายในเวลาเพียง 11 เดือน ในอดีตนั้นวิทยาศาสตร์การแพทย์ไม่เคยสามารถพัฒนาวัคซีนออกมาใช้ได้ภายในเวลาน้อยกว่า 4 ปี เทคโนโลยีของ Pfizer+BioNTech และ Moderna นั้นเป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่เรียกว่า messenger RNA ซึ่งสามารถทำความเข้าใจขั้นพื้นฐานได้ดังนี้

1.ปกติแล้วการพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากไวรัสนั้นจะต้องนำเอาตัวไวรัสมาดัดแปลงให้อ่อนแอไม่เป็นพิษเป็นภัย หรือนำเอาชิ้นส่วนของไวรัสมาฉีดเข้าไปในร่างกาย เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราได้รู้จักไวรัสดังกล่าวแล้วสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งในเชิงของการผลิต antibody ที่จะทำความ “รู้จัก” ไวรัส และสกัดกั้นการทำงานของไวรัส ตลอจนการผลิตทั้ง B-cell และ T-cell เพื่อประสานงานกันในการกำจัดไวรัส และ “จดจำ” ไวรัสเอาไว้ เพื่อปกป้องร่างกายในอนาคต หากถูกคุกคามโดยไวรัสชนิดเดียวกันอีกในอนาคต กระบวนการในการพัฒนาวัคซีนจึงต้องใช้เวลาเป็นแรมปี (10-12 ปีเป็นเรื่องปกติ) และในบางกรณีก็ยังไม่สามารถพัฒนาวัคซีนมาป้องกันได้ เช่น กรณีของโรคเอดส์ ซึ่งปัจจุบันการ “รักษา” คือการกินยาเพื่อกดการแพร่ขยายของไวรัส ที่ทำให้เป็นโรคเอดส์ คือ เชื้อไวรัส HIV ให้อยู่ที่ระดับต่ำ ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อจำต้องกินยากด HIV ไปตลอดชีวิต

2.ในกรณีของ mRNA นั้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศจีนสามารถถอดรหัสพันธุกรรมของโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ และเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวบนอินเทอร์เน็ต นักวิทยาศาสตร์ที่สหรัฐอเมริกาก็สามารถเริ่มแสวงหาโปรตีนที่ผลิตลักษณะของไวรัส ที่น่าจะเป็นชิ้นส่วนที่บ่งบอกถึงตัวตนของโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ (ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานหลักของไวรัสที่ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงได้ แม้ไวรัสมักจะมีการกลายพันธุ์ได้ตลอดเวลา) ได้แก่ ส่วนที่เป็น spike protein หรือโปรตีนปลายแหลมของโคโรน่าไวรัส (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “โคโรน่า” ซึ่งแปลว่า มงกุฎ ในภาษาสเปน) ทั้งนี้ เพราะโคโรน่าไวรัสอาศัยโปรตีนปลายแหลมส่วนนี้เป็นกุญแจในการ “ไขล็อก” เข้าไปในเซลล์ของมนุษย์ ผ่าน ACE-2 receptor ที่มีอยู่บนผิวภายนอกของเซลล์

3.การผลิต mRNA ซึ่งเป็นเหมือนกับ “ตำรา” ที่สั่งให้เซลล์ของสัตว์และมนุษย์ผลิตโปรตีนปลายแหลมของไวรัส จึงสามารถผลิตขึ้นมาทำได้ภายในเวลาไม่กี่วัน หลังจากได้รับข้อมูลรหัสพันธุกรรมของโคโรน่าไวรัส และสามารถผลิต mRNA ได้ในปริมาณที่เพียงพอในการทำการทดลองกับสัตว์ และเซลล์ของมนุษย์ในระยะเวลาไม่กี่เดือน

4.ข้อบังเอิญที่เป็นความโชคดีในเรื่องของ mRNA คือ ได้มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งพยายามทำการวิจัยเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ของการใช้ mRNA เป็นตำราให้เซลล์ของมนุษย์ผลิตโปรตีนออกมาตามสั่งมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี ก่อนหน้าแล้ว โดยนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้มีแนวคิดว่า หากสามารถพัฒนาเทคโนโลยี mRNA ให้ใช้ประโยชน์ได้จริงก็จะเป็นการพลิกผันการรักษาโรคเกือบทุกโรค เพราะ mRNA จะสามารถดัดแปลงให้เซลล์ของมนุษย์เป็นเสมือนกับโรงผลิตยา (โปรตีน) ของตัวเอง ซึ่งจะสามารถผลิตโปรตีนออกมารักษาโรคได้เกือบทุกโรค

5.แต่ในทางปฏิบัตินั้นจะต้องเผชิญกับปัญหาที่ท้าทายหลายประการ ซึ่งพอสรุปได้เป็น 5 ข้อ คือ

5.1 เข้าใจถึงกลไกของ DNA และสั่งการให้ RNA เป็นตำราในการสั่งให้เซลล์ผลิตโปรตีนประเภทต่าง ๆ (ที่ต้องการ) ออกมา

5.2 ต้องรู้จักพันธุกรรมของไวรัส หรือในกรณีของการรักษาโรค เช่น โรคเลือดจางประเภททาลัสซีเมีย ก็จะต้องเข้าใจว่ายีนตัวใดบกพร่อง ทำให้ผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีโปรตีนไม่สมประกอบ เป็นต้น

5.3 ต้องสามารถประดิษฐ์ mRNA ที่เป็นตำราผลิตโปรตีนที่ต้องการได้อย่างถูกต้อง

5.4 หาแนวทางให้สามารถขนส่ง mRNA ดังกล่าวไปยังส่วนของร่างกายที่เซลล์จะต้องผลิตโปรตีนดังกล่าว

5.5 mRNA นั้นมีความเปราะบางมาก และจะเสื่อมสภาพเมื่อเข้าไปในเส้นเลือด จึงจะต้องมีกระบวนการห่อหุ้ม mRNA (คือการใช้ชิ้นส่วนขนาดจิ๋วของคอเลสเตอรอลห่อหุ้ม mRNA) เพื่อปกป้อง mRNA ในระหว่างการขนส่งเข้าไปในร่างกาย

ประเด็นคือระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา ได้มีพัฒนาการที่สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ทั้งหมด จึงทำให้การพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกัน COVID-19 ประสบความสำเร็จด้วยดี อย่างที่ไม่ได้เคยคาดฝันมาก่อน

ซึ่งความน่าประทับใจดังกล่าวได้ถูกสะท้อนไปในราคาหุ้นของบริษัท startup ที่เพิ่งเข้าตลาดหุ้นไปได้ไม่นาน เช่น

  • ราคาหุ้น Moderna (ใน Nasdaq) เข้าตลาดเมื่อปลายปี 2018 ด้วยราคาประมาณ $18.60 ต่อหุ้น ต่อมาปรับขึ้นเป็น $62.00 ต่อหุ้น ในเดือนมิถุนายน 2020 และปรับเพิ่มขึ้นไปอีกเป็น $156.93 ต่อหุ้น เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2020
  • ราคาหุ้น BioNTech (ใน Nasdaq) เมื่อตุลาคม 2019 ด้วยราคาประมาณ $13.82 ต่อหุ้น ต่อมาปรับขึ้นเป็น $48.60 ในเดือนมิถุนายน 2020 และปรับเพิ่มขึ้นไปอีกเป็น $127.30 ต่อหุ้น เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2020

การปรับขึ้นของราคาหุ้นดังกล่าวนั้น ผมเชื่อว่าไม่ใช่เพราะความสำเร็จในการพัฒนาและผลิตวัคซีนเพื่อป้องกัน COVID-19 เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นถือได้ว่าผ่านการพิสูจน์ศักยภาพมาแล้ว และมีศักยภาพอีกมากมายในทางรักษาโรคอื่น ๆ ในส่วนของ COVID-19 นี้ ผมเชื่อว่าคงจะไม่สามารถทำกำไรได้มาก เพราะจะต้องถูกกดดันจากการเมืองและการเรียกร้องในเชิงมนุษยธรรมให้ต้องขายวัคซีนในราคาที่ใกล้เคียงกับต้นทุน ซึ่งค่อนข้างจะสูงมาก เพราะกระบวนการผลิตมีความสลับซับซ้อน และการเก็บรักษาก็ต้องอาศัยอุณหภูมิต่ำกว่าจุดน้ำแข็งอย่างมาก เมื่อเทียบกับวัคซีนปกติที่กำลังถูกพัฒนาโดย Astrazeneca และมหาวิทยาลัย Oxford ซึ่งสามารถเก็บรักษาเอาไว้ในตู้เย็นปกติที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในบ้านเรือนได้

นอกจากนั้นก็ยังมีการคาดการณ์ว่า วัคซีนของ Pfizer-BioNTech นั้นน่าจะกำหนดราคาเอาไว้ที่ $20.00 (600 บาท) ต่อ 1 เข็ม ในขณะที่วัคซีนของ Moderna จะราคาสูงขึ้นไปอีกที่ $32.00-37.00 (900 บาทถึง 1,111 บาท) ต่อ 1 เข็ม ทั้งนี้การป้องกัน COVID-19 นั้นจะต้องฉีดถึง 2 เข็ม ดังนั้น ต้นทุนต่อหัวของวัคซีนของ Pfizer-BioNTech กับ Moderna จึงจะสูงกว่าของ Astrazeneca+Oxford อย่างมาก เพราะคาดว่าวัคซีนชนิดนี้จะกำหนดราคาเพียง $4.00 (120 บาท) ต่อ 1 เข็ม ดังนั้น จึงจะมีราคาถูกกว่าวัคซีนประเภท mRNA ถึง 5-10 เท่าในความเห็นของผมนั้น ราคาหุ้นของบริษัทที่เชี่ยวชาญด้าน mRNA นั้นอาจปรับตัวขึ้นต่อไปได้อีก หากสามารถนำเอาเทคโนโลยีนี้ไปใช้รักษาโรคอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น

1.โรคเอดส์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน เพราะไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์นั้นมีความฉลาดเฉลียวอย่างมากในการหลบหลีกระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซ้ำร้ายยังสามารถแทรกซึมและซ่อนตัวอยู่ในระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ และเข้าไปบ่อนทำลายระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างง่ายดาย แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็สามารถค้นพบแล้วว่า ยีนตัวใดมีศักยภาพในการป้องกันโรคเอดส์ได้ จึงได้มีการตัดแต่งพันธุกรรมของเด็กเกิดใหม่โดยนักวิทยาศาสตร์ของจีน ทำให้เด็กแฝดทั้งสองคนได้รับภูมิคุ้มกันจากการเป็นโรคเอดส์โดยการตัดแต่งพันธุกรรม โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า CRISPR Cas-9 ซึ่งผู้คิดค้นเทคโนโลยีดังกล่าวเพิ่งได้รับรางวัลโนเบลไปในปี 2020 นี้ ดังนั้น mRNA เทคโนโลยีจึงน่าจะสามารถพัฒนาวัคซีนขึ้นมาเพื่อป้องกันโรคเอดส์ได้ โดยอาศัยข้อมูลทางพันธุกรรมดังกล่าว

2.mRNA เพื่อรักษาโรคมะเร็ง วารสาร Bloomberg รายงานเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2020 ว่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท BioNTech นาย Ugur Sahin และภรรยาของเขา นาง Ozlem Turea ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน mRNA ได้ศึกษาเกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็งมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ทั้งสองเชื่อว่าจะสามารถพัฒนายารักษาโรคมะเร็งโดยใช้เทคโนโลยี mRNA ให้ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยสำนักงานอาหารและยา ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งหากเป็นความจริงก็จะเป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง

3.mRNA จะเป็นวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า Bloomberg รายงานว่า การที่ mRNA ทำให้สามารถผลิตวัคซีนออกมาได้ในระยะเวลาที่สั้น กว่าวัคซีนปกติที่ต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือน แปลว่าในกรณีของไข้หวัดใหญ่ที่ต้องมีการคาดเดาทุกปีว่าฤดูหนาวที่จะมาถึงนั้นจะต้องเตรียมวัคซีนสำหรับไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดใดนั้น เทคโนโลยี mRNA ที่ใช้เวลาเพียง 1-2 เดือนในการผลิตวัคซีน จะทำให้สามารถคาดการณ์ได้แม่นยำมากกว่าว่าจะต้องผลิตวัคซีนประเภทใดมารับมือกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ ทุก ๆ ปีจะมีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่มากถึง 650,000 คนทั่วโลก

4.mRNA สามารถพัฒนาไปใช้ในการรักษาโรคติดต่อได้เกือบทุกชนิด ศ. Derrick Rossi ผู้เชี่ยวชาญชื่อดังแห่งคณะ Stem Cell and Regenerative Biology ของ Harvard Medical School และเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนในการก่อตั้งบริษัท Moderna คาดการณ์ว่า ในอนาคตอีก 10-20 ปีข้างหน้า การผลิตวัคซีนเพื่อรักษาโรคติดต่อเกือบทุกชนิดน่าจะต้องอาศัย mRNA technology

นอกจากนั้นก็ยังได้มีการเร่งพัฒนาการใช้เทคโนโลยี mRNA ในการรักษาโรคหัวใจ และโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดการสร้างเสมหะสะสมในปอด หรือ cystic fibrosis อีกด้วย ดังนั้น mRNA จึงน่าจะมีบทบาทที่สำคัญยิ่งทางการแพทย์ในอนาคตครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...