กูรูแนะ 3 มาตรการ ตั้งรับเกมภาษีทรัมป์รอบใหม่ ปิดจุดเสี่ยงใน 4 ปี
แม้คำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐ (Supreme Court) จะทำให้การใช้อำนาจจัดเก็บภาษีแบบ “Reciprocal Tariff” ภายใต้กรอบอำนาจฉุกเฉินถูกจำกัดลง และเปิดช่วงผ่อนคลายราว 150 วัน ภายใต้เพดานอัตราที่ถูกกล่าวถึงในระดับประมาณ 10–15% แต่เกมการค้าของสหรัฐยังไม่จบ
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เข้าเรื่อง” ทางช่องยูทูปฐานเศรษฐกิจว่า Reciprocal Tariff เป็นเพียงหนึ่งในหลายเครื่องมือที่สหรัฐใช้ในสงครามการค้า เมื่อเครื่องมือแบบจัดเก็บทั้งแผงถูกจำกัด ไม่ได้แปลว่าสหรัฐฯหมดอาวุธ แต่ยังสามารถใช้มาตราอื่น เล่นเป็นรายสินค้า รายอุตสาหกรรม หรือรายประเทศได้
ดร.นณริฏ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา Reciprocal Tariff ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทรงพลัง เพราะสามารถกำหนดอัตราภาษีแตกต่างกันในวงกว้าง และใช้ได้เกือบพร้อมกันหลายประเทศ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนระหว่างคู่ค้า เมื่อเลเยอร์ดังกล่าวถูกจำกัด สนามแข่งขันจึงใกล้เคียงกันมากขึ้นในเชิงโครงสร้าง แต่ในทางปฏิบัติ อัตรา 15% ยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับมาร์จินผู้ส่งออกไทยหลายกลุ่มสินค้า และยังคงกระทบความสามารถแข่งขัน
สหรัฐยังมี 3 ทางเลือกตอบโต้
ดร.นณริฏ อธิบายว่า แม้เครื่องมือหลักถูกจำกัด สหรัฐยังสามารถดำเนินมาตรการใน 3 รูปแบบ
- รายสินค้า (Product-specific) โดยเลือกเจาะสินค้าบางประเภทที่ถูกมองว่ามีปัญหา
- รายอุตสาหกรรม (Sector-specific) เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เหล็ก อลูมิเนียม หรือเทคโนโลยีขั้นสูง
- รายประเทศ (Country-specific action) ใช้มาตรการตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่าได้เปรียบทางการค้า หรือมีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม
จุดสำคัญคือ มาตรการเหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการศึกษาและไต่สวนก่อน ทำให้มียังพอมีเวลา ให้ประเทศคู่ค้าปรับตัวหรือชี้แจง แตกต่างจากการใช้อำนาจฉุกเฉินแบบครอบคลุมทันที
เป้าหมายหลักยังไม่เปลี่ยน
ดร.นณริฏ วิเคราะห์ว่า เจตนาหลักของทรัมป์ ยังมี 2 แกนสำคัญ คือการสกัดบทบาทจีนในฐานะมหาอำนาจคู่แข่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและความมั่นคง และลดการขาดดุลการค้าแบบรายประเทศ
หนึ่งในประเด็นที่ยังค้างอยู่คือ Transshipment หรือการส่งสินค้าอ้อมผ่านประเทศที่สาม ซึ่งอาจทำให้ประเทศในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงประเทศเทศไทยถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้น
ไทยเสี่ยง 2 ปัจจัยซ้อน
สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงเกิดจากเงื่อนไขทับซ้อน ประการแรกคือ สถานะประเทศเกินดุลสูงกับสหรัฐ โดยไทยยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐในระดับสูง และถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่สหรัฐจับตาเรื่องดุลการค้า ทำให้ยังอยู่ในเรดาร์เชิงนโยบาย
ประการที่สอง คือการถูกจับตาเรื่องค่าเงิน โดยประเทศไทยกลับเข้าไปอยู่ในบัญชี Watchlist ด้าน “Currency Manipulator” หรือ ประเทศที่ถูกกระทรวงการคลังสหรัฐมองว่าแทรกแซงค่าเงิน เพื่อให้ค่าเงินอ่อนกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อให้ส่งออกได้เปรียบ และลดการนำเข้า แม้ไม่ได้หมายความว่าไทยตั้งใจบิดเบือนค่าเงิน แต่เกณฑ์ของสหรัฐพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ระดับเกินดุลการค้า ,การแทรกแซงค่าเงิน ,ดุลบัญชีเดินสะพัด เป็นต้น หากเข้าเกณฑ์ครบถ้วนในอนาคต อาจเป็นฐานเหตุผลให้สหรัฐใช้มาตรการตอบโต้เพิ่มเติม
อีกประเด็นสำคัญคือสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ดร.นณริฏ ระบุว่า ในช่วงที่ไทยยังไม่มีรัฐบาลอำนาจเต็ม การเจรจาเชิงรุกอาจชะลอ ขณะที่หลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณยอมรับเงื่อนไขหรือเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงบางส่วนแล้ว ขณะที่ปลายปีนี้ยังมีปัจจัยการเมืองสหรัฐ โดยเฉพาะการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ซึ่งโดยธรรมชาติ ผู้นำสหรัฐมักต้องการผลงานที่จับต้องได้เพื่อสื่อสารกับฐานเสียง หากไทยยังอยู่ในภาพประเทศเกินดุลสูง ทั้งยังถูกจับตาค่าเงิน และยังไม่มีดีลที่ชัดเจน ความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่
ความไม่แน่นอน สั่นคลอนเศรษฐกิจ
ดร.นณริฏ กล่าวว่าสิ่งที่ภาคธุรกิจกังวลมากที่สุดไม่ใช่แค่อัตราภาษี แต่คือความไม่แน่นอนของต้นทุน เพราะการทำธุรกิจคือการคำนวณต้นทุนและผลกำไร หากไม่รู้ว่าต้นทุนภาษีจะเป็นอย่างไร ก็ยากต่อการวางแผน ระบุต่อไปว่า มาตรการภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ไม่ได้ปรับขึ้นในระดับเล็กน้อยเพียง 3–5% แต่บางกรณีสามารถเพิ่มขึ้นในระดับสูงมาก ถึงขั้น 100% หรือหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน
ดังนั้นตราบใดที่สถานการณ์ยังไม่สิ้นสุด และยังไม่มีการประกาศชัดเจนว่าสหรัฐฯพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ ความเสี่ยงที่สินค้าใดสินค้าหนึ่งจะถูกหยิบขึ้นมาตรวจสอบหรือขึ้นภาษียังมีอยู่เสมออย่างไรก็ตาม ดร.นณริฏ ชี้ว่า มาตรการหลายประเภทไม่ใช่อำนาจเบ็ดเสร็จที่ใช้ได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการศึกษาและสอบสวนก่อน ซึ่งในขั้นตอนดังกล่าว ประเทศคู่ค้าจะรับรู้ได้ล่วงหน้าว่ามีการเปิดการไต่สวนในสินค้าใด เมื่อมีการ investigate เราสามารถเข้าไปดูได้ว่าเราทำผิดจริงหรือไม่ เป็นกรณี transshipment จริงหรือไม่ บางส่วนสามารถแก้ไขได้
ทางออกใน 4 ปี
เมื่อถูกถามถึงแนวทางเชิงนโยบาย หากรัฐบาลชุดใหม่มีเวลาบริหาร 3–4 ปีเต็ม ในการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป ดร.นณริฏ เสนอกรอบคิดแบบ “พื้นฐานแต่จำเป็น” 3 แนวทาง
1) กระจายตลาด (Diversification) แต่ต้องยอมรับว่าไม่ง่าย
แนวทางแรกที่มักถูกเสนอคือ ลดสัดส่วนพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ โดยขยายไปยังประเทศที่สาม หากไทยส่งออกไปสหรัฐฯในสัดส่วนสูง เช่น ราว 20% ของมูลค่าส่งออกรวม ก็อาจต้องกระจายความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม โจทย์นี้ไม่ง่าย เพราะหลายประเทศทั่วโลกเผชิญสถานการณ์เดียวกัน และต่างก็ถูกกระทบจากมาตรการภาษีในระดับใกล้เคียงกัน การแข่งขันในตลาดที่สามจึงกลายเป็น “Red Ocean” ที่แข่งขันรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นต้องทำ แต่ไม่ใช่คำตอบที่ง่ายหรือจบในระยะสั้น
2) เสริมกำลังซื้อในประเทศ ลดเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง
การหันกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภายใน โดยเพิ่มกำลังซื้อของคนไทยโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า หากการส่งออกเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ไทยอาจต้องพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ สัดส่วนการบริโภคภาคเอกชนของไทยอยู่ที่ประมาณ 60–70% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงพอสมควรแล้ว
ดังนั้น การเพิ่มการบริโภคให้ขยายตัวอย่างมีคุณภาพ จำเป็นต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะ ความเหลื่อมล้ำ และระดับรายได้ของประชาชน
ถ้าคนมีรายได้มากขึ้น มีความมั่นคงมากขึ้น การบริโภคก็จะมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าไทยเป็นประเทศที่มีปัญหาโครงสร้างและความเหลื่อมล้ำสูง การแก้ไขจึงไม่ง่าย
3) ปรับเป้าการเติบโต สู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น
แนวทางสุดท้ายคือการทบทวน “เป้าการเติบโต” หากโลกเข้าสู่ยุคความไม่แน่นอนสูง การตั้งเป้าเติบโตเร่งตัวอาจไม่สอดคล้องกับบริบทใหม่ ดร.นณริฏ เสนอว่า ไทยอาจต้องยอมรับการเติบโตที่ชะลอลงบ้าง ใช้เศรษฐกิจพอ เพียง โตแบบยั่งยืน ค่อยๆโต ค่อยๆเดินไป แนวคิดนี้ไม่ใช่การหยุดพัฒนา แต่เป็นการเดินอย่างระมัดระวังมากขึ้นในสภาพแวดล้อมที่นโยบายการค้าของมหาอำนาจเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
สุดท้ายดร.นณริฏ กล่าวถึงการรับมือกับปัญหาว่า ทั้งสามแนวทางเป็น common sense แต่โจทย์จริงคือจะทำอย่างไรให้เดินไปพร้อมกันได้ ดังนั้นอาจไม่สามารถเลือกเพียงแนวทางเดียว แต่ต้องเดินควบคู่กันในทุกๆแนวทาง