โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ | 'ทวารวดี' มีจริงที่ศรีเทพ (จ.เพชรบูรณ์)

MATICHON ONLINE

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คำอธิบายดั้งเดิมที่ทางการใช้งานมานานมาก และเป็นที่รับรู้ทั้งในสถานศึกษาและในหมู่ประชาชนทั่วไป ว่ารัฐทวารวดีมีศูนย์กลางอยู่เมืองนครปฐมโบราณ (จ.นครปฐม) ลุ่มน้ำท่าจีน แล้วแผ่อำนาจไปทั่วประเทศไทย

ระบบการศึกษาไทยกีดกันข้อมูลแตกต่างมิให้สังคมไทยรับรู้ ว่าแท้จริงแล้วเอกสารจีนต้นตอเรื่องนี้ไม่มีบอกว่าทวารวดีอยู่นครปฐม

ทวารวดีเป็นเมืองของพระกฤษณะ (อวตารของพระนารายณ์) ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

เมืองนครปฐมโบราณเป็นเมืองทางศาสนาพุทธ

(1.) ไม่มีเทวสถาน มีแต่พุทธสถาน

(2.) ไม่มีประติมากรรมพระกฤษณะ มีแต่พระพุทธรูป

เมืองศรีเทพ (จ.เพชรบูรณ์) กับเมืองละโว้ (จ.ลพบุรี) ลุ่มน้ำป่าสักเดียวกัน เป็นเมืองทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ผสมศาสนาพุทธ และศาสนาผี

(1.) มีเทวสถาน และพุทธสถาน

(2.) มีพระกฤษณะในเมืองศรีเทพมากกว่า 5 องค์ และพระวิษณุ (องค์อวตารเป็นพระกฤษณะ) ในเมืองละโว้

ดังนั้นขอนำข้อมูลแท้จริงทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยาเรื่องรัฐทวารวดีอยู่เพชรบูรณ์-ลพบุรี จากหนังสือ ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก 2568 (ราคาเล่มละ 320 บาท) มาแบ่งปันเผยแพร่โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อตามและมีความเห็นต่างได้ตามสะดวกต่อไปนี้

รัฐเริ่มแรก

หลังรับวัฒนธรรมอินเดีย บริเวณสุวรรณภูมิมีบ้านเมืองใหญ่ระดับรัฐหลายแห่ง ซึ่งได้นามจากบันทึกจีน 2 ฉบับ ได้แก่ บันทึกของพระถังซำจั๋ง (ระหว่าง พ.ศ. 1170-1188) กับ บันทึกของพระอี้จิง (ระหว่าง พ.ศ. 1214-1238) จะสรุปจากเอกสารวิชาการมาปรับปรุงใหม่ให้อ่านง่ายๆ ดังนี้

พระถังซำจั๋ง (เสวียนจั้ง) ภิกษุจีน ออกจาริกแสวงบุญจากจีนไปอินเดียทางบก ตามเส้นทางสายไหม ผ่านเอเชียกลาง ระหว่าง พ.ศ.1170-1188

เขียนบันทึกเล่าการเดินทางคราวนี้ ว่ามีบ้านเมืองชื่อต่างๆ จำนวนหนึ่งที่รู้จากคำบอกเล่าของคนอื่น โดยพระถังซำจั๋งไม่ได้ไปเห็นด้วยตนเอง

มีตอนหนึ่งกล่าวถึงบ้านเมืองตามแนวราบ (เส้นแวง) เดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เรียงตามลำดับไปทางทิศตะวันออก (โดยประมาณ) เริ่มจากอินเดีย (และบังกลาเทศ) ดังนี้

ถัดไปมีชื่อ “ศรีเกษตร” (พม่า),
ถัดไปมีชื่อ “เกียมลังเกีย” (ไทย),
ถัดไปมีชื่อ “โตโลโปตี” (ไทย),
ถัดไปมีชื่อ “อิศานปุระ” (กัมพูชา),
ถัดไปมีชื่อ “จามปา” (เวียดนาม)

บันทึกของพระถังซำจั๋ง มีผู้แปลโดยสรุป ดังนี้

“ทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากนี้ไปตามฝั่งทะเลพ้นภูเขาและหุบเขาไปแล้ว มีแคว้นชิดหลีซาต๋าล้อ (Shili-ch’a-ta-lo) ถัดไปทางตะวันออกเฉียงใต้ตอนปากอ่าวเรียกว่าแคว้นเกียมลังเกีย (Kia-mo-lang-kia) ต่อไปจากนี้ไปทางทิศตะวันออกเรียกว่าแคว้นโตโลโปตี (To-lo-po-ti) ต่อไปทิศตะวันออกคือแคว้นอี้เซี้ยน้าโป้ล้อ (I-shang-na-pu-lo) ต่อจากนั้นไปทางทิศตะวันออกคือแคว้นม่อออเจียมปอ (Mo-ho-chen-po) ซึ่งเรา (ชาวจีน) เรียกว่า หลินยี่ (Lin-yi) ถัดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นแคว้นเย่นโมน่า (Yen-nio-na-cheu)

ในดินแดน 6 แคว้นนี้ การเดินทางลำบากจะต้องผ่านภูเขาและห้วยธาร แม้(พระถังซัมจั๋ง) จะมิได้ไปถึงก็จริง แต่พอทราบขนบธรรมเนียมและขอบเขตอาณาจักร”

พระอี้จิง ภิกษุจีน ออกจาริกแสวงบุญจากจีนไปอินเดียทางทะเล ตามเส้นทางผ่านอุษาคเนย์ ระหว่าง พ.ศ. 1214-1238 เขียนบันทึกเล่าการเดินทางแล้วบอกชื่อบ้านเมืองตามแนวระนาบเดียวกับพระถังซำจั๋ง ไปทางทิศตะวันออก เริ่มจากอินเดีย (และบังกลาเทศ) ดังนี้

ถัดไปมีชื่อ “ศรีเกษตร” (พม่า),
ถัดไปมีชื่อ “ลังเกียฉู่” (ไทย),
ถัดไปมีชื่อ “ตุยโหโปตี้” (ไทย),
ถัดไปมีชื่อ “หลินยี่” (เวียดนาม)

บันทึกของพระอี้จิง มีผู้แปลโดยสรุป ดังนี้

“ดินแดนทางตะวันออกของมหาวิทยาลัยนาลันทา (ใกล้เมืองราชคฤห์) ไกลออกไป 500 โยชน์ เรียกว่าปัจจันตประเทศ ฝ่ายตะวันออก ณ ที่สุด (เขตแดน) ถึงเทือกภูเขาดำใหญ่ ซึ่งอาจเป็นพรมแดนฝ่ายใต้ของตรุฟัน (ทิเบต) กล่าวกันว่า (เทือกเขานี้) อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลจก (เสฉวน) อาจเดินไปถึงภูเขานี้ได้ในเวลาเดือนกว่า

ทางใต้จากนี้ไปมีบ้านเมืองจดทะเล เรียกว่า แคว้นชิดหลีต๋าล้อ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแคว้นนี้เป็นแคว้นลังเกียฉู่ ต่อมาทางตะวันออกคือแคว้นตุยโหโปตี้ ต่อไปทางตะวันออกในที่สุดจะถึงแคว้นหลินยี่ (จามปา) พลเมืองของแว่นแคว้นเหล่านี้ทั้งหมดนับถือพระรัตนตรัยเป็นอย่างดี”

บันทึกจีนทั้งสองฉบับบอกชื่อเมือง (สำเนียงจีน) เรียงลำดับตามแนวราบ (เส้นรุ้ง)

จากทิศตะวันตก บริเวณชมพูทวีป (ปัจจุบันคืออินเดีย-บังกลาเทศ) ไปทิศตะวันออก บริเวณสุวรรณภูมิ (ปัจจุบันคือพม่า, ไทย, กัมพูชา, เวียดนาม) และทิศตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณหมู่เกาะ (ปัจจุบันคืออินโดนีเซีย) ดังนี้

(1.) ถัดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เรียก “ซิหลีซาต้าหลอ”
หมายถึงเมือง “ศรีเกษตร” ในพม่า

(2.) ถัดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เรียก “เกียม้อลังเกีย” หรือ “หลั่งเกียฉู”
หมายถึงเมืองนครปฐมโบราณ ลุ่มน้ำท่าจีน (จ. นครปฐม)

(3.) ถัดไปทางทิศตะวันออก เรียก “โตโลโปตี”
หมายถึงเมือง “ทวารวดี” คือเมืองศรีเทพ (อ. ศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์) และเมืองละโว้ (อ. เมืองฯ จ. ลพบุรี) ลุ่มน้ำป่าสัก

(4.) ถัดไปทางทิศตะวันออก เรียก “อีเซี้ยน้าโป้หลอ”
หมายถึงเมือง “อิศานปุระ” ในกัมพูชา

(5.) ถัดไปทางทิศตะวันออก เรียก “ม่อโหเจนปอ”
หมายถึงเมือง “มหาจามปา” ในเวียดนาม

(6.) ถัดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เรียก “เย็นเนี้ยน่าฉือ”
หมายถึงเกาะชวา ในอินโดนีเซีย

“ทวารวดี” หลักฐานตั้งต้นจากบันทึกจีน ซามูเอล บีล (นักค้นคว้าชาวอังกฤษ) อ่านและศึกษาบันทึกจีนของพระถังซำจั๋ง แล้วเสนอว่าชื่อ “โตโลโปตี” ตรงกับ “ทวารวดี”

พร้อมกันนั้นได้แปลบันทึกพระถังซำจั๋งทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษแล้วระบุตำแหน่งชื่ออื่นๆ ไว้ด้วย แล้วพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก ค.ศ. 1884 (ตรงกับ แผ่นดิน ร.5 พ.ศ. 2427) ในหนังสือ BUDDHIST RECORDS OF THE WESTERN WORLD โดย Samual Beal, Frist Published 1884 Reprinted in India 1995.

บ้านเมืองชื่อต่างๆ ที่พระถังซำจั๋งเขียนบอกเป็นภาษาจีน หลังจากนั้น ซามูเอล บีล ศึกษาแล้วระบุชื่อตามสำเนียงจีน พร้อมถ่ายแปลงเป็นชื่อบาลี-สันสกฤต โดยทำเชิงอรรถระบุที่ตั้งตามแนวสันนิษฐานระนาบเดียวกัน แต่ยังไม่ถือเป็นยุติ

ทวารวดี อยู่เมืองสุพรรณบุรี, เมืองนครปฐม “กรุงทวารวดี” บางทีจะอยู่ที่เมืองสุพรรณบุรี หรือเมืองนครปฐม เป็นความเห็นครั้งแรกของ ยอร์ช เซเดส์ (นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส) เมื่อ พ.ศ. 2472

“อาณาจักรทวารวดี” ถูกเรียกครั้งแรกเป็นอาณาจักร โดย ศ. ยอร์ช เซเดส์ ว่าเป็นอาณาจักรของพวกมอญ (เนื่องจากพบมากจารึกภาษามอญ) แล้วทำลำดับยุคสมัยของประวัติศาสตร์ไทยที่เริ่มต้นตั้งแต่สมัยทวารวดี ไล่เรียงตามลำดับจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นับเป็นแนวคิดมีประสิทธิภาพ แล้วมีอิทธิพลสูงอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์โบราณคดีในไทยตราบจนทุกวันนี้

ไม่มี “อาณาจักร” ทวารวดี

“ทวารวดี” ไม่เป็นอาณาจักร ศาสตราจารย์ O.W. Walter แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐฯ และนักวิชาการนานาชาติร่วมกันคัดค้าน ยอร์ช เซเดส์ ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2522 ว่าความเป็นทวารวดีไม่ใช่อาณาจักรที่มีเมืองหลวงเป็นศูนย์กลางในการปกครอง ซึ่งมีโครงสร้างทางอำนาจเป็นระบบแบบแผนกระชับ

แต่ทวารวดีเป็นการรวมกลุ่มเครือญาติและเครือข่ายของรัฐอย่างหลวมๆ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ทางการแต่งงานกินดองกัน ระหว่างกษัตริย์กับราชวงศ์ของแต่ละนครรัฐ ทำให้ความเป็นศูนย์กลางไปอยู่ที่กษัตริย์ของนครที่มากด้วยพระบารมี

“คำว่าอาณาจักร (kingdom) ก็ดี หรือจักรวรรดิ (empire) ก็ดี เป็นคำเรียกที่เหมาะสมกับบ้านเมืองขนาดใหญ่ เช่น อินเดียและจีน”

[ศรีศักร วัลลิโภดม เล่าไว้ในบทความเรื่อง “สหพันธรัฐทวารวดี” เมืองโบราณ ปีที่ 41 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม) พ.ศ. 2558 หน้า 30-31]

เมื่อไม่มีอาณาจักรทวารวดี ไม่มีอำนาจรวมศูนย์ ฉะนั้น สมัยทวารวดีก็ไม่มี ตลอดจนลำดับยุคสมัยของประวัติศาสตร์ไทยก็ไม่จริง

ข้อมูล “ทวารวดี” คลาดเคลื่อน

ทวารวดีตั้งอยู่ระหว่าง “เกียม้อลังเกีย” (“ลังเกียฉู่”, “หลั่งยะสิว”) กับ “อีเซี้ยน้าโป้หลอ” (คืออิศานปุระในกัมพูชา)

“เกียม้อลังเกีย” (“ลังเกียฉู่”, “หลั่งยะสิว”) มีในบันทึกจีน ซึ่งเป็น “หลักฐานตั้งต้น” แต่ถูกทำให้สูญหาย ซึ่งส่งผลสร้างความเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของ “โตโลโปตี” คือทวารวดี ว่ามีศูนย์กลางอยู่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มน้ำท่าจีน) ดังนี้

[1.] “นักพรตจีนชื่อเหี้ยนจัง (Hiuan Tsang) หรือพระถังซำจั๋งซึ่งเดินทางไปสืบพระพุทธศาสนายังประเทศอินเดียเมื่อราวปลายพุทธศตวรรษที่ 12 ได้จดไว้ในรายงานการเดินทางของท่าน ว่า ทางทิศตะวันตกของอิศานปุระ คือประเทศกัมพูชาปัจจุบัน และทิศตะวันออกของศรีเกษตร คือประเทศพม่านั้น มีอาณาจักรอยู่อาณาจักรหนึ่งชื่อ โถโลโปตี้ (To-lo-po-ti) นักปราชญ์ทางโบราณคดีสันนิษฐานกันว่าชื่อนี้คงจะตรงกับคำว่า ทวารวดี”

[จากหนังสือ ศิลปะในประเทศไทย ของ ศาสตราจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2506) มหาวิทยาลัยศิลปากร พิมพ์ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2550 หน้า 30]

[2.] “นายแซมมวล บีล เป็นนักวิชาการท่านแรกที่ได้เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับรัฐหรืออาณาจักรทวารวดี โดยสอบค้นจากบันทึกของภิกษุจีนเหี้ยนจังหรือซวนซัง (Hsuan Tsang) และอี้จิง (I-Tsing) ซึ่งบันทึกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 ว่า มีอาณาจักรโตโลโปตีหรือตว้อหลอปอตี่ (To-lo-po-ti) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของศรีเกษตร (ประเทศพม่า) และทางทิศตะวันตกของอิศานปุระ (ประเทศกัมพูชา)”

[จากหนังสือ ทวารวดี การศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี (Dvaravati A critical study based on archaeological evidence) โดย รศ. ดร. ผาสุข อินทราวุธ (ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2542 หน้า 4]

[3.] “ทวารวดี เป็นชื่อที่นักประวัติศาสตร์ชาวต่างประเทศ เริ่มใช้เป็นครั้งแรกเพื่อเรียกชุมชนโบราณที่ตั้งอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยสอบค้นจากจดหมายเหตุการเดินทางของชาวจีนที่บันทึกไว้ว่า มีอาณาจักรชื่อตว้อหลอปอตี่ ตั้งอยู่ระหว่างศรีเกษตร (ประเทศเมียนมา) และอีสานปุระ (ประเทศกัมพูชา) และนำมาเทียบเคียงกับคำว่า ทวารวดี ซึ่งใช้เป็นสร้อยนามของชื่อเมืองหลวงของไทย”

[จากหนังสือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ของ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2564 หน้า 38]

“ทวารวดี” พบทั่วไป ไทย-กัมพูชา คำว่า “ทวารวดี” พบทั้งไทย (ภาคกลาง, ภาคอีสาน) และกัมพูชา ดังนี้

(1.) เหรียญเงิน พบที่ จ. นครปฐม, เมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี, บ้านคูเมือง อ. อินทร์บุรี จ. สิงห์บุรี, และที่อื่นๆ

เหรียญเงินทวารวดีที่นครปฐม มีจารึกข้อความ “ศฺรีทฺวารวตี ศฺวรปุณฺยะ” แปลว่า “บุญของผู้เป็นเจ้าแห่ง(ศรี)ทวารวดี” ชาวบ้านพบเมื่อ พ.ศ. 2486 ในโถจมอยู่ซากเจดีย์ร้าง ไม่ได้พบจากการขุดค้นของนักโบราณคดีกรมศิลปากร (ตามที่อ้างกันมานานมาก)

และเป็นเหรียญในพิธีกรรมซึ่งพบทั่วไปหลายแห่งทั้งในไทยและเพื่อนบ้าน ไม่ใช่เงินตรา และไม่ได้พบแห่งเดียวที่นครปฐม (ตามที่อ้างกัน) แต่พบอีกหลายแห่ง

[ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงนิพนธ์บอกความจริงไว้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ ถึง พ.ศ. 2000 (ฉบับพิมพ์โดยสมาคมประวัติศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อ พ.ศ. 2535 หน้า 25-26)]

(2.) จารึกวัดจันทึก อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา

(3.) จารึกทวารกได (Thvar Kdei ทวารกดี) กัมพูชา“ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ท่านได้ตอบชี้แจงมาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2504 ว่า คำ ทวารกได หรือ ทวารกดี เป็นคำเพี้ยนจากทวารวดี และท่านเข้าใจว่าเมืองทวารวดีในจารึกหลักนี้ หมายถึงท้องที่แห่งหนึ่งในประเทศกัมพูชา มิได้หมายถึงอาณาจักรทวารวดี บนผืนแผ่นดินไทย”

[จากหนังสือ สมุดนำชมโบราณวัตถุสถานสมัยทวารวดี ตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี กรมศิลปากร พิมพ์เป็นบรรณาการฯ 13 สิงหาคม 2504 เชิงอรรถ หน้า 82]

(4.) จารึก Prah Non กัมพูชา

[จากบทความเรื่อง “ศรีทวารวดี” ของ ชะเอม แก้วคล้าย นิตยสาร ศิลปากร ปีที่ 34 ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2534) หน้า 58-68]

“ทวารวดี” เป็นนามศักดิ์สิทธิ์ พบในชื่อทางการของอยุธยา, ธนบุรี, รัตนโกสินทร์

อยุธยา มีชื่อทางการพบในเอกสาร ว่า “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา”

ธนบุรี ใช้นามเดิม ของอยุธยา ว่า “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา”

รัตนโกสินทร์ สมัย ร.1 มีนามทางการว่า “กรุงเทพมหานคร บวรทวารวดี —”

1. “ทวารวดี” เป็นนามนครหลวงของพระกฤษณะ (ซึ่งเป็นนารายณ์อวตาร) ได้รับยกย่องจากชาวชมพูทวีปว่าเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ พบในคัมภีร์โบราณตำนานวีรบุรุษอินเดีย และต่อมาแพร่หลายเข้าถึงสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ราวเรือน พ.ศ. 1000 หรือราว 1,500 ปีมาแล้ว

2. บรรดาเจ้านายและผู้นำท้องถิ่นยุคต้นประวัติศาสตร์ทั้งในไทยและกัมพูชา (อาจมีที่อื่นอีกซึ่งอยู่พื้นที่โดยรอบแต่ยังไม่พบหลักฐาน) นับถือคติที่ยกย่องพระกฤษณะเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์ ต่างขอความคุ้มครองเพื่อความอุดมสมบูรณ์ในการค้าทางไกล และศาสนา-การเมือง ด้วยพิธีกรรมขนานนามบ้านเมืองของตนตามเทพนคร หรือนครพระกฤษณ์ ว่า “ทวารวดี” [เช่น “ละโว้” เป็นชื่อท้องถิ่นรู้กันทั่วไปและมีในจารึก แต่ขนานนามศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมว่า “ทวารวดี” พบในเอกสารจีนว่า “โตโลโปตี”]

คำว่า “ทวารวดี” จึงพบทั่วไปในลักษณะพิธีกรรม ได้แก่ บนเหรียญเงิน (ซึ่งพบหลายแห่ง) และบนศิลาจารึกทั้งในไทยและในกัมพูชา

“ทวารวดี” มีทั่วไปในดินแดนต่างๆ เพราะเป็นนามศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรม ไม่ใช่นามจริงของเมืองนั้นๆ

“อาณาจักรทวารวดี” ไม่มีจริง ในตำราเก่าที่รับแนวคิดแบบอาณานิคมบอกว่ามีศูนย์กลางแห่งเดียวอยู่เมืองนครปฐมโบราณ แล้วแผ่อำนาจการเมืองออกไปกว้างขวางเกือบทั่วประเทศไทย (โดยดูจากรูปแบบศิลปกรรมที่คล้ายคลึงกัน) จึงไม่สอดคล้องกับหลักฐานต่างๆ รอบด้าน ซึ่งเท่ากับไม่น่าเชื่อ และไม่มีจริงเรื่องอาณาจักร

ประวัติศาสตร์โบราณคดีตามแนวคิดแบบอาณานิคมได้รับการพิสูจน์แล้วหลายเรื่องว่าวิปลาสคลาดเคลื่อนจากความจริงตามหลักฐาน เช่น เชื้อชาติ, อาณาจักร เป็นต้น

“ทวารวดี” ชื่อเมืองศักดิ์สิทธิ์ของพระกฤษณะ พบทั่วไปในอุษาคเนย์ ไม่เป็นหลักฐานของเมืองใดเมืองหนึ่งตามที่นักโบราณคดีไทย (ปัจจุบัน) กำหนดจากอคติ (ภาพ) เหรียญเงินมีจารึก “ศฺรีทฺวารวตี ศฺวรปุณฺย” (การบุณย์แห่งพระเจ้าศรีทวารวดี) พบที่คอกช้างดิน นอกเมืองอู่ทอง อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี

ศาสนาทวารวดี ผี-พราหมณ์-พุทธ บ้านเมืองในวัฒนธรรมทวารวดี นับถือปนกันทั้งศาสนาผี, ศาสนาพราหมณ์, ศาสนาพุทธ

กษัตริย์และคนชั้นปกครองนับถือศาสนาพราหมณ์ปนศาสนาผี แล้วยกย่องพระนารายณ์ หรือพระกฤษณะ(ซึ่งเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์) โดยเฉพาะพระกฤษณะ พบภาพสลักบนทับหลังปราสาทหลายแห่งทางลุ่มน้ำมูล แต่บางรัฐกษัตริย์และชนชั้นปกครองนับถือศาสนาพุทธปนศาสนาผี

ประชากรทวารวดี ประกอบด้วยชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ ได้แก่ มอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ม้ง-เมี่ยน, ไท-ไต เป็นต้น

“ยังไม่อาจกล่าวได้ว่า ประชากรของเมืองทวารวดีเป็นเช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์มอญปัจจุบัน” (จากหนังสือ ทวารวดี : ต้นประวัติศาสตร์ไทย ของ ดร. ธิดา สาระยา สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งแรก 2545 หน้า 24-27)

จารึกอักษรมอญ ภาษามอญ เป็นอักษรและภาษาศักดิ์สิทธิ์ของคนชั้นนำบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาและที่อื่นๆ ใช้สื่อสารกับผีและเทวดา ไม่สื่อสารกับมนุษย์

คนทั่วไปเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก นับถือศาสนาผี กินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก พร้อมกับข้าวประเภท “เน่าแล้วอร่อย” เช่น ปลาแดก, ปลาร้า, น้ำปลา, กะปิ ฯลฯ

ประชากรทวารวดีร้อยพ่อพันแม่ ไม่ได้หายไปไหน และไม่ได้ถอยร่นขึ้นไปตั้งหลักแหล่งบนภูเขาเป็น “ชาวบน” แต่ทยอยอยู่ใต้อำนาจของภาษาและวัฒนธรรมไท-ไต แล้วกลายตนเป็นคนไทย ในรัฐอยุธยา, รัฐสุโขทัย ฯลฯ

รัฐทวารวดี ศรีเทพ-ละโว้ ทวารวดีตามเอกสารจีน เป็นรัฐเริ่มแรกแห่งหนึ่งในไทย มีพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำป่าสัก ตั้งแต่เมืองศรีเทพ (จ. เพชรบูรณ์) ถึง เมืองละโว้ (จ. ลพบุรี)

เมืองศรีเทพ ลุ่มน้ำป่าสัก (อ. ศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์) ดั้งเดิมเป็นชุมชนเกษตรกรรมเริ่มแรกมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว

จากนั้นเติบโตมั่งคั่งเป็นเมืองใหญ่จากการค้าโลหะสำคัญคือทองแดงและเหล็ก ซึ่งมีแหล่งอยู่บริเวณลุ่มน้ำป่าสัก-บางขาม-ลพบุรี ครั้นหลังรับวัฒนธรรมอินเดีย มีชื่อในพิธีกรรมว่า “ทวารวดี” ตามนามศักดิ์สิทธิ์ราชธานีของพระกฤษณะ

“ศรีเทพ” เป็นชื่อสมัยหลังสืบมาจนปัจจุบัน ตรงกับชื่อสมัยอยุธยาตอนต้น จากพระอัยการตำแหน่งนาพลเรือนว่า “หมอศรีเทพ” สังกัดกรมหมอช้าง และพบในตำนานพงศาวดารแผ่นดินพระไชยราชาว่า “พันบุตรศรีเทพ” เชื้อวงศ์เจ้านายละโว้

ทวารวดีเมืองศรีเทพ กับเมืองละโว้ สืบเนื่องถึงอยุธยาซึ่งเป็นบรรพชนคนไทย

เมืองละโว้ ลุ่มน้ำป่าสัก-บางขาม-ลพบุรี (อ. เมืองฯ จ. ลพบุรี) ดั้งเดิมเป็นชุมชนเกษตรกรรมเริ่มแรกมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว

จากนั้นเติบโตมั่งคั่งเป็นเมืองใหญ่จากการค้าโลหะสำคัญคือทองแดงและเหล็ก ซึ่งมีแหล่งอยู่บริเวณลุ่มน้ำป่าสัก-บางขาม-ลพบุรี ครั้นหลังรับวัฒนธรรมอินเดีย มีชื่อในพิธีกรรมว่า “ทวารวดี” ตามนามศักดิ์สิทธิ์ราชธานีของพระกฤษณะ หรือ “วาสุเทพ” (พบชื่อในจารึกเมืองละโว้)

“ละโว้” เป็นชื่อในภาษาท้องถิ่นตระกูลมอญ-เขมร แปลว่าภูเขา (จิตร ภูมิศักดิ์ พ.ศ. 2519) และพบในจารึกที่เมืองอู่ทอง (จ. สุพรรณบุรี)

เมืองละโว้ (ถูกเรียกว่า “ขอม”) กับเมืองสุพรรณภูมิ (ถูกเรียกว่า “เสียน” หรือ “สยาม”) ร่วมกันสถาปนาเมืองอโยธยา (เมืองเก่าของอยุธยา)

ทวารวดีเมืองละโว้ กับเมืองศรีเทพ สืบเนื่องถึงอโยธยา-อยุธยาซึ่งเป็นบรรพชนคนไทย

ทวารวดี ศรีเทพ-ละโว้ มีเครือข่ายถึงลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล คือ เมืองเวียงจันท์ (ลาว), เมืองเสมา (ศรีจนาศะ ที่นครราชสีมา) และถึงลุ่มน้ำท่าจีน คือ เมืองอู่ทอง (สุพรรณบุรี), เมืองกำแพงแสน-เมืองนครปฐมโบราณ (นครปฐม), เมืองคูบัว (ราชบุรี), เมืองเขาย้อย(เพชรบุรี), เมืองยะรัง (ปัตตานี) ฯลฯ

ทวารวดี (ภาษาสันสกฤต) แปลว่าบริเวณที่ล้อมรอบด้วยประตู ซึ่งหมายถึงมีความ มั่งคั่งยั่งยืนด้วยการไปมาค้าขาย อันเป็นนามศักดิ์สิทธิ์เรียกราชธานีของพระกฤษณะ (ที่คาดกันว่าล่มจมลงในมหาสมุทรเมื่อนานมาแล้ว) ดังนั้น ชื่อ “ทวารวดี” เป็นนามศักดิ์สิทธิ์ตามอุดมคติของรัฐต่างๆ ในอุษาคเนย์ใช้เป็นนามบ้านเมืองของตนในพิธีกรรม (ซึ่งไม่ใช่ชื่อที่เรียกขานรู้กันทั่วไปในหมู่ประชาชน)

เมืองศรีเทพพบประติมากรรมรูปพระกฤษณะที่แสดงความเป็นทวารวดี

พระกฤษณะ รูปสลักหินลอยตัวชูพระกรซ้ายแสดงปางกฤษณะโควรรธนะ หรือพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ (ฝีมือช่างราวเรือน พ.ศ. 1000 พบที่เมืองศรีเทพ อ. ศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์) ตามเรื่องเล่าดังนี้

“พระกฤษณะผ่านไปทางภูเขาโควรรธนะ พบคนเลี้ยงวัวกำลังทำพิธีบูชายัญวัวถวายพระอินทร์ เมื่อเห็นดังนั้นพระกฤษณะจึงห้ามไว้ แล้วชักจูงคนเลี้ยงวัวเหล่านั้นหันมาบูชาภูเขาโควรรธนะดีกว่า ซึ่งเป็นแหล่งให้หญ้า ให้น้ำ ให้ความอุดมสมบูรณ์กับฝูงวัวและคนเลี้ยงวัว

พระอินทร์รู้ก็พิโรธ แล้วบันดาลความเดือดร้อนเป็นพายุฝนห่าใหญ่ตกต่อเนื่องไม่หยุด

พระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะขึ้นบังฝนห่าใหญ่ให้ฝูงวัวกับคนเลี้ยงวัวทั้งหลายนาน 7 วัน 7 คืน

จนพระอินทร์ต้องยอมแพ้ แล้วยอมให้คนเลี้ยงวัวหันไปนับถือภูเขาโควรรธนะตามคำ ชี้ชวนของพระกฤษณะ”

สนับสนุน ทวารวดี ศรีเทพ-ละโว้ โดยนักปราชญ์, นักค้นคว้า, นักวิชาการ ทั้งไทยและนานาชาติ เชื่อว่ารัฐทวารวดีในเอกสารจีนอยู่เมืองศรีเทพ-เมืองละโว้ ซึ่งพบรายนามเท่าที่ตรวจสอบได้มีดังนี้

(1.) พันตรี ลูเนต์ เดอ ลาจองกีเยร์ (นักค้นคว้าชาวฝรั่งเศส) เมื่อ พ.ศ. 2452 (แผ่นดิน ร.5) ว่าโตโลโปตี หรือทวารวดีตั้งอยู่ จ. ลพบุรี

(ในหนังสือ ประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ถึง พ.ศ. 2000 ของ ศ. หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล สมาคมประวัติศาสตร์ฯ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2535 หน้า 21)

(2.) นายมานิต วัลลิโภดม (นักปราชญ์สามัญชน อดีตข้าราชการกรมศิลปากร) แสดงหลักฐานโบราณคดีว่าโตโลโปตีหรือทวารวดีอยู่เมืองละโว้ จ. ลพบุรี

[พิมพ์ใน (1.) แถลงงานประวัติศาสตร์เอกสารโบราณคดี (ปอบ.) ของคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย สำนักนายกรัฐมนตรี มกราคม พ.ศ. 2515 และ (2.) ศิลปากร นิตยสารของกรมศิลปากร กรกฎาคม พ.ศ. 2515]

(3.) นักวิชาการชาวญี่ปุ่นเชี่ยวชาญเอกสารจีนและเคยสำรวจหลักฐานโบราณคดีลุ่มน้ำโขงและอีสาน สรุปว่าทวารวดีมีพื้นที่อยู่ทางฟากตะวันออกแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก (พร้อมแสดงแผนที่)

[บทความเรื่อง Wen Dan and Its Neighbors :The Central Mekong Valley in the Seventh and Eighth Centuries โดย Tatsuo Hoshino ในหนังสือ Breaking New Ground in Lao History. Silkworm Books 2002 (พ.ศ. 2545)]

(4.) โคล้ด ฌาคส์ (Claude Jacques ผู้เชี่ยวชาญอ่านจารึกเขมร) ว่าทวารวดีอยู่เมืองศรีเทพ เพราะพบเทวรูปพระกฤษณะและพระวิษณุ เสนอไว้เมื่อ พ.ศ. 2552 (2009)

(5.) นายพิเศษ เจียจันทร์พงษ์ (ข้าราชการบำนาญ นักวิชาการกรมศิลปากร) แสดงหลักฐานโบราณคดีและพงศาวดารตำนานว่านครพระกฤษณ์ (จารึกวัดศรีชุมสุโขทัย) คือ ทวารวดี อยู่เมืองละโว้ จ. ลพบุรี

(พิมพ์ใน ศิลปากร นิตยสารของกรมศิลปากร ฉบับมกราคม-กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 หน้า 49-55)

  • 6. นายพิริยะ ไกรฤกษ์ (อดีตอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) แสดงหลักฐานโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะว่าทวารวดีอยู่เมืองศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์

(ในหนังสือ ศรีเทพ ทวารวดี ราชธานีแห่งแรกของสยาม โดย พิริยะ ไกรฤกษ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2564)

อำนาจรวมศูนย์ ของทวารวดี มีดังนี้

(1.) ทวารวดีคือเมืองของพระกฤษณะอันเกิดจากอวตารของพระวิษณุ (หรือพระนารายณ์) ซึ่งเป็นมหาเทพบนสวรรค์ ตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในอินเดีย แล้วแผ่ถึงอุษาคเนย์และไทย

(2.) เป็นต้นตอของความคิดเรื่องคนไม่เท่ากัน และการปกครองแบบอำนาจรวมศูนย์อยู่ที่พระกฤษณะ (อวตารของมหาเทพวิษณุ)

(3.) ชนชั้นนำพื้นเมืองท้องถิ่นสมัยแรกๆ รับความเชื่อ “ราชา” จากอินเดียเรื่องคนไม่เท่ากันเพื่อสร้างอำนาจรวมศูนย์ให้ตนเองเหนือคนอื่น

(4.) ทั้งนี้โดยยกย่องทวารวดีเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ในอุดมคติ (หรือ “นคราธิษฐาน”) หล่อหลอมกล่อมเกลาทุกคนให้เชื่อตามนั้น โดยผ่านพิธีกรรม, ศิลปกรรม, สถาปัตยกรรม, นาฏกรรม, วรรณกรรม ฯลฯ

(5.) พราหมณ์นักบวชและพระสงฆ์ เผยแผ่ความเชื่อเรื่องคนไม่เท่ากัน และบุญบารมีของพระราชาผู้ถืออำนาจรวมศูนย์

ศาสนา-การเมือง, สังคม-วัฒนธรรม เพราะศาสนารับใช้การเมืองตั้งแต่แรกมีศาสนา

พราหมณ์ (นักบวช) ทำหน้าที่สรรเสริญหัวหน้าเผ่าพันธุ์เป็น “ราชา” หรือ “กษัตริย์” ที่สืบวงศ์จาก “เทวราช” (เยี่ยงพระวิษณุ, พระอีศวร)

พระสงฆ์ ทำหน้าที่สรรเสริญหัวหน้าเผ่าพันธุ์เป็น “ราชา” และ “จักรพรรดิราช” (เยี่ยงพระอินทร์) เทียบอโศกเป็น “ธรรมโศกราช”

การเมืองรวมศูนย์ ดังนี้

(1.) ทวารวดีเติบโตจากการค้าระยะไกลสุวรรณภูมิ (ก่อนศาสนาแผ่ไปถึง) ดั้งเดิมมีหัวหน้าเผ่าพันธุ์เป็นเจ้าแม่ หรือเจ้าพ่อ ปกครองลูกน้อง

(2.) กษัตริย์รับจากอินเดียพัฒนาเป็น “เทวราช” เสมือนเทพมีอำนาจรวมศูนย์ ปกครองบริวารเหมือนเจ้าแม่/เจ้าพ่อกับลูกน้อง หรือบ้านพี่เมืองน้อง เป็นเครือข่ายเครือญาติระบบอุปถัมภ์

ประชากร ชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ได้แก่ มอญ, เขมร, ชวา, มลายู-จาม, จีน, อินเดีย, อาหรับ, อิหร่าน (เปอร์เซีย), ไท-ไต เป็นต้น

ชนชั้น มี 2 ช่วงเวลา คือ ก่อนรับอินเดีย และ หลังรับอินเดีย

ก่อนรับอินเดีย (1.) หัวหน้าเผ่าพันธุ์ เป็นหมอมด หรือหมอผี เพศหญิง (2.) ชาวบ้าน ทำนาทำไร่

หลังรับอินเดีย (1.) ชนชั้นปกครอง เพศชาย ถูกเรียกเป็นราชา, กษัตริย์ (2.) ชนชั้นถูกปกครอง ถูกเรียกเป็นบ่าวไพร่, ข้าทาส (3.) ชนชั้นพิเศษ ได้แก่ นักบวช (พระสงฆ์, พราหมณ์)

พระกฤษณะ เทวดาของประชาชน

เรื่องราวของพระกฤษณะเจ้าเมืองทวารวดี มีผู้เรียบเรียงอย่างย่อไว้แล้ว จะคัดมาดังต่อไปนี้

“กษัตริย์เกิดในสกุลยาทพเป็นโอรสพระวสุเทพแห่งนครมถุราและนางเทวกี ก่อนที่จะมีกำเนิดโหรทำนายว่าจะมีผู้วิเศษมาเกิดในครรภ์นางเทวกีผู้เป็นหลานลุงของท้าวกงส์ แล้วจะฆ่าท้าวกงส์เสีย ท้าวกงส์จึงให้จับพระวสุเทพกับนางเทวกีขังไว้ และเมื่อมีลูกก็จับทารกฆ่าเสียทุกครั้ง แต่ทำเช่นนี้ได้หกครั้ง

ครั้นเมื่อนางเทวกีทรงครรภ์ครั้งที่เจ็ด เทวดาจึงย้ายกุมารไปเข้าครรภ์นางโรหิณีผู้เป็นมเหสีซ้ายของพระวสุเทพจึงไปคลอดจากครรภ์นางโรหิณี กุมารนี้มีนามว่าพระพลราม หรือพลเทพ นางเทวกีทรงครรภ์อีกเป็นครั้งที่แปดจึงประสูติพระกฤษณะ ผู้มีสีพระกายดำ ครั้นแล้วพระวสุเทพก็พาพระกฤษณะกุมารไปฝากไว้กับนายโคบาลชื่อนันทะ และภริยาชื่อยโศทา เมื่อพระกฤษณะเจริญวัยขึ้นก็ชอบเที่ยวเล่นอยู่กับพวกโคบาล และได้นางราธาผู้เป็นนางโคปีเป็นชายา

ในระหว่างอยู่กับพวกโคบาล พระกฤษณะได้สำแดงอิทธิปาฏิหาริย์มากมายมีเรื่องเล่าอย่างยืดยาว ในที่สุดพระกฤษณะก็ไปยังนครมถุรา และฆ่าท้าวกงส์ตาย ภายหลังพระกฤษณะอพยพพวกยาทพกษัตริย์ไปสร้างเมืองใหม่ที่ริมฝั่งทะลในแคว้นคุชราษฎร์ ให้ชื่อว่าทวารกา

เมื่อไปอยู่นครทวารกาแล้ว พระกฤษณะได้กระทำการรบพุ่งอีกหลายครั้ง ครั้งหนึ่งพระอนิรุทธ์ผู้เป็นนัดดาไปลอบรักกับนางอุษาเป็นบุตรีพระยาพาณ พระยาพาณจับพระ อนิรุทธ์มัดไว้ยอดปราสาท พระกฤษณะจึงไปช่วยแก้หลานและปราบพระยาพาณต้องยอมแพ้

พระกฤษณะเป็นมิตรชอบพอกับพวกกษัตริย์ปาณฑพ เพราะนางกุนตีเป็นน้องสาวพระวสุเทพบิดาพระกฤษณะ เพราะฉะนั้นกษัตริย์ปาณฑพจึงเป็นลูกของอาพระกฤษณะเมื่อพวกปาณฑพกับพวกเการพเกิดรบกัน พระกฤษณะไม่ยอมเข้าข้างฝ่ายใด แต่ได้ไปเป็นสารถีของพระอรชุนในสนามรบ พระกฤษณะได้ให้อนุศาสน์พระอรชุน (พวกปาณฑพองค์หนึ่ง) ในธรรมะต่างๆ ซึ่งรวบรวมเป็นเรื่องเรียกว่าภควัทคีตา อันเป็นคัมภีร์ลือชื่อคัมภีร์หนึ่ง ภายหลังพวกกษัตริย์ยาทพวิวาทกัน พระกฤษณะพยายามระงับเหตุไม่สำเร็จ จึงหนีไปอยู่เสียในป่า แล้วถูกนายพรานยิงตาย ต่อนั้นไปอีก 7 วนั เมืองทวารกาก็จมทะเลสูญไป (ดูเรื่องในอภิธานสังเขปท้ายพระราชนิพนธ์เรื่องศกุนตลา)

พระกฤษณะเป็นเทพที่ประชาชนชาวฮินดูนับถือมาก และกล่าวว่าเป็นพระวิษณุนารายณ์อวตารปางที่ 8 ในเรื่องอุณรุทเรียกพระกฤษณะว่าพระบรมจักรกฤษณ์ในลัทธิศาสนาฮินดู นิกายภาควัต ถือว่าพระกฤษณะ เป็นศาสดา”

[จากหนังสือ “สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1” อ้างในหนังสือ ภารตวิทยา ของ กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย สำนักพิมพ์ศยาม พิมพ์ครั้งที่ห้า พ.ศ. 2547หน้า 417-419]

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ | ‘ทวารวดี’ มีจริงที่ศรีเทพ (จ.เพชรบูรณ์)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...