โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

'เตรียมตัวตายให้ดี' คือ หน้าที่ วางแผนวันนี้ ไม่ทิ้งภาระให้คนข้างหลัง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การวางแผนการตายดีหรือการดูแลรักษาแบบ Palliative Care นั้น เริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมไทยมากยิ่งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมตั้งแต่ระยะแรกของโรคคุกคามชีวิต โดยมุ่งลดความเจ็บปวดหรือความทรมาน ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ รวมไปถึงการดูแลคนในครอบครัวที่ต้องใช้ชีวิตต่อไป การดูแลนั้นต้องพึ่งความเข้าใจที่มากขึ้นจากทุกคน และทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน หรือในด้านธุรกิจเองก็ตาม

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เคทีซี หรือ บัตรกรุงไทยจำกัด (มหาชน) KTC จัดเวทีเสวนา “KTC FIT Talk 22: Because of love วางแผนวันนี้ไม่ทิ้งภาระให้คนข้างหลัง ผ่านการเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างมีสติ วางแผนชีวิตที่ครอบคลุมในทุกมิติ ส่งเสริมให้เริ่มทำสมุดเบาใจ เพื่อที่จะลดภาระให้กับครอบครัวให้น้อยที่สุดก่อนที่เราจะตาย

“สุดปรารถนา ดำรงชัยธรรม” ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคลและองค์กร เคทีซี หรือ บัตรกรุงไทย จำกัด มหาชน กล่าวว่า การตายดีคือเราจะไม่ทิ้งภาระไว้ให้คนข้างหลัง แต่ก่อนอื่นเราต้องไม่เป็นภาระให้กับตัวเอง ดังนั้นจึงต้องเตรียมตัวหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน การมีข้อมูลหรือความรู้จะทำให้เราจัดการทุกอย่างได้ง่ายขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

กู้ชีวิตเด็กไทย 1 ในหมื่น! ดัน ‘SMA’ เข้าบัตรทอง เซฟพ้นความพิการ-เสียชีวิต

นวัตกรรม- AI เปลี่ยน ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ ลงทุนสุขภาพ พัฒนานวัตกรรมลดป่วย

ทำไมต้องวางแผนการตายให้ดี?

พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาล คูน โรงพยาบาลเฉพาะทางด้าน palliative care แห่งแรกของไทย กล่าวว่า การวางแผนการตายดีนั้น คือสิ่งที่สามารถออกแบบช่วงเวลาสุดท้ายได้ด้วยตัวเอง ควรที่จะวางแผนไว้ก่อนที่จะสายไป การเตรียมตัวว่าจะจากไปยังไงตั้งแต่ตอนนี้ คือการเตรียมตัวโดยที่ยังมีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตัวเองอย่างเต็มที่ การตายคือหน้าที่ของทุกคนดังนั้นเราควรทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในทุกช่วงเวลา

การเตรียมตัวเรื่องจิตใจอย่างเดียวไม่เพียงพอ การวางแผนการตายจึงต้องเตรียมตัวในหลายมิติพร้อมๆกัน ความเจ็บปวดทางร่างกายทุกวันนี้มียารักษาได้ แต่เจ็บปวดทางจิตใจมันทุกข์ทรมานสาหัสทั้งตัวคนไข้และครอบครัว ความเจ็บปวดทางจิตใจเป็นสิ่งที่หลงลืม คนเราเตรียมพินัยกรรมแต่ไม่ได้เตรียมคนว่าใครจะมาดูแลเราในวันที่เจ็บป่วย หรือใครจะเป็นที่ตัดสินใจแทน ดังนั้นควรเตรียมตัวที่จะจากไปโดยที่ไม่ทิ้งแผลไว้ ต้องดูแลคนที่เรารักให้ครบจนหมดจด ถ้าไม่ได้เตรียมพร้อมอาจจะเกิดแผลโดยที่ไม่ได้ตั้งใจหรือทิ้งไว้ถึงวันที่เราจากไป

เริ่มต้นดูแลผู้ป่วย palliative care

ความเข้าใจในการรักษาแบบ palliative care ในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่ทั่วถึง ปัจจุบันที่คนเริ่มสนใจในการเตรียมตัวเรื่องการวางแผนเกษียณกันมากขึ้น ส่วนการวางแผนการตายดีนั้น ทุกสิ่งอย่างล้วนเริ่มจากตัวเอง (ผู้ป่วย)

เมื่อเข้าใจผู้ป่วยแล้ว การออกแบบรักษาจะง่ายมากขึ้น การทำความเข้าใจผู้ป่วย และการให้ความเข้าใจกับผู้ป่วยจะทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีความสุขมากขึ้น รวมทั้งการเตรียมลำดับความสำคัญในชีวิต เมื่อเราเข้าใจและเรียงลำดับได้ดี จะเข้าใจว่าควรทำอย่างไรต่อไป

สิทธิที่ควรมีและการลดค่าใช้จ่าย

การรักษาดูแลผู้ป่วยแบบ palliative care ที่ร่วมด้วย จะประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการไม่มี palliative care ร่วมดูแล ทั่วไปจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ 15-20% หรือบางเคสก็อาจจะถึง 30% เพราะ บางครั้งผู้ป่วยอาจมีการปฏิเสธการผ่าตัดและเลือกที่จะรักษาแบบประคับประคองโดยการใช้ยาตามอาการแทน และยังมีกองทุนเพื่อดูแลคนไข้ระยะท้าย ที่อยู่ในโรงพยาบาลภาครัฐอีกด้วย

"ในอนาคตเราทุกคนควรจะมีสิทธิเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะอยู่ในโรงพยาบาลรัฐหรือโรงพยาบาลเอกชน ควรเป็นสิทธิพื้นฐาน ถ้าวันนี้คุณจะใกล้จะเสียชีวิต หรือว่าคุณอยู่ในช่วงที่โรคเรื้อรังรุนแรง ไม่หายขาดแล้ว คุณควรจะมี palliative care เข้ามาร่วมดูแล”

ดังนั้นในเมื่อมองถึงภาพเชิงนโยบายจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หมอแนตเสนอว่า โรงพยาบาลรัฐควรต้องมีหน่วยงานหรือกรอบหน้าที่การทำงานที่ชัดเจน มีตำแหน่งให้เติบโตในอาชีพ และโอกาสที่จะพัฒนาให้แผนกนี้ให้ใหญ่ขึ้นอย่างเข้มแข็ง ส่วนในภาคเอกชน อยากให้ช่วยกันทำในสิ่งที่แต่ละคนถนัด และอยากให้มองเรื่องการดูแลคุณภาพชีวิตในช่วงท้ายให้เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กับการรักษาโรคใดโรคหนึ่ง เช่น ถ้าให้ความสำคัญกับการรักษาโรคหัวใจ การดูแลคุณภาพชีวิตในช่วงท้ายก็เป็นเรื่องที่สำคัญใกล้เคียงกัน เงิน หรือว่านโยบาย หรือว่าแคมเปญต่างๆ อยากให้สนับสนุนให้เท่ากัน และไม่อยากให้ดูแค่เม็ดเงินหรือกำไรที่จะเกิดขึ้น

แนวโน้มขยายดูแลเคสที่บ้าน

พญ.นิษฐา กล่าวว่าในปีที่ผ่านมามีการรักษาที่เต็มตลอด 30 เตียง และในช่วงที่ลดลงก็หายไปแค่ 20% ในเดือนมี.ค.จะมีการเปิดศูนย์ให้บริการที่ภาคใต้ จ.กระบี่ และมีการร่วมมือกับทางโรงพยาบาลต้นทาง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของคนไข้ เชื่อว่าคนไข้ยังมี demand ที่สูงในการดูแลแบบ palliative care ปัจจุบันขยายเป็นดูแลเคสที่บ้าน มีการเริ่มทำการดูแลเยี่ยมบ้าน เริ่มทำ OPD มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะค่อยๆ เติบโตขึ้นในอนาคต

ค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการนั้น จะถูกประเมินตามระดับอาการและประเภทของห้องพัก (ตั้งแต่ระดับ Deluxe ไปจนถึง Penthouse) โดยหากเป็นการดูแลระยะยาวแบบ Nursing Home จะเริ่มต้นที่ประมาณ 80,000 บาทต่อเดือน (เฉลี่ย 2,000-3,000 บาทต่อวัน รวมอาหาร 4 มื้อและกิจกรรม) แต่หากเป็นการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ค่ารักษาจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5,000-9,000 บาทต่อวัน

นอกจากนี้ เพื่อสอดรับกับการขยายบริการรูปแบบ OPD และการดูแลที่บ้าน โรงพยาบาลยังมีบริการให้คำปรึกษาวางแผนสุขภาพล่วงหน้า (ACP Counseling) ในราคาเริ่มต้น 1,500-3,500 บาทต่อครั้ง และบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telecare) ในราคาประมาณ 900-1,000 บาท เพื่อเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้โรงพยาบาลคูนจดทะเบียนจัดตั้ง 4 ก.ย. 2562 ทุนจดทะเบียน 160,000,000 บาท ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล จากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ประเภท “โรงพยาบาลเฉพาะทาง” (ให้การดูแลรักษาแบบ Palliative Care) ขนาด 30 เตียง โดยได้รับอนุญาตและเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่เดือนก.ย. ปี 2565

เตรียมตัวตายด้วย‘สมุดเบาใจ’

“กอเตย-ปิญชาดา ผ่องนพคุณ” ผู้ก่อตั้ง Baojai Family “อยู่อย่างเบาใจ จากไปอย่างใจเบา” และนักวางแผนการตายดี ได้ช่วยออกแบบและนำเสนอสิ่งสำคัญในการทำสมุดเบาใจว่าการเริ่มต้นเตรียมพร้อมการตายมีหลายมิติที่สำคัญความปรารถนาสูงสุดของหลายคนคือไม่อยากเป็นภาระ “แต่ในโลกความเป็นจริงนั้นเราจำเป็นที่ต้องมีคนมาดูแลจึงต้องมีทีมที่ดี และต้องดูแลตัวเองให้ดีก่อน”

การเตรียมตัวตายนั้นมีอยู่ 2 มิติหลักๆ เริ่มด้วยเรื่องของพินัยกรรม การเตรียมของแจกจ่ายเงินทรัพย์สิน การรักษาในโรงพยาบาลที่เลือก และมิติที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณ ในการเตรียมใจวันที่ตายทิ้งภาระให้กับคนข้างหลังน้อยที่สุด

“สมุดเบาใจ” เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ความปรารถนาในวาระสุดท้ายของชีวิตเป็นจริงได้ อีกทั้งยังช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนและตัดสินใจแนวทางการรักษาได้ง่ายและตรงตามเจตนารมณ์ของผู้ป่วยมากขึ้นตาม พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...