โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

IVF ทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ Global Fertility Platform ชู AI-ขยายฐานดูไบ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 13 พ.ค. เวลา 08.30 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. เวลา 08.30 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ IVF ผู้นำศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยากแบบครบวงจรระดับพรีเมียมของเอเชีย ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เดินหน้าทรานส์ฟอร์มโมเดลธุรกิจจากศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก สู่การเป็น “Global Fertility Platform” อย่างเต็มรูปแบบ โดยเชื่อมโยงผู้ป่วยจากทั่วโลกผ่านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และเครือข่ายการรักษาระดับสากล

การพลิกโฉมธุรกิจครั้งนี้ เป็นการต่อยอดวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์จากการที่ IVF ได้เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งมุ่งผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนขยายศักยภาพสู่ธุรกิจใหม่ (New S-Curve) ทั้งในมิติของผลิตภัณฑ์ บริการ และการเปิดตลาดใหม่ระดับโลก โดยบริษัทมุ่งผสานความล้ำสมัยทางเทคโนโลยี (High-Tech) อย่าง AI และ Digital Health เข้ากับการดูแลเอาใจใส่ (High-Touch) ซึ่งเป็นมาตรฐานการแพทย์ระดับสากล เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันในอุตสาหกรรม และวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) แห่งอนาคต

นางสาวเกศิณี กุลดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IVF เปิดเผยว่า บริษัทกำลังก้าวสู่การเป็น Global Fertility Platform เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของการมีครอบครัวที่สมบูรณ์ในระดับสากล ผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้ป่วยจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน ด้วยการนำเทคโนโลยี AI และ Telemedicine มาใช้เพื่อให้การรักษามีมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าคนไข้จะอยู่ที่ใด ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนเกมธุรกิจจากการแข่งขันในระดับคลินิก ไปสู่การเป็นผู้เล่นในระดับสากลที่พร้อมออกแบบอนาคตและชีวิตใหม่ให้กับทุกครอบครัวทั่วโลกอย่างแท้จริง

สำหรับจุดแข็งที่ทำให้ IVF โดดเด่นเหนือคู่แข่ง คือการเป็นรายแรกในภูมิภาคอาเซียนที่เปิดตัวแพลตฟอร์ม Telemedicine IVF อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยทลายข้อจำกัดด้านพรมแดนให้กับผู้ป่วยชาวต่างชาติ ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานระดับโลกที่ได้รับการรับรองจากองค์กรสากลอย่าง AACI จากสหรัฐอเมริกา, TEMOS จากเยอรมนี และมาตรฐาน ISO 9001 โดยมีเครื่องยืนยันคุณภาพคืออัตราความสำเร็จในการรักษา (Success Rate) ที่สูงถึง 70-76% ซึ่งอยู่ในระดับที่ทัดเทียมกับสถาบันชั้นนำระดับสากล และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วยจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ล่าสุด IVF ได้ขยายตลาดไปสู่มหานครดูไบ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงผู้รับบริการจากทั่วโลก โดยบริษัทได้รับอนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้จัดตั้งศูนย์บริการในเขต Dubai Airport Freezone (DAFZ) ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีเชิงยุทธศาสตร์ของโลก การขยายตัวในครั้งนี้ใช้โมเดลธุรกิจแบบ Asset-Light ที่ช่วยลดภาระการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร แต่เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงตลาด โดยดูไบจะทำหน้าที่เป็น Strategic Global Hub เชื่อมต่อกลุ่มผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อสูงจากตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา เพื่อส่งต่อมารับการรักษาในประเทศไทย ซึ่งจะกลายเป็นกลไกสำคัญในการดึงเงินตราต่างประเทศและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

นางสาวเกศิณี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านการขับเคลื่อนนวัตกรรม บริษัทได้นำเทคโนโลยี AI-Assisted Embryo Selection มาใช้เพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกตัวอ่อนและเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการแพทย์ แต่ยังช่วยลดจำนวนรอบในการรักษาของผู้ป่วยลงได้ นอกจากนี้ การใช้แพลตฟอร์ม Telemedicine IVF ยังช่วยให้ผู้รับบริการสามารถวางแผนการรักษาล่วงหน้าจากประเทศต้นทางได้ทันที รวมถึงมีการศึกษาการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์อัจฉริยะ (Service Robot) มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้ารับบริการและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทยังได้วางรากฐานการเติบโตผ่านกลยุทธ์ X-PANSE Framework ซึ่งประกอบด้วย 4 แกนหลัก ได้แก่ X-Tech เน้นการใช้นวัตกรรม AI ขั้นสูง, X-Health ขยายการดูแลไปสู่สุขภาพองค์รวมและเวชศาสตร์ป้องกัน, X-Tourism พัฒนาระบบนิเวศรองรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์แบบไร้รอยต่อ และ X-Capital มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์รวมถึงการควบรวมกิจการ (M&A) โดยเป้าหมายหลักคือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้จากการรับบริการรายครั้ง (Per Case) ไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนจากระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง

ด้านความแข็งแกร่งทางการเงิน IVF ตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ในช่วงปี 2570-2571 โดยคาดหวังอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ไว้ที่ร้อยละ 20 ทั้งนี้ การลงทุนเชิงรุกในเทคโนโลยีและระบบแพลตฟอร์มจะช่วยให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็วในรูปแบบ Scalable Platform Model ซึ่งจะส่งผลให้อัตรากำไรเติบโตได้ดีขึ้น จากการลดต้นทุนต่อรอบการรักษาและเพิ่มอัตราการใช้บริการ โดยไม่ต้องลงทุนขยายสาขาทางกายภาพเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนมูลค่าของบริษัทให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

นางสาวเกศิณี กล่าวสรุปว่า บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้หลัก ESG โดยมีแผนเพิ่มสัดส่วนกรรมการอิสระเป็นร้อยละ 50 และมุ่งมั่นที่จะเข้าเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชัน (CAC) เพื่อความโปร่งใสในการดำเนินงาน พร้อมทั้งยกระดับระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้อยู่ในระดับสูงสุด เพราะบริษัทเชื่อว่าอนาคตของธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่เพียงการรักษาทางการแพทย์ แต่คือการออกแบบชีวิตและสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสร้างครอบครัวให้กับผู้คนทั่วโลกได้อย่างยั่งยืนและมีจริยธรรม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...