โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

3 ข้อแตกต่างระหว่าง “พระไทย” กับ “พระญี่ปุ่น” ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน!

conomi

อัพเดต 17 ก.ค. 2567 เวลา 17.12 น. • เผยแพร่ 20 ก.ค. 2567 เวลา 00.00 น. • conomi.co

สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน ครั้งนี้อยากจะมาขอพูดเกี่ยวกับศาสนากันบ้าง ถ้าพูดถึงศาสนาพุทธของไทยกับญี่ปุ่นแล้ว ทุกคนคิดว่าเหมือนหรือว่าแตกต่างกันตรงไหนบ้างคะ? เท่าที่พอจะทราบกันอยู่บ้างแล้วคือ ถึงแม้ไทยกับญี่ปุ่นจะมีศาสนาหลักเป็นศาสนาพุทธเหมือนกัน แต่ว่าต่างกันที่นิกาย โดยเรื่องความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนและเราอยากจะหยิบยกขึ้นมาแนะนำให้กับผู้อ่านในครั้งนี้ก็มี 3 ข้อด้วยกัน

เนื่องจากต่างนิกายกัน หลักคำสอนหรือการปฏิบัติตนก็ย่อมต้องมีข้อที่แตกต่างกันอย่างแน่นอน อย่างพระสงฆ์ของไทยกับพระสงฆ์ญี่ปุ่นนั้นถ้านอกจากเรื่องการแต่งกายแล้ว หลักปฏิบัติบางข้อยังแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงอีกด้วย เนื้อหาบทความที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จะช่วยให้ทุกคนได้เห็นภาพมากขึ้นด้วย โดยแบ่งเป็น 3 เรื่องหลัก ๆ ได้ดังนี้ค่ะ

1. พระสงฆ์ญี่ปุ่นสามารถแต่งงานได้

แต่งงาน

เมื่อครั้งหนึ่งผู้เขียนได้เคยดูจากเอนิเมะและเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเรียกพระสงฆ์ว่าพ่อ ตอนนั้นก็นึกว่าเป็นสรรพนามเรียกทั่วไปเหมือนกับวิธีเรียกบาทหลวงของศาสนาคริสต์เสียอีกค่ะ (-”) พอดูไปดูมาถึงรู้ว่าพระสงฆ์ชาวญี่ปุ่นเขาแต่งงานมีลูกและสามารถใช้ชีวิตอยู่บ้านเดียวกันกับครอบครัวได้! ต่างจากพระสงฆ์ไทยที่ไม่เพียงแค่แต่งงานไม่ได้ แต่การถูกเนื้อต้องตัวผู้หญิงนั้นยังถือเป็นเรื่องต้องห้าม

ตอนเรียนมัธยมปลายผู้เขียนเคยพาคุณครูหนุ่มญี่ปุ่นขี้สงสัยคนหนึ่งไปเที่ยว เมื่อพาขึ้นรถไฟใต้ดิน เขาก็เอะใจกับป้าย Priority Seat หรือที่นั่งพิเศษ ซึ่งเขาสงสัยมาก ๆ ว่าทำไมต้องจัดที่นั่งให้พระสงฆ์ด้วยล่ะ??

เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นการแสดงความเคารพต่อพระสงฆ์ แต่มีวัตถุประสงค์อื่นแฝงอยู่ด้วยหรือเปล่านะ..? แน่นอนว่าผู้หญิงไทยก็แทบจะไม่เข้าใกล้ที่นั่งพิเศษตรงนั้นเลย ซึ่งก็ช่วยกำหนดระยะห่างระหว่างพระสงฆ์กับผู้หญิงได้ด้วย ดังนั้นอีกวัตถุประสงค์ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้หญิงถูกตัวพระสงฆ์โดยไม่ได้ตั้งใจในพื้นที่แออัดอย่างบนรถไฟนั่นเองค่ะ

พระไทย

พูดถึงความเป็นมาเรื่องที่พระสงฆ์ญี่ปุ่นแต่งงานได้กันสักหน่อย

ย้อนไปในสมัยคามาคุระ มีพระรูปหนึ่งชื่อว่า ชินรัน (ค.ศ. 1173-262) ผู้ก่อตั้งนิกายขึ้นใหม่ในชื่อ “นิกายโจโดะ” ซึ่งหลักคำสอนคือ เพียงเชื่อในพระอามิตาพุทธก็สามารถขึ้นสวรรค์ได้ และเนื่องจากพระชินรันผู้ก่อตั้งนิกายใหม่ได้แต่งงาน ดังนั้นในนิกายโจโดะจึงยอมรับเรื่องการแต่งงานมาตั้งแต่ในสมัยก่อนแล้วค่ะ

ชินรัน

"ในสมัยคามาคุระ พระชินรันได้แต่งงานกับหญิงสาวชื่อ “Eshin-ni” จากนั้นมาพระในนิกายโจโดะจึงสามารถแต่งงานได้นั่นเอง" (ข้อมูลจากหนังสือ Bouzumarumoukei no Karakuri)

พระชินรันได้ใช้ชีวิตในแบบที่ไม่ใช่พระสงฆ์เสียทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่ฆราวาสเช่นกัน ซึ่งว่ากันว่าพระชินรันมีบุตรถึง 7 คนเลยด้วยค่ะ

พระชินรันมีความคิดที่ว่า “หากมีความศรัทธาและอุทิศตัวตนทั้งหมดให้แก่พระอามิตาพุทธก็จะสามารถไปสู่สวรรค์ได้ หากปฏิบัติความดีด้วยตัวเองหรือด้วยการปฏิบัติธรรมก็ตาม ถือว่าการกระทำเหล่านั้นเป็นข้อพิสูจน์ว่าไม่ได้มีความเชื่อในพระอามิตาพุทธค่ะ ดังนั้นพระชินรันจึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องการถือศีลด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ในพุทธศาสนาของญี่ปุ่นเลยทีเดียวล่ะ” (Akira Ikegami นักข่าวและนักเขียนชาวญี่ปุ่นคิดว่า ถ้าเช่นนั้นพุทธศาสนาคืออะไรกัน? สำนักพิมพ์ Asukashinsha)

ด้วยเหตุนี้เอง ช่วงสมัยเอโดะจึงเพียงพระของนิกายโจโดะเท่านั้นที่สามารถแต่งงานได้ ส่วนการที่พระทุกรูปทั่วประเทศญี่ปุ่นสามารถแต่งงานได้นั้นเพิ่งเริ่มในสมัยเมจิค่ะ

"พระสงฆ์จะแต่งงานก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลยนี้นา" (ข้อมูลจากหนังสือ Bouzumarumoukei no Karakuri)

ทางรัฐบาลเมจิยอมรับการแต่งงานของพระสงฆ์ ทำให้พระสงฆ์ญี่ปุ่นสามารถแต่งงานได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาค่ะ แต่หากเป็นนอกประเทศญี่ปุ่นแล้วเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ในสังคมสมัยใหม่นี้ รัฐบาลกับศาสนาจะแยกตัวออกจากกันชัดเจน และเราเองก็ไม่เคยได้ยินข่าวว่ารัฐบาลมีอำนาจตัดสินในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางศาสนาได้ด้วย… แต่ว่าที่ญี่ปุ่นทำได้ค่ะ

หากเป็นรัฐบาลไทย เรื่องที่จะอนุญาตให้พระสงฆ์แต่งงานได้นั้นก็ดูจะเป็นไปไม่ได้เลย และรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการตัดสินหลักศาสนาด้วยเช่นกัน ซึ่งตรงนี้เป็นอีกหนึ่งความต่างของไทยและญี่ปุ่นในเรื่องระยะห่างระหว่างศาสนาและรัฐบาล

2. พระสงฆ์ญี่ปุ่นกับระบบเงินเดือน?

ข้อนี้หลาย ๆ คนอาจจะไม่ทราบกัน แต่ว่าพระสงฆ์ญี่ปุ่นมีเงินเดือนปกติเหมือนกับพนักงานบริษัทเลยล่ะค่ะ

ระบบเงินเดือนของพระสงฆ์จะเป็น “ตัดวันที่ 20 และจ่ายเงินเดือนให้ในวันที่ 35”(ข้อมูลจากหนังสือ Bouzumarumoukei no Karakuri)

ในกรณีศาสนาพุทธของญี่ปุ่นนั้น หากจะถือว่าพระสงฆ์เป็น “อาชีพ” ก็ไม่ผิดค่ะ หากทำปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพระสงฆ์ในวันนั้น ๆ เสร็จแล้ว จะเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์ แล้วนั่งชิลจิบเบียร์หน้าทีวีก็ทำได้ และยังรับเงินเดือนทุก ๆเดือน ซึ่งไม่ต่างอะไรจากพนักงานกินเงินเดือนแบบเรา ๆ เลยล่ะค่ะ

ในกรณีของพระสงฆ์ไทยนั้นก็อย่างที่เราทราบกันคือ ตราบใดที่ยังบวชเป็นพระอยู่ หน้าที่ของพระที่ต้องปฏิบัติก็จะไม่มีจบสิ้น ดังนั้นเรื่องความคิดที่จะเปลี่ยนจีวรเป็นชุดไปรเวทแล้วนั่งจิบเบียร์หลังเลิกงานย่อมไม่มีอยู่แล้วล่ะค่ะ และแน่นอนว่าพระสงฆ์ไทยไม่มีระบบเงินเดือนเหมือนกับพระสงฆ์ของญี่ปุ่น แต่แทนที่จะได้ค่าตอบแทนเป็นเงินก็จะได้รับอาหาร ที่พักอาศัย และเครื่องนุ่งห่มแทน ซึ่งตามวินัยของพระสงฆ์ที่เข้มงวดมาก ๆ มีอยู่ข้อหนึ่งก็คือห้ามจับเงิน (ตามหลักแล้วที่รับเงินบริจาคมา หากนำไปใช้ในทางศาสนา ไม่นำไปใช้ส่วนตัวก็ถือว่าไม่ผิดค่ะ)

เรื่องแปลกใจของพระสงฆ์ญี่ปุ่น

พระญี่ปุ่น

เนื่องจากพระสงฆ์ของญี่ปุ่นมีระบบเงินเดือน การทำกิจของสงฆ์ก็เหมือนกับการทำงานที่ได้รับค่าจ้าง ดังนั้นในคืนวันปีใหม่ที่พระสงฆ์ต้องตีระฆังที่วัดเป็นจำนวน 108 ครั้ง (เพื่อขจัดสิ่งไม่ดีทั้ง 108 ประการ) ต้อนรับวันขึ้นปีใหม่นั้น ก็จำเป็นต้องอยู่จนดึกใช่ไหมล่ะคะ ในกรณีนั้นพระสงฆ์ก็จะได้รับเบี้ยเลี้ยงตอบแทนเหมือนกับ OT อีกต่างหากด้วย
(ข้อมูลจากหนังสือ Bouzumarumoukei no Karakuri)

การที่พระสงฆ์ได้ค่าตอบแทนในวันที่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่จนดึกดื่นเนี่ย ไม่เคยทราบมาก่อนเลยล่ะค่ะ แบบนี้ก็แทบจะมองพระสงฆ์เป็นซาลารี่แมนแล้วล่ะ

3. พระญี่ปุ่นเปรียบเหมือนคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ พระไทยเหมือนนิกายคาทอลิก?

ศาสนาพุทธที่มีการแบ่งแยกนิกายกัน จะว่าไปก็เหมือนกับศาสนาคริสต์เลยล่ะค่ะ ถ้าดูจากลักษณะการสร้างวัดแล้ววัดของไทยก็คงคล้ายกับโบสถ์ของคาทอลิกโดดเด่นและมีการเล่นสีสัน

วัด

ส่วนวัดของทางญี่ปุ่นจะคล้ายกับโบสถ์โปรเตสแตนต์ที่ให้อารมณ์เงียบขรึมค่ะ

วัด

อ่านกันมาถึงตรงนี้แล้วบางคนอาจจะสงสัยกันใช่ไหมคะว่า ทำไมพระสงฆ์ญี่ปุ่นจึงสามารถดื่มเหล้าเบียร์ได้? เหตุผลในก็คือ ศาสนาพุทธนิกายมหายานที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยก่อนในประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่นนั้น พระสงฆ์จะมีจิตใจที่แรงกล้าในการปฏิบัติตามศีลหรือข้อห้ามต่าง ๆ ที่เชื่อว่าสามารถปฏิบัติตามได้เป็นปกติวิสัยอยู่แล้ว โดยเฉพาะพระสงฆ์ของญี่ปุ่นที่ไม่ได้มีกฎห้ามดื่มสุรา ฉันเนื้อสัตว์ หรือห้ามแต่งงาน และหากทำบาปก็มีแนวคิดที่ว่าไม่ว่าจะเป็นพระหรือใครก็ตามจะต้องเจอกรรมตามสนองอยู่แล้วด้วย

ตามที่กล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นหลักปฏิบัติโดยเน้นที่ความศรัทธาและความเชื่อจากภายในอย่างแท้จริง คล้ายกับคำสอนของศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์เลยล่ะค่ะ เป็นยังไงบ้างคะ พระญี่ปุ่นกับพระไทยแตกต่างกันพอสมควรเลยใช่ไหมคะ

สรุปเนื้อหาจาก: yukashikisekai

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...