โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ศาลยกคำร้อง ปปง. ชี้หลักฐานไม่ถึง สั่งคืนทรัพย์ 74 ล้านให้ “ทนายตั้ม”

เดลินิวส์

อัพเดต 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 21.47 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ศาลแพ่งยกคำร้อง ปปง. คดีขอให้ทรัพย์ 26 รายการ มูลค่า 74 ล้านบาท ของ “ทนายตั้ม–ภรรยา” ตกเป็นของแผ่นดิน ชี้พยานหลักฐานฝ่ายผู้ร้องมีน้ำหนักไม่เพียงพอรับฟังว่ามีความผิดมูลฐาน สั่งคืนทรัพย์ทั้งหมดแก่เจ้าของ

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ ฟ26/2568 และคดีดำ ฟ145/2568 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 2 สำนักงานอัยการสูงสุด (ปปง.) โจทก์ ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สิน นายษิทรา เบี้ยบังเกิด และนางปทิตตา เบี้ยบังเกิด กรณีที่คณะกรรมการ ปปง.มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมจำนวน 25 รายการไว้ชั่วคราว และยื่นให้พนักงานอัยการคดีพิเศษ ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในคดีฉ้อโกง นางสาวจตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย

กรณีปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่า นายษิทรากับพวกเป็นผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ อันเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3(18) และความผิดฐานฟอกเงิน มาตรา 5 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า นายษิทรากับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ยึดและอายัดจำนวน 26 รายการ ของทั้งสองสำนวน รวมราคาประเมินทั้งสิ้น 74,198,527 บาทพร้อมดอกผล ไปคืนหรือชดใช้คืนแก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่าพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมามีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้หรือไม่ว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานตามคำร้อง

ผู้ร้องมีพันตำรวจตรีธรินทร์ กังวลบุตร ตำแหน่งนักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นพยานเบิกความว่า มีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ ปปง. โดยพยานเป็นผู้รวบรวมเอกสารเนื่องจากสำนักงาน ปปง.ได้รับรายงานจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางว่า ทนายตั้ม กับพวกมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ และความผิดฐานฟอกเงิน สืบเนื่องมาจากนางสาวจตุพร อุบลเลิศ ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปากช่อง ให้ดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกง

ขณะนั้นนางสาวจตุพรอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ทนายตั้มชักชวนให้นางสาวจตุพร หรือเจ๊อ้อย ลงทุนทำแอปพลิเคชันซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลออนไลน์ในประเทศไทย นางสาวจตุพรตกลงตามคำชักชวน โดยโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากธนาคารของตนเองที่ประเทศฝรั่งเศส จำนวน 2 ล้านยูโร ไปยังบัญชีเงินฝากของ ทนายตั้ม หรือคิดเป็นเงินไทยจำนวน 71 ล้านบาทเศษ

ต่อมาทนายตั้มนำสัญญาว่าจ้างเขียนและพัฒนาโปรแกรมแอปพลิเคชันซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลออนไลน์ ซึ่งมีบริษัทอินโนไฟท์ จำกัด เป็นผู้รับจ้างเขียนโปรแกรม และต้องส่งมอบงานภายในวันที่ 1 ก.ย. 2566 แต่เมื่อครบกำหนดตามสัญญาปรากฏว่า นางสาวจตุพรไม่ได้รับมอบแอปพลิเคชันตามสัญญา

พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ดำเนินการสอบสวนจนกระทั่งไปยื่นคำร้องขอออกหมายจับทนายตั้มและภรรยา ซึ่งศาลอาญาออกหมายจับทนายตั้มในความผิดฐานฉ้อโกง ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และออกหมายจับภรรยาในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

ต่อมาพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองในข้อหาดังกล่าว

หลังจากนั้นพนักงานอัยการสั่งฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกรวม 7 คน ในข้อหาฉ้อโกง ร่วมกันฉ้อโกงโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ จึงเป็นกรณีมีเหตุควรเชื่อได้ว่าทนายตั้มกับพวกเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐาน

เห็นว่า ทนายตั้มผู้คัดค้านกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ กรณีชักชวนให้นางสาวจตุพรลงทุนทำแอปพลิเคชันซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลออนไลน์ในประเทศไทย จนกระทั่งนางสาวจตุพรส่งมอบเงินลงทุน 71 ล้านบาทเศษ

แต่ทนายตั้มไม่ส่งมอบแอปพลิเคชันให้ตามสัญญา ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มาตรา 3(18)

ผู้ร้องย่อมมีการหน้าที่ในการนำพยานหลักฐานมาไต่สวนจนมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าทนายตั้มกระทำความผิดมูลฐานตามคำร้องจริง หรือมีความผิดมูลฐานตามคำร้องเกิดขึ้นจริง แม้การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินจะเป็นมาตรการทางแพ่ง ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ ที่มุ่งบังคับแก่ทรัพย์สินโดยไม่คำนึงว่าจะจับกุมผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ หากมีทรัพย์สินเกิดขึ้นจากการกระทำความผิดนั้น แม้เจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดและไม่ถูกฟ้องคดีดำเนินการมาตรการทางแพ่งแก่ทรัพย์สินนั้นได้ก็ตาม

แต่การรับฟังข้อเท็จจริงว่าทรัพย์สินเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

ผู้ร้องจะต้องนำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนให้รับฟังเป็นที่ยุติว่า มีการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินที่เป็นมูลเหตุให้ได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์สิน และเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินนั้นเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน โดยพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำเข้าไต่สวนไม่จำต้องมีน้ำหนักถึงขนาดรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยอย่างเช่นคดีอาญา เพียงแต่ต้องมีน้ำหนักให้รับฟังข้อเท็จจริงจนเป็นที่ยุติได้ว่าพฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดมูลฐานตามที่ผู้ร้องอ้างนั้นครบองค์ประกอบความผิดมูลฐานแล้ว

ซึ่งผู้ร้องนำพันตำรวจตรีธรินทร์ ตำแหน่งนักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เข้าไต่สวนเป็นพยานเพียงปากเดียว แต่พยานปากนี้ไม่ใช่ประจักษ์พยาน พยานบอกเล่า หรือพยานแวดล้อมที่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดมูลฐานตามคำร้อง

คงเป็นเพียงผู้รวบรวมเอกสารหลักฐานที่ได้รับจากเจ้าพนักงานตำรวจในชั้นสอบสวน ข้อเท็จจริงที่เบิกความมาดังกล่าวจึงเป็นเพียงการสรุปความจากเอกสารในชั้นสอบสวนที่ได้รับมาจากเจ้าพนักงานตำรวจ มิใช่เป็นผู้สืบสวนและสอบสวนด้วยตนเอง จึงทำให้น้ำหนักน้อย

แม้ทางนำสืบของผู้ร้องจะอ้างว่ามีการดำเนินคดีอาญากับผู้คัดค้านทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกงและฐานฟอกเงิน จนกระทั่งศาลออกหมายจับผู้คัดค้านทั้งสอง จากนั้นพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองในข้อหาดังกล่าวแล้วก็ตาม

แต่จะให้รับฟังเป็นที่ยุติทันทีว่าผู้คัดค้านทั้งสองกระทำความผิดมูลฐานแล้วหาได้ไม่

เนื่องจากผู้คัดค้านทั้งสองให้การปฏิเสธมาโดยตลอด และการสอบสวนดำเนินคดีในชั้นสอบสวนดังกล่าวกระทำการโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ปรากฏว่าก่อนที่จะดำเนินการยื่นคำร้องขอออกหมายจับ หรือก่อนพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องนั้น ได้เปิดโอกาสให้ผู้คัดค้านทั้งสองหรือผู้ถูกกล่าวหาอื่น ๆ ได้แย้งคัดค้านหรือไต่สวนพยานหลักฐานจากฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสองครบถ้วนแล้ว ซึ่งแตกต่างจากการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นศาลที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสไต่สวนคัดค้านหรือนำพยานหลักฐานมาแสดงหักล้างข้ออ้างหรือข้อกล่าวหาของอีกฝ่ายหนึ่ง

ศาลจึงไม่อาจรับฟังเพียงแต่พยานเอกสารในชั้นสอบสวนซึ่งไม่มีบุคคลผู้เกี่ยวข้องในการจัดทำพยานเอกสารมาเบิกความรับรองฝ่ายเดียวได้ เมื่อในชั้นนี้ทนายตั้มและภรรยา นำสืบและแสดงพยานหลักฐานโต้แย้งคัดค้านว่า ไม่เคยชักชวนหรือหลอกลวงให้นางสาวจตุพรลงทุนทำแอปพลิเคชันซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในประเทศไทย ส่วนเงินจำนวน 71 ล้านบาทเศษ

นางสาวจตุพรส่งมอบให้แก่ทนายตั้ม โดยเสน่หาและด้วยความสมัครใจเพื่อช่วยเหลือทนายตั้มและครอบครัวด้วยความรักใคร่ชอบพอเป็นการส่วนตัว

ทนายตั้มและภรรยาจึงมิได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงนางสาวจตุพรอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ พร้อมอ้างข้อความการสนทนาทางไลน์ระหว่างนางสาวจตุพรกับตัวทนายตั้มและนางสาวปัทมพร แสงฤทธิ์ คนสนิทของนางสาวจตุพรเป็นพยานสนับสนุนคำคัดค้านและทางนำสืบ

ส่วนผู้ร้องมิได้นำสืบหักล้างหรือถามค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น และไม่นำนางสาวจตุพรประจักษ์พยานมาเบิกความเป็นพยานเพื่อให้ยืนยันข้อเท็จจริงต่อศาล หรือนำพนักงานสอบสวนผู้สอบปากคำบุคคลทั้งสองดังกล่าวมาเบิกความรับรองคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวจตุพรและพยานเอกสารในชั้นสอบสวนต่อศาล เพื่อให้มีน้ำหนักมากกว่าพยานเอกสารซึ่งผู้ร้องอ้างรวมส่งศาลไว้พร้อมกับพยานเอกสารอื่น ๆ ประกอบกับผู้คัดค้านทั้งสองนำสืบคัดค้านโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องอ้างในคำร้องและในทางนำสืบดังกล่าว ลำพังพยานผู้ร้องปากพันตำรวจตรีธรินทร์เพียงปากเดียวจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังข้อเท็จจริงจนเป็นที่ยุติได้ว่า พฤติการณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองตามคำร้องและทางนำสืบของผู้ร้องครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน

พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดมูลฐาน และต้องถือว่าทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สิน ไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงต้องคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่เจ้าของ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และให้คืนทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินแก่เจ้าของ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...