โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

9 พฤษภาคม “วันยุโรป” จุดเริ่มต้น “สหภาพยุโรป” ฟื้นจากสงครามสู่ความรุ่งเรืองครั้งใหม่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 พ.ค. 2567 เวลา 07.54 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2567 เวลา 07.18 น.
ธงสหภาพยุโรป (EU) หน้าอาคารคณะกรรมาธิการยุโรป (ภาพโดย Johanna Geron/ REUTERS)

วันที่ 9 พฤษภาคมเป็น “วันยุโรป” (Europe Day) ซึ่งเป็นวันเฉลิมฉลองสันติภาพและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของหลายประเทศในทวีปยุโรปที่ได้รวมตัวกันเป็น “สหภาพยุโรป” (European Union : EU) หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นวันเกิดของสหภาพยุโรป

ตลอดระยะเวลาอันยาวนานในเส้นประวัติศาสตร์โลก ยุโรปเป็นพื้นที่ศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองของโลกมาหลายยุคหลายสมัย แม้ความรุ่งเรืองในยุโรปเสื่อมสลายลงหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็สามารถฟื้นคืนกลับมารุ่งเรืองได้ทุกครั้ง

ในประวัติศาสตร์ยุโรปยุคใหม่ก็เช่นกัน ยุโรปบาดเจ็บและสูญเสียไปมากจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่จะฟื้นตัวเองกลับมาเจริญรุ่งเรือง มีบทบาทต่อระเบียบโลก และเป็นกลุ่มประเทศที่ประชาชนในประเทศมี “คุณภาพชีวิตดี ๆ” อย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของสหภาพยุโรปเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปยังคงต้องดิ้นรนเพื่อที่จะเอาชนะหายนะที่เกิดจากสงครามโลก มีการผลักดันแนวคิดที่จะร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดสงครามอันเลวร้ายขึ้นในทวีปยุโรปอีก พร้อมกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจแก่ประเทศสมาชิก

ในวันที่ 9 พฤษภาคม 1950 (พ.ศ. 2493) ซึ่งนับเป็นเวลา 5 ปี หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โรแบร์ต ชูมัน (Robert Schuman) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศสกล่าวสุนทรพจน์เสนอให้มีการตั้ง “ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป” (European Coal and Steel Community : ECSC) ซึ่งสมาชิกจะรวมการผลิตถ่านหินและเหล็กกล้าเข้าด้วยกัน เป็นนโยบายเพื่อควบคุมการผลิตวัตถุดิบที่อาจนำไปสู่การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมสงคราม โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งจำนวน 6 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนีตะวันตก อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และลักเซมเบิร์ก

ชูมันได้หว่านเม็ดพันธุ์แห่งความคิดที่ว่า หากประเทศต่าง ๆ ในยุโรป โดยเฉพาะประเทศที่เคยเป็นศัตรูกันสามารถร่วมกันจัดการอุตสาหกรรมถ่านหิน เหล็ก และเหล็กกล้า ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการทำสงครามเข้าด้วยกันได้ พวกเขาอาจหลุดพ้นจากกลียุคแห่ง “สงครามกลางเมืองยุโรป” ที่เกิดขึ้นทุก ๆ 50 ปีอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่าหลายร้อยปีแล้วก็เป็นได้

ในเวลาต่อมา สุนทรพจน์ดังกล่าวถือเป็นการประกาศ“ปฏิญญาชูมัน”(Schuman Declaration) ซึ่งถูกยกย่องให้เป็นจุดเริ่มต้นการก่อตั้งสหภาพยุโรป

ชูมันมีความคิดว่า การผสานผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะช่วยยกระดับมาตรฐานการดำรงชีพของชาวยุโรป และเป็นก้าวแรกสู่การสร้างยุโรปที่เป็นหนึ่งเดียวกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งในเวลาต่อมา สมาชิกก่อตั้งของ ECSC ได้เปิดให้ประเทศอื่น ๆ เข้าเป็นสมาชิก

ในวันที่ 25 มีนาคม 1957 (พ.ศ. 2500) 6 ประเทศผู้ก่อตั้ง ECSC ซึ่งประกอบด้วยฝรั่งเศส เยอรมนีตะวันตก อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และลักเซมเบิร์ก ได้ลงนามใน “สนธิสัญญาโรม” (Treaty of Rome) หรือ “สนธิสัญญาจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป” ซึ่งเป็นความตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้ง “ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป” (European Economic Community : EEC) ให้เป็นทั้งตลาดร่วมและสหภาพศุลกากร โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 1958

นอกจากนั้น ในวันที่ลงนามในสนธิสัญญากรุงโรมนั้น ยังมีการลงนามข้อตกลงอีกฉบับหนึ่งในการตั้งประชาคมพลังงานปรมาณูยุโรป (EURATOM) เพื่อความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ด้วย

ต่อมาในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1992 มีการลงนามในสนธิสัญญามาสทริชต์ (Maastricht Treaty) หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สนธิสัญญาว่าด้วยสหภาพยุโรป” ซึ่งคำว่า “เศรษฐกิจ” ถูกลบออกไป เหลือเพียง “ประชาคมยุโรป” เพื่อสะท้อนถึงการรวมตัวเพื่อความร่วมมือที่ครอบคลุมหลายด้าน ไม่จำกัดเพียงด้านเศรษฐกิจเท่านั้น

สนธิสัญญามาสทริชต์ มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 1993 ซึ่งนับว่าในวันนั้นเป็นวันก่อตั้งสหภาพยุโรป และเป็นวันเริ่มก่อตั้งสกุลเงินเดี่ยวที่ใช้ร่วมกัน คือ “ยูโร” (Euro)

ถึงอย่างนั้นก็ตาม สหภาพยุโรปไม่ได้นับเอาวันที่ 1 มกราคม (1993) เป็นวันก่อกำเนิด แต่ได้หวนกลับไปให้เกียรติและเฉลิมฉลองการประกาศปฏิญญาชูมัน ในวันที่ 9 พฤษภาคม 1950 อันเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงเป็นวันเกิดของสหภาพยุโรป และยกให้เป็น “วันยุโรป” ที่จะเฉลิมฉลองและรำลึกในทุก ๆ ปี

ต่อมาสมาชิกสหภาพยุโรปตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อตอบสนองกระบวนการบูรณาการภายในสหภาพยุโรปที่ก้าวหน้าขึ้น และเพื่อเพิ่มบทบาทของสหภาพยุโรปในประชาคมโลก ในวันที่ 13 ธันวาคม 2007 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจึงได้ลงนามใน “สนธิสัญญาลิสบอน” (Lisbon Treaty) ให้ความเห็นชอบในการสละอำนาจอธิปไตยบางส่วนให้แก่ความร่วมมือเหนือชาติ (Supranational Cooperation) โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2009

อำนาจอธิปไตยบางส่วนที่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปสละให้แก่ความร่วมมือเหนือชาติ ประกอบด้วย (1) สหภาพศุลกากร (2) การออกกฎระเบียบด้านการแข่งขัน (3) นโยบายด้านการเงิน สำหรับรัฐสมาชิกสหภาพยุโรปที่ใช้สกุลเงินยูโร (4) การอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพทางทะเลภายใต้นโยบายร่วมด้านประมง และ (5) นโยบายการค้าร่วม

กล่าวโดยสรุปได้ว่า สหภาพยุโรปถือกำเนิดจากเถ้าถ่านของสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีรากฐานมาจากความพยายามที่จะสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน

ผ่านมาหลายสิบปี จาก “ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป” สู่ “สหภาพยุโรป” มีการพัฒนาความร่วมมือตั้งแต่เรื่องถ่านหินและเหล็กกล้า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้า สกุลเงินร่วม การพัฒนาที่ยั่งยืน และอื่น ๆ อีกมากมาย

จากสมาชิกแรกเริ่มก่อตั้ง 6 ประเทศ ปัจจุบันสหภาพยุโรปมีสมาชิก 27 ประเทศ (โครเอเชียเป็นประเทศสุดท้ายที่เข้าเป็นสมาชิกเมื่อปี 2013 สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกเมื่อปี 2020) มีสมาชิก 19 ประเทศที่ใช้สกุลเงิน “ยูโร” ร่วมกัน ซึ่ง 19 ประเทศนั้นถูกเรียกว่า “ยูโรโซน”

โครงสร้างการทำงานของสหภาพยุโรปประกอบด้วย 4 สถาบันหลัก ได้แก่ (1) คณะกรรมาธิการยุโร (European Commission) เป็นคณะกรรมการบริหารสหภาพยุโรป (2) คณะมนตรียุโรป (European Council) เป็นเวทีการประชุมผู้นำของประเทศสมาชิก (3) คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the European Union) เป็นองค์กรตัดสินใจหลักของสหภาพยุโรป กล่าวคือเป็นรัฐมนตรีด้านต่าง ๆ ของสหภาพยุโรป และ (4) สภายุโรป (European Parliament) เป็นสภานิติบัญญัติของสหภาพยุโรป

ปัจจุบันสหภาพยุโรปในฐานะตลาดเดี่ยวมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกา) คาดว่ามูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2024 จะอยู่ที่ 19.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีบทบาทนำในประเด็นต่าง ๆ ของโลก เช่น บทบาทการเป็นผู้ออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ก้าวหน้า เป็นต้นแบบของประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก และเป็นกำลังหลักในการผลักดันความร่วมมือต่าง ๆ ทั้งด้านสิทธิมนุษยชน สันติภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 9 พฤษภาคม “วันยุโรป” จุดเริ่มต้น “สหภาพยุโรป” ฟื้นจากสงครามสู่ความรุ่งเรืองครั้งใหม่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...