โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทรัมป์พูดอะไรบ้าง? สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นใน State of the Union 2026 ปูทางสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอม

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ทรัมป์พูดอะไรบ้าง? สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นใน State of the Union 2026 ปูทางสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอม

‘1 ชั่วโมง 47 นาที’ คือความยาวสุนทรพจน์ของผู้นำสหรัฐอเมริกาที่ยาวที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ใน American Presidency Project นับตั้งแต่ปี 1964 เป็นต้นมา หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นกล่าว State of the Union ต่อที่ประชุมร่วมของสภาคองเกรสในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เวลา 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ภายใต้ธีม ‘America at 250: Strong, Prosperous and Respected’ เวทีการแถลงนโยบายประจำปีครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการฉลองครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งประเทศ หากยังเป็นการกำหนด ‘กรอบการเมือง’ ก่อนศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2026 ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองในวาระที่สองของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ หลังเผชิญวิกฤตคะแนนความนิยมตกต่ำ

เกิดอะไรขึ้นในค่ำคืนนี้ ทรัมป์เน้นย้ำประเด็นใดเป็นแกนหลัก แล้วสัญญาณทั้งหมดนี้กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับทิศทางการเมืองอเมริกา และผลสะเทือนต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกในปีข้างหน้า? THE STANDARD สรุปประเด็นสำคัญที่ต้องรู้จาก State of the Union 2026 ไว้ที่นี่

สุนทรพจน์ครั้งนี้คืออะไร ใครเป็นผู้ร่าง?

การแถลงนโยบายประจำปี 2026 มาในธีม America at 250: Strong, Prosperous and Respected ฉลองวาระครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ใหญ่ของทรัมป์ที่ทั่วโลกจับตามองมากที่สุด ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกระแสต่อต้านการกวาดล้างผู้อพยพ ภาวะชัตดาวน์รัฐบาลบางส่วน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากปมอิหร่าน ไปจนถึงการที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยคว่ำมาตรการภาษีนำเข้าในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เนื้อหาสุนทรพจน์ของทรัมป์ร่างโดยผู้ช่วย 2 คนสำคัญที่ทำงานกับเขามานานถึง 2 ทศวรรษ คือ รอสส์ วอร์ธิงตัน (Ross Worthington) หัวหน้าทีมเขียนสุนทรพจน์ และ วินซ์ เฮลีย์ (Vince Haley) ผู้อำนวยการสภานโยบายภายในประเทศ

ผู้เข้าร่วมมีใครบ้าง รัฐมนตรีคนไหนทำหน้าที่ Designated Survivor?

นอกเหนือจากสมาชิกสภาทั้งสองสภา, เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดี และครอบครัวของทรัมป์ ผู้เข้าร่วมการแถลงนโยบายครั้งนี้ยังประกอบด้วยแขกพิเศษคนอื่นๆ ได้แก่

  • ผู้พิพากษาศาลสูงสุด
  • มาริมาร์ มาร์ติเนซ (Marimar Martinez) หญิงสาวชิคาโกที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิง 5 นัด
  • ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อจากกฎหมายกีดกันคนเข้าเมือง เช่น อาลียา ราห์มาน พลเมืองอเมริกัน ผู้ถูกเจ้าหน้าที่ ICE ใช้ความรุนแรง
  • แคลร์ ไล (Claire Lai) บุตรสาวของ จิมมี ไล
  • เอริกา เคิร์ก ภรรยาของ ชาร์ลี เคิร์ก แอคทิวิสต์ฝ่ายขวาจัด
  • นักกีฬาทีมชาติสหรัฐฯ ไอซ์ฮ็อกกี้ชาย
  • เหยื่อผู้รอดชีวิตจาก เจฟฟรีย์ เอปสตีน โดยหนึ่งในนั้น คือ สกาย โรเบิร์ตส์ – อแมนดา โรเบิร์ตส์ ครอบครัวของ เวอร์จิเนีย จุฟเฟร
  • นักบินอวกาศชาวอเมริกันและแคนาดา
  • เดวิด เอลิสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Paramount

ขณะที่ผู้ทำหน้าที่ ‘ผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี’ (Designated Survivor) ตามธรรมเนียมทางการเมืองอเมริกัน คือ ดัก คอลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการทหารผ่านศึก

สำหรับตำแหน่ง Designated Survivor เป็นการคัดเลือกรัฐมนตรี 1 คน ให้แยกตัวไปอยู่ในสถานที่ปลอดภัยระหว่างที่ประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติรวมตัวกันในอาคารรัฐสภา โดยเชื่อว่า หากเกิดร้ายแรงบางอย่างขึ้น บุคคลนี้จะสามารถดำรงตำแหน่งในฐานะรักษาการประธานาธิบดีได้ทันที

ถือป้ายประท้วง ไม่เข้าร่วมฟัง ไปงานอื่น เดโมแครตบอยคอตต์สปีชทรัมป์

หนึ่งในความน่าสนใจของ State of the Union ในทุกปี คือ ท่าทีของพรรคการเมืองฝ่ายค้านต่อการแถลงของรัฐบาล โดยในปีนี้ สส. 80 คนของพรรคเดโมแครตประกาศ ‘บอยคอตต์’ ไม่เข้าร่วมฟังสุนทรพจน์ทรัมป์ ขณะที่อีก 30 คนตัดสินใจไปงานคู่ขนาน คือ People’s State of the Union ที่จัดโดย MeidasTouch และ MoveOn Civic Action

ทั้งนี้ ฮาคีม เจฟฟรีย์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาระบุล่วงหน้าว่า พรรคเดโมแครตมีสองทางเลือกคือ เข้าร่วมฟังทรัมป์แบบ ‘สงบนิ่งแต่ต่อต้าน’ และไม่เข้าร่วมเพื่อส่งสารทางการเมือง โดยสามารถจัดกิจกรรมคู่ขนานทั้งในและรอบสภาคองเกรส

นอกจากนี้ สส.บางส่วนยังยืนหยัดประท้วงเชิงสัญลักษณ์ในรัฐสภา เช่น สส.หญิงสวมชุดสีขาวเพื่อรำลึกถึงขบวนการสิทธิสตรี ขณะที่บางคนติดเข็มกลัดสีขาว ‘Release the Epstein Files’

เช่นเดียวกับ อัล กรีน สส.รัฐเท็กซัส ถือป้าย ‘คนดำไม่ใช่ลิง’ เพื่อประท้วงกรณีทรัมป์โพสต์ข้อความใน Truth Social ล้อเลียน บารัก โอบามา อดีตผู้นำ และมิเชล โอบามา อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งว่าเป็นลิง แต่เขาถูกไล่ออกจากสภาตั้งแต่ช่วงต้นของสุนทรพจน์

อนึ่ง ฮิลฮาน โอมาร์ สส.รัฐมินนิโซตา ตะโกนคำว่า ‘คนโกหก’ ใส่ทรัมป์ หลังกล่าวว่า ชุมชนชาวโซมาเลียในสหรัฐฯ ทำให้ผู้เสียภาษีเสียหายเงิน 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.9 แสนล้านบาท)

1 ชั่วโมง 47 นาที ทรัมป์พูดอะไรบ้างใน State of the Union 2026?

  • ประเด็นเศรษฐกิจ

ทรัมป์กล่าวเปิด State of the Union 2026 ว่า สหรัฐฯ กลับมาแล้ว ใหญ่กว่า ดีกว่า ร่ำรวยกว่า แข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา ถือเป็น ‘ยุคทองของอเมริกา’ พร้อมกล่าวว่า ขณะนี้เงินเฟ้อกำลังดิ่งลง เพื่อชี้ว่า เขากำลังแก้ปัญหาค่าครองชีพของชาวอเมริกัน

ทรัมป์ยังระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเฟื่องฟูอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยอ้างว่า ที่ผ่านมา เขาควบคุมเงินเฟ้อได้ ทำราคาน้ำมันต่ำ ดันตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุด ลงนามลดภาษีครั้งใหญ่ ลดราคายา มีการลงทุนจากต่างประเทศมากกว่า 18 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ชาวอเมริกันมีงานทำมากที่สุดในโลก

สำหรับประเด็นภาษีนำเข้า ทรัมป์ไม่ได้กล่าวโจมตีผู้พิพากษาศาลสูงสุดโดยตรง แต่ใช้คำว่า ‘น่าเสียดาย’ (Unfornately) กับคำวินิจฉัย และเน้นย้ำว่า รัฐบาลยังมีอำนาจในการเก็บภาษีในช่องทางอื่น ซึ่งจะนำไปสู่มาตรการที่เข้มงวดกว่าเดิม โดยที่สภาคองเกรสไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายเพื่อรองรับมาตรการ พร้อมทั้งยืนยันว่า ภาษีนำเข้ากำลังทำให้ประเทศได้เงินมหาศาล และอาจแทนที่ ‘ภาษีเงินได้’ ในอนาคต ซึ่งอาจช่วยลดภาระทางการเงินของประชาชน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเน้นเสนอนโยบายเศรษฐกิจ เช่น การหักลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ซื้อรถยนต์, การจัดตั้งบัญชี Trump Accounts เพื่อเด็กแรกเกิด ไปจนถึงการให้เงินชาวอเมริกัน 1,000 ดอลลาร์ต่อปี เพื่อช่วยเหลือในโครงการออมเงินเพื่อการเกษียณมากขึ้น แต่ยังไม่มีการระบุรายละเอียดว่า โครงการดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไร ใครจะมีสิทธิได้รับ และจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสหรือไม่

ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า ทางการได้บรรลุข้อตกลงกับภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เพื่อให้ศูนย์ข้อมูลรับภาระต้นทุนอย่าง ‘ค่าไฟฟ้า’ จากการพัฒนาโมเดล AI นับเป็นความพยายามของทำเนียบขาวในการรับมือในประเด็นดังกล่าวก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม

อนึ่ง Politico มองว่า ในการแถลงครั้งนี้ ทรัมป์อธิบายนโยบายเศรษฐกิจเป็นระบบที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา โดยหวังเป็นจุดขายในการเลือกตั้งสหรัฐฯ มิดเทอม 2026 พร้อมทั้งโจมตีเดโมแครตด้วยการหักล้างข้อโต้แย้งว่า วิกฤตค่าครองชีพเป็นเรื่องหลอกลวง และรัฐบาล โจ ไบเดน เป็นฝ่ายสร้างวิกฤตนี้ขึ้นมาตั้งแต่ยุคก่อน

  • ประเด็นความมั่นคงและผู้อพยพ

ทรัมป์กล่าวถึงประเด็นคนเข้าเมืองและผู้อพยพ โดยเน้นไปที่ ‘อาชญากร’ และ ‘ความมั่นคงชายแดน’ แต่ไม่แตะปฏิบัติการเนรเทศครั้งผู้อพยพครั้งใหญ่ ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า เขาเอ่ยคำว่า ‘เนรเทศ’ (Deporting) เพียงครั้งเดียว

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวถึง ดาลิลาห์ โคลแมน (Dalilah Coleman) เด็กหญิงวัย 5 ขวบที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจากผู้อพยพ และลิซเบธ เมดินา (Lizbeth Medina) หญิงที่เสียชีวิตจากการถูกผู้อพยพสังหารในปี 2023 โดยอ้างว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความจำเป็นของประเทศว่า ทำไมจึงต้องขับไล่อาชญากรข้ามชาติผิดกฎหมายเป็นประวัติการณ์

ทรัมป์กล่าวหาว่า เดโมแครตปล่อยให้เกิดการรุกรานทางชายแดน พร้อมทั้งท้าทายให้ สส. อีกฝ่ายลุกขึ้น หากเห็นด้วยว่า หน้าที่แรกของรัฐบาลคือปกป้องพลเมืองอเมริกัน ไม่ใช่ผู้อพยพผิดกฎหมาย ขณะที่ สส.ฟากเดโมแครตนั่งนิ่งไม่ตอบรับอะไร ส่วน สส.รีพับลิกันลุกขึ้นสนับสนุนทรัมป์และปรบมือ

“ภายใต้การปกครองของไบเดนและพรรคพวกที่ฉ้อฉลของเขา ทั้งในสภาคองเกรสและที่อื่นๆ สถานการณ์ได้มาถึงจุดแตกหักด้วยแผนการหลอกลวงเรื่องนโยบายเปิดพรมแดนสำหรับทุกคน ผู้คนหลั่งไหลเข้ามานับล้านจากเรือนจำและสถานบำบัดทางจิต มีฆาตกรถึง 11,088 คน” ทรัมป์กล่าว

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังประกาศแคมเปญ ‘สงครามต่อต้านการทุจริต’ นำโดยแวนซ์ โดยย้ำว่า งบประมาณจะสมดุล หากประเทศมีการตรวจพบการทุจริต พร้อมยกตัวอย่างว่า ไม่มีกรณีไหนน่าตกตะลึงแบบรัฐมินนิโซตา

ทรัมป์โจมตีว่า ชาวโซมาเลียในรัฐมินนิโซตาปล้นภาษีชาวอเมริกัน 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเปรียบเปรยว่า เป็น ‘กลุ่มโจรสลัด’ ที่เข้ามาปล้นประชาชนผ่านนโยบายผู้อพยพ ขณะที่กล่าวหาว่า พรรคเดโมแครตทำการทุจริตในรัฐแคลิฟอร์เนีย แมสซาชูเซตส์ และเมน

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังให้คำมั่นจัดการเรื่อง ‘การโกงเลือกตั้ง’ โดยกล่าวอ้างว่า พรรคเดโมแครตโกงเลือกตั้งปี 2020 พร้อมทั้งเสนอให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องแสดงบัตรประจำตัวก่อนลงคะแนนเสียง

  • นโยบายต่างประเทศ

สำหรับประเด็นการต่างประเทศ ทรัมป์ไม่กล่าวถึงพันธมิตรของสหรัฐฯ แม้แต่ประเทศเดียว ทั้งยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง โดย New York Times ตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์พยายามนำเสนอภาพของมหาอำนาจหนึ่งเดียวที่เผชิญกับความท้าทายและศัตรูรอบด้าน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด America First ที่เน้นอธิปไตยและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นหลัก

ผู้นำสหรัฐฯ นำเสนอว่า ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 11 เดือน ตนได้ยุติสงคราม 8 ครั้งทั่วโลก ได้แก่ อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน, คองโก-รวันดา, อิหร่าน-อิสราเอล, อินเดีย-ปากีสถาน, ไทย-กัมพูชา, อิสราเอล-ฮามาส รวมถึงอีก 2 กรณีในการดำรงตำแหน่งสมัยแรก คือ ความขัดแย้งเอธิโอเปีย-อียิปต์ และเซอร์เบีย-โคโซโว

“ผมยุติ 8 สงคราม รวมถึงกรณีกัมพูชา-ไทย และปากีสถาน-อินเดีย ไม่งั้นเราคงมีสงครามนิวเคลียร์ไปแล้ว คน 35 ล้านคนบอกว่า นายกรัฐมนตรีปากีสถานอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว ถ้าผมไม่ไปแทรกแซง” ทรัมป์ระบุ

ทรัมป์ยังส่งสัญญาณแข็งกร้าวถึงอิหร่านว่า สหรัฐฯ จะไม่มีวันให้ผู้สนับสนุนกลถ่มก่อการร้ายเบอร์หนึ่งของโลกครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยย้ำว่า เตหะรานได้พัฒนาขีปนาวุธที่คุกคามยุโรปและฐานทัพสหรัฐฯ ในต่างประเทศไปแล้ว ขณะนี้กำลังจะสร้างขีปนาวุธที่ยิงถึงสหรัฐฯ ได้

ทรัมป์ย้ำว่า ความต้องการของเขาคือการแก้ไขความตึงเครียดกับอิหร่านผ่านวิธีทางการทูต แต่เตหะรานยังไม่ได้ให้คำมั่นว่า จะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ

ในประเด็นเวเนซุเอลา ผู้นำสหรัฐฯ แนะนำ เอนริเก มาร์เกซ นักการเมืองฝ่ายค้านที่ถูก นิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีคุมขัง โดยชี้ว่า หลังจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ รัฐบาลรักษาการเวเนซุเอลาได้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองออกมาหลายราย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมอบ ‘เหรียญเกียรติยศแห่งรัฐสภา’ ให้แก่ เอริก สโลเวอร์ Chief Warrant Officer (CWO) ผู้ได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติการควบคุมตัวมาดูโร และกล่าวชื่นชม มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศว่า เป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

รีพับลิกันโล่งใจ ทรัมป์ไม่นอกสคริปต์ แต่ควรถ่ายทอดรายละเอียดมากกว่านี้

Politico ระบุว่า ภายในรีพับลิกันและฝ่ายบริหารแสดงท่าทีโล่งอกกับภาพลักษณ์ของทรัมป์ใน State of the Union โดยเฉพาะท่าที การพูดเนื้อหาสาระ และเน้นผลงานลดค่าครองชีพ พร้อมทั้งแสดงวิสัยทัศน์ในอนาคตของสหรัฐฯ

แต่บางครั้ง ทรัมป์ก็นอกบท เช่น หันไปโจมตี แนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ยังไม่ได้ถ่ายทอดข้อเสนอเชิงรูปธรรมต่อสภาคองเกรสอย่างแน่นอน เช่น วาระในปี 2026 อย่างค่าครองชีพ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดในการเลือกตั้งมิดเทอม

“ข้อเรียกร้องต่อสภาคองเกรส มีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย” นักการเมืองรายหนึ่งในพรรครีพับลิกันให้สัมภาษณ์ โดยย้ำว่า แม้ทรัมป์จะมีวินัยในการเล่าเรื่องมากขึ้น แต่ก็อยากเห็นรายละเอียดเชิงเศรษฐกิจมากกว่านี้

ภาพ: Kenny Holston / The New York Times via Reuters

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...