โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มติกนง. 4 ต่อ 2 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาที่ 1 % ต่อปี ผ่อนคลายรับเศรษฐกิจระยะข้างหน้า แต่ Policy Space เหลือจำกัด

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 ต่อปี

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ว่า คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 ต่อปี

แถลงการณ์ระบุว่า เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว

กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.25 เป็น ร้อยละ 1.00 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 โดยเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง รวมทั้งขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัดภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงสะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกสินค้า ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

โดยแม้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสำคัญและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจลดลงกว่าในอดีต ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2568 ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม และถูกกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้จากช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เป็นช่วงครึ่งหลังของปี อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากที่ประเมินไว้เช่นกันและทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับลดลงบ้างแต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด

อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่และลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านของนโยบายการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย โดยการแข็งค่าของเงินบาทซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออกโดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงและอัตรากำไรต่ำ คณะกรรมการฯ กังวลต่อเงินบาทที่มีสัญญาณแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงเห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินประสิทธิผลและความเพียงพอของมาตรการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำและธุรกรรมทางการเงินอื่นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า อีกทั้งสนับสนุนให้เงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะปานกลาง ในขณะเดียวกัน ควรติดตามนัยของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง และให้ความสำคัญกับขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด

ดอกเบี้ยผ่อนคลายเพียงพอกับเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

ในการแถลงข่าวดร.ดอนกล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจที่คณะกรรมการประเมินในรอบนี้สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีกว่าที่คาดไว้ในปีก่อน และแนวโน้มในระยะข้างหน้ายังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตโดยรวมยังต่ำกว่าระดับศักยภาพของประเทศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม

จากข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่และเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการ ซึ่งกนง. ให้ความสำคัญ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อาจยังไม่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงในระดับจุลภาคอย่างครบถ้วน กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ช่วยบรรเทาภาระหนี้ และมีบทบาทสำคัญในการยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่เริ่มมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

“กรรมการทุกท่านก็เห็นว่าดอกเบี้ยที่ปรับลดลงเป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอแล้วสอดคล้องกับการประเมินเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ทั้งนี้เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ําในปัจจุบันจําเป็นต้องอาศัยการผสมผสานนโยบายจากหลายด้าน โดยเฉพาะในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจ” ดร.ดอนกล่าว

ดร.ดอนกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมาออกมาดีกว่าที่ประเมินไว้ และมีแรงหนุนจากภาคอิเล็กทรอนิกส์และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังเป็นลักษณะ “K-shape” ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ฟื้นตัวได้ดีกว่า ขณะที่ SME ยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิดอย่างมีนัยสำคัญ รายได้แรงงานบางภาคชะลอลง สะท้อนเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพระยะยาว

เงินเฟ้อเข้ากรอบเป้าหมายครึ่งหลังของปี

ส่วนอัตราเงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการดูแลค่าครองชีพ แม้เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย แต่เริ่มปรับลดลง จึงต้องติดตามใกล้ชิด

“ตอนนี้เราก็ยังมองเงินเฟ้อเข้ากรอบเป้าหมายอยู่ในปี 2570 แต่ช้ากว่าที่ประเมินไว้เดิม รอบที่แล้วคาดว่าจะเข้ากรอบในครึ่งแรกของปี มารอบนี้เราประเมินไว้ว่ามันจะเลื่อนไปในครึ่งหลังของปี” ดร.ดอนกล่าว

ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่คุณภาพสินเชื่อของ SME มีสัญญาณเปราะบางมากขึ้น แม้ภาพรวม NPL ยังทรงตัว

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง กดดันผู้ส่งออกโดยเฉพาะ SME และกระทบมาร์จิ้นเมื่อแปลงรายได้กลับเป็นเงินบาท “กนง. ย้ำให้ติดตาม “การส่งผ่าน” ดอกเบี้ยนโยบายไปยังต้นทุนทางการเงินของระบบธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิด เพราะหากส่งผ่านไม่เต็มที่ ผลของการผ่อนคลายจะจำกัด”

Policy space เหลือจำกัด 0.5% ชั่งน้ำหนักเสถียรภาพการเงิน

ดร.ดอนกล่าวว่า คณะกรรมการทุกราย ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ ต่างให้ความสำคัญกับประเด็น เสถียรภาพระบบการเงิน (Financial Stability) และ ขีดความสามารถเชิงนโยบายที่เหลืออยู่ (Policy Space) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่อย่างจำกัดอย่างมาก

ดร.ดอนกล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1% ซึ่งเข้าใกล้ระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ที่ 0.5% ในช่วงการระบาดของโควิด-19 สะท้อนว่าพื้นที่ในการใช้นโยบายการเงินเพิ่มเติมมีจำกัด

คณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะประเด็นมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ และยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายในระยะข้างหน้า ดัชนีความไม่แน่นอน (Uncertainty Index) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงเห็นว่าจำเป็นต้อง “กันพื้นที่นโยบาย” ไว้ระดับหนึ่ง แต่มีความเห็นแตกต่างกันในรายละเอียดว่า ควรสงวนพื้นที่ไว้ 0.50% หรือ 0.75% โดยเสียงข้างมาก 4 รายเห็นว่า การลดดอกเบี้ยลงมาเหลือ 1% ถือว่าเพียงพอภายใต้การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจปัจจุบัน

เมื่อเปรียบเทียบในระดับนานาชาติ อัตราดอกเบี้ยที่ 1% ทำให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีดอกเบี้ยต่ำมาก โดยอยู่ในลำดับต่ำสุดเป็นอันดับ 3 เมื่อเทียบทั้งประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) และประเทศพัฒนาแล้ว (DM) ต่ำกว่าหลายประเทศ รวมถึงสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นมีแนวโน้มเข้าสู่ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งอาจทำให้อันดับดังกล่าวเปลี่ยนแปลงในอนาคต หากไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับนี้

คณะกรรมการจึงเห็นตรงกันว่า 1% เป็นระดับที่ต่ำมากแล้ว แต่การปรับลดลงสู่ระดับดังกล่าวมีเหตุผลรองรับ ทั้งเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและบริหารความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ

อีกประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือ คือ ผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อผู้ออม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งพึ่งพารายได้จากดอกเบี้ยเงินออมมากขึ้นตามวัย คณะกรรมการแสดงความกังวลต่อแรงจูงใจที่ทำให้ผู้ฝากเงินบางส่วนเคลื่อนย้ายเงินจากเงินฝากประจำไปสู่กองทุนรวม ทั้งกองทุนตลาดเงินหรือกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ณ ปัจจุบัน การเคลื่อนย้ายดังกล่าวยังไม่อยู่ในระดับที่กระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวม

นอกจากนี้ กรรมการยังหารือถึงผลข้างเคียงของดอกเบี้ยต่ำต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำจะช่วยพยุงบริษัทที่มีศักยภาพต่ำหรือที่เรียกว่า “ซอมบี้เฟิร์ม” ให้อยู่รอดต่อไป ทั้งที่ควรปรับโครงสร้างหรือออกจากตลาด ซึ่งอาจบั่นทอนประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรในระยะยาว

ย้ำการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องเป็น “แพ็คเกจ” ทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะนโยบายการเงิน

คณะกรรมการย้ำว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลงมาอยู่ในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับ “ผ่อนคลายเพียงพอ” และสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า อีกทั้งยังสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการเห็นว่าจำเป็นต้องติดตามนัยของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับข้อจำกัดด้านขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่เหลืออยู่ค่อนข้างจำกัด

ในภาพรวม คณะกรรมการมองว่านโยบายการเงินเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือเชิงนโยบายเท่านั้น การขับเคลื่อนเศรษฐกิจควรถูกมองในลักษณะ “แพ็คเกจนโยบาย” ที่ผสานเครื่องมือจากหลายด้านเข้าด้วยกัน โดยได้ระบุไว้ในแถลงการณ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...