'เตรียมตัวตายให้ดี' คือ หน้าที่ วางแผนวันนี้ ไม่ทิ้งภาระให้คนข้างหลัง
การวางแผนการตายดีหรือการดูแลรักษาแบบ Palliative Care นั้น เริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมไทยมากยิ่งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมตั้งแต่ระยะแรกของโรคคุกคามชีวิต โดยมุ่งลดความเจ็บปวดหรือความทรมาน ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ รวมไปถึงการดูแลคนในครอบครัวที่ต้องใช้ชีวิตต่อไป การดูแลนั้นต้องพึ่งความเข้าใจที่มากขึ้นจากทุกคน และทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน หรือในด้านธุรกิจเองก็ตาม
เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เคทีซี หรือ บัตรกรุงไทยจำกัด (มหาชน) KTC จัดเวทีเสวนา “KTC FIT Talk 22: Because of love วางแผนวันนี้ไม่ทิ้งภาระให้คนข้างหลัง ผ่านการเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างมีสติ วางแผนชีวิตที่ครอบคลุมในทุกมิติ ส่งเสริมให้เริ่มทำสมุดเบาใจ เพื่อที่จะลดภาระให้กับครอบครัวให้น้อยที่สุดก่อนที่เราจะตาย
“สุดปรารถนา ดำรงชัยธรรม” ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคลและองค์กร เคทีซี หรือ บัตรกรุงไทย จำกัด มหาชน กล่าวว่า การตายดีคือเราจะไม่ทิ้งภาระไว้ให้คนข้างหลัง แต่ก่อนอื่นเราต้องไม่เป็นภาระให้กับตัวเอง ดังนั้นจึงต้องเตรียมตัวหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน การมีข้อมูลหรือความรู้จะทำให้เราจัดการทุกอย่างได้ง่ายขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
กู้ชีวิตเด็กไทย 1 ในหมื่น! ดัน ‘SMA’ เข้าบัตรทอง เซฟพ้นความพิการ-เสียชีวิต
นวัตกรรม- AI เปลี่ยน ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ ลงทุนสุขภาพ พัฒนานวัตกรรมลดป่วย
ทำไมต้องวางแผนการตายให้ดี?
พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาล คูน โรงพยาบาลเฉพาะทางด้าน palliative care แห่งแรกของไทย กล่าวว่า การวางแผนการตายดีนั้น คือสิ่งที่สามารถออกแบบช่วงเวลาสุดท้ายได้ด้วยตัวเอง ควรที่จะวางแผนไว้ก่อนที่จะสายไป การเตรียมตัวว่าจะจากไปยังไงตั้งแต่ตอนนี้ คือการเตรียมตัวโดยที่ยังมีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตัวเองอย่างเต็มที่ การตายคือหน้าที่ของทุกคนดังนั้นเราควรทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในทุกช่วงเวลา
การเตรียมตัวเรื่องจิตใจอย่างเดียวไม่เพียงพอ การวางแผนการตายจึงต้องเตรียมตัวในหลายมิติพร้อมๆกัน ความเจ็บปวดทางร่างกายทุกวันนี้มียารักษาได้ แต่เจ็บปวดทางจิตใจมันทุกข์ทรมานสาหัสทั้งตัวคนไข้และครอบครัว ความเจ็บปวดทางจิตใจเป็นสิ่งที่หลงลืม คนเราเตรียมพินัยกรรมแต่ไม่ได้เตรียมคนว่าใครจะมาดูแลเราในวันที่เจ็บป่วย หรือใครจะเป็นที่ตัดสินใจแทน ดังนั้นควรเตรียมตัวที่จะจากไปโดยที่ไม่ทิ้งแผลไว้ ต้องดูแลคนที่เรารักให้ครบจนหมดจด ถ้าไม่ได้เตรียมพร้อมอาจจะเกิดแผลโดยที่ไม่ได้ตั้งใจหรือทิ้งไว้ถึงวันที่เราจากไป
เริ่มต้นดูแลผู้ป่วย palliative care
ความเข้าใจในการรักษาแบบ palliative care ในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่ทั่วถึง ปัจจุบันที่คนเริ่มสนใจในการเตรียมตัวเรื่องการวางแผนเกษียณกันมากขึ้น ส่วนการวางแผนการตายดีนั้น ทุกสิ่งอย่างล้วนเริ่มจากตัวเอง (ผู้ป่วย)
เมื่อเข้าใจผู้ป่วยแล้ว การออกแบบรักษาจะง่ายมากขึ้น การทำความเข้าใจผู้ป่วย และการให้ความเข้าใจกับผู้ป่วยจะทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีความสุขมากขึ้น รวมทั้งการเตรียมลำดับความสำคัญในชีวิต เมื่อเราเข้าใจและเรียงลำดับได้ดี จะเข้าใจว่าควรทำอย่างไรต่อไป
สิทธิที่ควรมีและการลดค่าใช้จ่าย
การรักษาดูแลผู้ป่วยแบบ palliative care ที่ร่วมด้วย จะประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการไม่มี palliative care ร่วมดูแล ทั่วไปจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ 15-20% หรือบางเคสก็อาจจะถึง 30% เพราะ บางครั้งผู้ป่วยอาจมีการปฏิเสธการผ่าตัดและเลือกที่จะรักษาแบบประคับประคองโดยการใช้ยาตามอาการแทน และยังมีกองทุนเพื่อดูแลคนไข้ระยะท้าย ที่อยู่ในโรงพยาบาลภาครัฐอีกด้วย
"ในอนาคตเราทุกคนควรจะมีสิทธิเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะอยู่ในโรงพยาบาลรัฐหรือโรงพยาบาลเอกชน ควรเป็นสิทธิพื้นฐาน ถ้าวันนี้คุณจะใกล้จะเสียชีวิต หรือว่าคุณอยู่ในช่วงที่โรคเรื้อรังรุนแรง ไม่หายขาดแล้ว คุณควรจะมี palliative care เข้ามาร่วมดูแล”
ดังนั้นในเมื่อมองถึงภาพเชิงนโยบายจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หมอแนตเสนอว่า โรงพยาบาลรัฐควรต้องมีหน่วยงานหรือกรอบหน้าที่การทำงานที่ชัดเจน มีตำแหน่งให้เติบโตในอาชีพ และโอกาสที่จะพัฒนาให้แผนกนี้ให้ใหญ่ขึ้นอย่างเข้มแข็ง ส่วนในภาคเอกชน อยากให้ช่วยกันทำในสิ่งที่แต่ละคนถนัด และอยากให้มองเรื่องการดูแลคุณภาพชีวิตในช่วงท้ายให้เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กับการรักษาโรคใดโรคหนึ่ง เช่น ถ้าให้ความสำคัญกับการรักษาโรคหัวใจ การดูแลคุณภาพชีวิตในช่วงท้ายก็เป็นเรื่องที่สำคัญใกล้เคียงกัน เงิน หรือว่านโยบาย หรือว่าแคมเปญต่างๆ อยากให้สนับสนุนให้เท่ากัน และไม่อยากให้ดูแค่เม็ดเงินหรือกำไรที่จะเกิดขึ้น
แนวโน้มขยายดูแลเคสที่บ้าน
พญ.นิษฐา กล่าวว่าในปีที่ผ่านมามีการรักษาที่เต็มตลอด 30 เตียง และในช่วงที่ลดลงก็หายไปแค่ 20% ในเดือนมี.ค.จะมีการเปิดศูนย์ให้บริการที่ภาคใต้ จ.กระบี่ และมีการร่วมมือกับทางโรงพยาบาลต้นทาง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของคนไข้ เชื่อว่าคนไข้ยังมี demand ที่สูงในการดูแลแบบ palliative care ปัจจุบันขยายเป็นดูแลเคสที่บ้าน มีการเริ่มทำการดูแลเยี่ยมบ้าน เริ่มทำ OPD มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะค่อยๆ เติบโตขึ้นในอนาคต
ค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการนั้น จะถูกประเมินตามระดับอาการและประเภทของห้องพัก (ตั้งแต่ระดับ Deluxe ไปจนถึง Penthouse) โดยหากเป็นการดูแลระยะยาวแบบ Nursing Home จะเริ่มต้นที่ประมาณ 80,000 บาทต่อเดือน (เฉลี่ย 2,000-3,000 บาทต่อวัน รวมอาหาร 4 มื้อและกิจกรรม) แต่หากเป็นการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ค่ารักษาจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5,000-9,000 บาทต่อวัน
นอกจากนี้ เพื่อสอดรับกับการขยายบริการรูปแบบ OPD และการดูแลที่บ้าน โรงพยาบาลยังมีบริการให้คำปรึกษาวางแผนสุขภาพล่วงหน้า (ACP Counseling) ในราคาเริ่มต้น 1,500-3,500 บาทต่อครั้ง และบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telecare) ในราคาประมาณ 900-1,000 บาท เพื่อเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้โรงพยาบาลคูนจดทะเบียนจัดตั้ง 4 ก.ย. 2562 ทุนจดทะเบียน 160,000,000 บาท ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล จากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ประเภท “โรงพยาบาลเฉพาะทาง” (ให้การดูแลรักษาแบบ Palliative Care) ขนาด 30 เตียง โดยได้รับอนุญาตและเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่เดือนก.ย. ปี 2565
เตรียมตัวตายด้วย‘สมุดเบาใจ’
“กอเตย-ปิญชาดา ผ่องนพคุณ” ผู้ก่อตั้ง Baojai Family “อยู่อย่างเบาใจ จากไปอย่างใจเบา” และนักวางแผนการตายดี ได้ช่วยออกแบบและนำเสนอสิ่งสำคัญในการทำสมุดเบาใจว่าการเริ่มต้นเตรียมพร้อมการตายมีหลายมิติที่สำคัญความปรารถนาสูงสุดของหลายคนคือไม่อยากเป็นภาระ “แต่ในโลกความเป็นจริงนั้นเราจำเป็นที่ต้องมีคนมาดูแลจึงต้องมีทีมที่ดี และต้องดูแลตัวเองให้ดีก่อน”
การเตรียมตัวตายนั้นมีอยู่ 2 มิติหลักๆ เริ่มด้วยเรื่องของพินัยกรรม การเตรียมของแจกจ่ายเงินทรัพย์สิน การรักษาในโรงพยาบาลที่เลือก และมิติที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณ ในการเตรียมใจวันที่ตายทิ้งภาระให้กับคนข้างหลังน้อยที่สุด
“สมุดเบาใจ” เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ความปรารถนาในวาระสุดท้ายของชีวิตเป็นจริงได้ อีกทั้งยังช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนและตัดสินใจแนวทางการรักษาได้ง่ายและตรงตามเจตนารมณ์ของผู้ป่วยมากขึ้นตาม พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12