โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

รัสเซียรบยูเครนเข้าปีที่ 5 เศรษฐกิจรัสเซียชะลอตัวเหลือ 0.6 เปอร์เซ็น

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สงครามรัสเซียยูเครนก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 สร้างความสูญเสียต่อชีวิตผู้คน ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของประเทศมหาศาล ในขณะเดียวกัน

สงครามรัสเซียยูเครนกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 พร้อมความสูญเสียต่อชีวิตผู้คน ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของประเทศมหาศาล ในขณะเดียวกัน ทั้ง 2 ชาติก็ประกาศความแข็งแกร่งออกมาต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าว่าจะยุติสงครามได้

Spotlight พาย้อนดูจุดเริ่มต้น ความเสียหาย และปมปัญหาของสงครามนองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งของยุโรปครั้งนี้

จุดเริ่มต้น

จุดเริ่มต้นของสงครามนองเลือดที่สุดในยุโรป นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างสงครามรัสเซียยูเครนคือ การที่ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน สั่งบุกพื้นที่ยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ส่ง “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ประกอบด้วยทหารมากกว่า 200,000 นายเข้ายูเครน หมายมั่นทำลายกรุงเคียฟภายในระยะเวลาหลักวัน และถอดถอนรัฐบาลที่มีแนวทางสนับสนุนชาติตะวันตกออกจากประเทศ เพื่อให้ยูเครนอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซียอีกครั้ง

แม้จะไม่ได้บรรลุตามเป้าประสงค์เหล่านั้น แต่พื้นที่กว่า 1 ใน 5 ของยูเครนก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย แต่ความจริงต้นตอของสงครามยาวนานกว่านี้มาก ย้อนกลับไปถึงปี 2557 ในเดือนกุมภาพันธ์เช่นกัน

ในปี 2557 หลังประธานาธิบดียูเครน วิกเตอร์ ยานูโควิช นักการเมืองสายโปรรัสเซียปฏิเสธลงนามในข้อตกลงการค้าระหว่างรัสเซียและสหภาพยุโรป อันเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีของประเทศ และอาจทำให้ยูเครนก้าวเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปได้ในอนาคต

เมื่อโอกาสทางเศรษฐกิจหายไปต่อหน้า ประชาชนจำนวนมากออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล และยานูโควิชถูกขับออกจากประเทศ ฝ่ายค้านเข้าควบคุมรัฐสภาและจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ตามมาด้วยการเลือกตั้งที่ประธานาธิบดีผู้ได้รับเลือกเป็นฝ่ายโปรตะวันตก และขอเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปทันที การโค่นล้มรัฐบาลครั้งนั้นได้ชื่อว่า “การปฏิวัติแห่งศักดิ์ศรี”

ขณะที่ยูเครนชุลมุน รัสเซียรีบรุดเข้ายึดไครเมีย เขตปกครองตนเองภายใต้ยูเครนเอาไว้ กลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียก็ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลและยึดลูฮันสก์และโดเนตสก์ไว้

มีการทำข้อตกลงมินสก์ โดยฝรั่งเศส เยอรมนี และรัสเซียเอง เพื่อลดระดับความรุนแรงในครั้งนั้น อย่างไรก็ตามเซเลนสกีมองว่า ข้อตกลงครั้งนั้นคือกับดักที่แช่แข็งความขัดแย้งไว้ ภายใต้เงื่อนไขของรัสเซียเอง

เช่นเดียวกับข้อตกลงหยุดยิงอื่น ๆ ในโลก คือต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันว่า อีกฝ่ายละเมิดข้อตกลง ตลอด 8 ปีหลังการลงนามในข้อตกลง มีการโจมตีทางทะเลและทางไซเบอร์เรื่อย ๆ และนำมาสู่การทำสงครามเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา

ทำไมสงครามไม่ยุติ

ความขัดแย้งในปี 2565 ยกระดับกว่าความขัดแย้งตลอด 8 ปีก่อนหน้ามาก และปูตินได้ประกาศรับรองลูฮันสก์และโดเนตสก์เป็นรัฐเอกราช แยกตัวจากยูเครน พร้อมกับการบุกเต็มกำลังเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนั้น

ความชอบธรรมในการบุกรุกเริ่มจากการที่รัฐบาลปูตินวาดภาพยูเครนเป็น “รัฐนาซีสมัยใหม่” ให้ชาวรัสเซียเห็นอยู่เสมอ และอ้างว่า การทำสงครามคือการปกป้องรัสเซียจาก “จักรวรรดิยูเครน” แต่เพราะยังอยากรักษาความเป็นกลางของยูเครน เขาได้บอกให้ยูเครนจัดการ “กลุ่มยาเสพติดและนีโอนาซี” ที่ครอบงำรัฐบาลยูเครนอยู่ พร้อมทั้งกล่าวว่า ชาติตะวันตกอย่างนาโต พยายามขยายอิทธิพลเข้ามาในยูเครนเพื่อประชิดชายแดนรัสเซีย

ปูตินตั้งคำถามการดำรงอยู่ของยูเครนตลอดมา กล่าวว่า รัสเซียเป็นผู้สร้างยูเครนสมัยใหม่ หลังจากการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ในปี 2460 และกล่าวไว้ในปี 2564 ว่า “รัสเซียยูเครนก็คนคนเดียวกัน” ทั้งยังกล่าวอีกในปี 2567 ว่า ยูเครนคือ “รัฐปลอม” แม้แต่สื่อโดยรัฐบาลรัสเซียก็กล่าวว่า “การลบอิทธิพลนาซีย่อมหมายถึงการลบยูเครนออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

จากคำประกาศของปูตินหลายครั้ง หลายฝ่ายจึงตีความว่า จุดมุ่งหมายสูงสุดของการรุกรานคือ การลบยูเครนออกจากแผนที่และผนวกเข้ากับดินแดนรัสเซีย

อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัสเซียเรียกร้องออกมาคือ ยูเครนต้องประกาศยอมรับว่าไครเมียเป็นของรัสเซีย ไม่ใช่การยึดผิดกฎหมาย ซึ่งจะทำให้รัสเซียเสียอธิปไตยเหนือดินแดนดังกล่าว, ยอมรับว่าภูมิภาคดอนบาส ซึ่งประกอบด้วยลูฮันสก์และโดเนตสก์ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของยูเครนอีกต่อไป แต่เป็นรัฐอิสระ, ปลดอาวุธและลดขีดความสามารถทางทหาร

ข้อตกลงเหล่านี้ ยูเครนยอมไม่ได้

ความเสียหายจากสงครามรัสเซียยูเครน

สงครามยาวนาน 4 ปีนำมาสู่ความเสียหายมหาศาล ประการแรกที่สำคัญที่สุดคือชีวิตผู้คน the Center for Strategic and International Studies เปิดเผยรายงานเมื่อเดือนมกราคม 2569 คาดการณ์ความเสียหายต่อชีวิตผู้คนมากถึง 1.8 ล้านชีวิต ตัวเลขดังกล่าวรวมถึงทหาร กองกำลังที่เสียชีวิตและสูญหาย

CSIS ชี้ว่า ฝ่ายรัสเซียสูญเสียคนไปมากกว่า 1.2 ล้านคน รวมตัวเลขทหารกองกำลัง 325,000 คน ด้านยูเครน CSIS ประเมินว่า เสียทหารไปราว 500,000-600,000 นาย ไม่มีทางการฝ่ายใดยืนยันตัวเลขจากรายงานดังกล่าว

นอกจากนี้ The U.N. Human Rights Monitoring Mission ได้ประเมินว่า ยูเครนมีพลเมืองเสียชีวิตราว 14,999 คน และบาดเจ็บอีก 40,600 คน ในสงครามครั้งนี้มีเด็กเสียชีวิตกว่า 763 คนในยูเครน

ในปี 2568 นี้เองถือว่าเป็นปีที่ยูเครนสูญเสียมากที่สุด โดยมีประชาชนเสียชีวิต 2,514 คน และบาดเจ็บ 12,142 คน มากขึ้นจากปีก่อนหน้า 31% ในขณะเดียวกันนั้นการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์สู่ยูเครนก็ลดลงกว่า 13% เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐฯ หยุดการส่งอาวุธสหรัฐฯ ให้ยูเครน แม้ยุโรปจะเพิ่มการสนับสนุนในส่วนนี้ทดแทน มากกว่าเดิมถึง 67% แต่ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี การสนับสนุนเงินจากต่างชาติเองก็ลดลง 5%

ระหว่างสงคราม 4 ปี ประชาชนยูเครนกว่า 5.9 ล้านคนเดินทางออกนอกประเทศ ราว 5.3 ล้านคนในจำนวนนั้นปักหลักหาที่พักพิงใหม่ในยุโรป

WHO ยังรายงานว่า ตลอดสงคราม 4 ปีมีการโจมตีกว่า 2,881 ครั้งโดยรัสเซีย ซึ่งส่งผลต่อการให้บริการทางการแพทย์ของยูเครน และมีการโจมตีสถานพยาบาลกว่า 2,347 ครั้ง

ความเสียหายด้านเศรษฐกิจ

สงครามย่อมมาพร้อมกับความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ความเสียหายทางเศรษฐกิจของรัสเซียกลับน้อยกว่าที่คาดเอาไว้ แม้เหล่าประเทศสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ จะพยายามคว่ำบาตรก็ตาม ดุลการค้าของรัสเซียยังคงเกินดุล ค่าเงินรูเบิลไม่ได้ห่างจากมูลค่าช่วงก่อนสงครามเมื่อเทียบกับดอลลาร์มากนัก และประเทศยังคงพึ่งพาการส่งออกพลังงานอย่างหนัก เช่น น้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงดูตึงตัว และการผลิตในระยะยาวอาจไม่สู้ดีนัก เมื่อปี 2567 ภาคการผลิตของรัสเซียหดตัวรวดเร็วที่สุดตั้งแต่สงครามเปิดฉาก ทั้งผลผลิตและยอดสั่งซื้อหดตัว มีปัญหาขาดแคลนแรงงาน การจัดซื้อปัจจัยการผลิตลดลง เหตุการณ์ดำเนินอย่างนี้จนสิ้นสุดปี 2568 ซ้ำด้วยความต้องการของผู้บริโภคยังอ่อนแอลงและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง

รายได้จากน้ำมันล่าช้าเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ต่ำลง ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะตึงตัวทางการคลังและงบประมาณขาดดุลที่ขยายตัวกว้างขึ้น การลงทุนจากต่างชาติขาดเสถียรภาพ การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงเหลือ 0.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2567 และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประมาณการว่า การเติบโตจะยังคงล่าช้าอยู่ที่ 0.8 เปอร์เซ็นต์ในปี 2569

ในขณะที่รัสเซียใช้งบประมาณเกือบครึ่งของประเทศไปกับการทหาร รายงานจาก CSIS ชี้ว่า ประเทศไม่สามารถกู้ยืมเงินจากตลาดระหว่างประเทศได้ จึงต้องหันมาใช้วิธีกู้ยืมเงินภายในประเทศและขึ้นภาษี

แม้สงครามจะช่วยพยุงเศรษฐกิจในบางแง่มุม เช่น การผลิตกระสุน เครื่องแบบ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งส่งผลต่อ GDP จริง แต่การลงทุนกับอุตสาหกรรมสงครามให้ผลลัพธ์น้อยในระยะยาว

นอกจากนี้ รัสเซียยังเผชิญกับวิกฤตด้านประชากรศาสตร์ อัตราการเกิดต่ำ อัตราการเสียชีวิตสูง (โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชายวัยทำงาน) และมีอัตราการย้ายถิ่นฐานออกนอกประเทศที่สูงในกลุ่มแรงงานทักษะฝีมือ

ด้านยูเครนเองเสียหายหนักในระดับที่สหประชาชาติกล่าวว่า ต้องใช้เงินเยียวยากว่า 588,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอด 10 ปีข้างหน้า หรือ 3 เท่าของ GDP ประเทศในปี 2568 ทั้งเพื่อฟื้นฟูบ้านเรือน พลังงาน และภาคส่วนอื่น ๆ ที่สำคัญ

ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยในรายงานการประเมินความเสียหายและความต้องการอย่างเร่งด่วนฉบับปรับปรุงใหม่ (RDNA5) ซึ่งจัดทำร่วมกันและเผยแพร่เมื่อวันจันทร์โดยรัฐบาล (ยูเครน), กลุ่มธนาคารโลก, คณะกรรมาธิการยุโรป และองค์การสหประชาชาติ

รายงานดังกล่าวระบุว่า ความเสียหายทางตรงจากการรุกรานของรัสเซียมีมูลค่าราว 195,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาคส่วนที่ต้องการการเยียวยามากที่สุดคือ การขนส่ง ที่ต้องใช้งบประมาณเยียวยากว่า 96,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วยพลังงาน 91,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการปรับปรุงอาคารที่อยู่อาศัยอีก 90,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การค้าและอุตสาหกรรมต้องการงบประมาณฟื้นตัวภาคละ 63,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเกษตรกรรมราว 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ช่วงฤดูหนาวกลายเป็นช่วงที่ยูเครนอ่อนแอ เนื่องจากต้องเผชิญกับฤดูหนาวรุนแรง และภาคพลังงานก็เป็นเป้าการโจมตีของรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนของยูเครนได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่น่าทึ่งท่ามกลางวิกฤต

แอนนา เบียร์เด กรรมการจัดการฝ่ายปฏิบัติการของธนาคารโลกกล่าวถึงความสามารถในข้อนี้ของภาคเอกชนยูเครน

"แม้ความเสียหายเป็นวงกว้างจะยังคงเพิ่มพูนขึ้นต่อประชาชน เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานของยูเครน แต่ทั้งประเทศยังคงเดินหน้าต่อไปด้วยความเข้มแข็งและความมุ่งมั่นที่น่าทึ่ง"

การช่วยเหลือจากต่างชาติลดลง ชาวยูเครนจึงหันมาช่วยเหลือตนเองโดยมีภาคเอกชนเป็นสำคัญ มีการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เสริมสร้างการแข่งขัน ขยายการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แก้ไขข้อจำกัดด้านแรงงาน และปรับปรุงการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสีเขียวและดิจิทัลของสหภาพยุโรป

แมทเทียส ชเมล ผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมและตัวแทนสหประชาชาติประจำยูเครน เน้นย้ำว่า ประชาชนคือหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูประเทศ

“สินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของยูเครนคือประชาชน การกลับมาของผู้ลี้ภัย การกลับเข้าสู่สังคมของเหล่าทหารผ่านศึก และการมีส่วนร่วมของแรงงานสตรี จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้มากเท่ากับกระแสเงินทุนและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ การฟื้นฟูต้องยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางและมีชุมชนเป็นพื้นฐาน”

รัสเซียยังไปต่อได้ยูเครนก็ยังไหว

ท่ามกลางความเสียหายมากมายที่เกิดขึ้น ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความมั่นคงภายในประเทศ สองชาติยังคงยืนยันในความแข็งแกร่ง ไม่เปิดเผยความอ่อนแอออกสู่สาธารณะ

บาสเตียน กีเกอริช ผู้อำนวยการใหญ่ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ (IISS) ที่เป็นสถาบันฝ่ายทหารของรัสเซียนั้นยืนยันในความสามารถทำสงครามต่อ และมี “ข้อบ่งชี้น้อยมาก” ว่า รัสเซียจะไม่สามารถดำเนินสงครามต่อยูเครนต่อได้ในปีที่ 5

เฟเนลลา แมคเกอร์ตี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินกลาโหมของสถาบันเดียวกันชี้ว่า แม้เศรษฐกิจรัสเซียจะชะลอตัวลง แต่ก็ต้องพิจารณาด้วยว่า เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอยังเน้นย้ำว่า งบประมาณทางทหาร “เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในแง่มูลค่าที่แท้จริงนับตั้งแต่ปี 2021” ซึ่งทำให้รัสเซียสามารถทุ่มงบประมาณมากขึ้นไปกับยุทโธปกรณ์ทางทหารและการรับสมัครกำลังพล เพื่อคงการโจมตีภาคพื้นดินและทางอากาศอย่างต่อเนื่องต่อยูเครนในอนาคต

ด้านยูเครนเองก็แสดงความเข้มแข็งเช่นกัน ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีประกาศเมื่อวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ว่า รัสเซียยังไม่สามารถ 'หักหาญน้ำใจของชาวยูเครน' หรือกำชัยชนะในสงครามได้

เซเลนสกีกล่าวว่า ยูเครนสามารถต้านทานการโจมตีอย่างหนักจากกองทัพรัสเซียที่มีขนาดใหญ่กว่าและมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ดีกว่าได้ ตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาของการสู้รบ รัสเซียสามารถยึดดินแดนของยูเครนเพิ่มได้เพียง 0.79% เท่านั้น ตามข้อมูลจากสถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม (ISW) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในวอชิงตัน โดยปัจจุบันรัสเซียถือครองพื้นที่ของยูเครนอยู่เกือบ 20%

"เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของการรุกรานและพิจารณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เรามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะกล่าวว่า: เราได้ปกป้องเอกราชของเราไว้ได้ เราไม่ได้สูญเสียสถานะความเป็นรัฐของเราไป" เซเลนสกีกล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย และย้ำว่า ปูตินทำตามเป้าหมายของเขาไม่สำเร็จ

ประเทศยุโรปหลายประเทศแสดงจุดยืนสนับสนุนยูเครน ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงเดินทางไปยังกรุงเคียฟเพื่อรำลึกถึงวันครบรอบปีที่โหดร้ายของความขัดแย้ง

พอมีทางยุติไหม

เมื่อสองชาติต่างประกาศจุดยืนที่อีกฝ่ายยอมรับไม่ได้ และยืนยันในความแข็งแกร่ง พร้อมโจมตีต่อ พร้อมรับมือ แล้วสงครามนี้จะไปหยุดที่ตรงไหน สำนักข่าว BBC วิเคราะห์ความเป็นไปได้ว่า การเจรจาโดยตรงโดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางคือความเป็นไปได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม การเจรจาครั้งประวัติศาสตร์เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 เมื่อปูตินได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่รัฐอะแลสกาดูเหมือนไม่ได้ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่ชัดเจนต่อข้อตกลงสันติภาพ และสงครามยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด

การประชุมเพิ่มเติมร่วมกับคณะผู้แทนของรัสเซียและยูเครน ซึ่งรวมถึงการเจรจาสามฝ่ายสองรอบในช่วงต้นปี 2026 ก็ยังไม่สามารถลดช่องว่างความต่างระหว่างข้อเรียกร้องของสองชาติ ที่ต่างฝ่ายต่างยืนยันว่า ไม่อาจประนีประนอมกันได้ พร้อมกันนั้นรัสเซียก็ปฏิเสธข้อเสนอการประชุมระหว่างปูตินและเซเลนสกีมาตลอด อ้างว่ายังไม่มีเงื่อนไขที่เหมาะสมเพียงพอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...