โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หอการค้าไทยชี้ ‘เกมภาษีสหรัฐฯ ยังไม่จบ’ หลังทรัมป์ขยับขึ้น 15% ทันที จับตาบาทแข็งซ้ำเติมส่งออก เร่งรัฐ-เอกชนเดินหน้าเจรจา

THE STANDARD

อัพเดต 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
หอการค้าไทยชี้ ‘เกมภาษีสหรัฐฯ ยังไม่จบ’ หลังทรัมป์ขยับขึ้น 15% ทันที จับตาบาทแข็งซ้ำเติมส่งออก เร่งรัฐ-เอกชนเดินหน้าเจรจา

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยประเมินว่า สถานการณ์นโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ช่วงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะมีผลต่อมาตรการภาษีนำเข้า (Reciprocal Tariffs) ที่ประกาศก่อนหน้านี้

กระนั้นภาพรวมของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และมีความเป็นไปได้ที่มาตรการภาษีรูปแบบใหม่จะถูกนำมาใช้ มีการประกาศปรับอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 15 โดยให้มีผลทันที ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศเพิ่มเติมเมื่อคืน (21 ก.พ.)

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเด็นล่าสุดสะท้อนว่าเกมภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุด แม้มาตรการเดิมบางส่วนจะถูกยกเลิก แต่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางภาษีในรูปแบบใหม่เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของตัวเอง

“การประกาศปรับอัตราภาษีเป็นร้อยละ 15 ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่ามาตรการภาษีจะยังถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อผู้ส่งออกและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย” ดร.พจน์กล่าว

อีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยสถานการณ์นโยบายภาษีและความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หากต้องคืนภาษีที่เก็บมาจริง ซึ่งอาจส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์

ดร.พจน์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทย เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ยังใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นหลัก “หากเงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้น จะยิ่งกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มี margin ต่ำ จึงจำเป็นต้องติดตามทิศทางค่าเงินควบคู่กับมาตรการภาษีอย่างใกล้ชิด”

หอการค้าไทยเห็นว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. ความเสี่ยงด้านต้นทุนและความสามารถแข่งขันของการส่งออก

อัตราภาษีที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ และกระทบต่อความสามารถแข่งขันในหลายอุตสาหกรรม

2. ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและการวางแผนธุรกิจ

การเปลี่ยนแปลงมาตรการอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลต่อการทำสัญญา การลงทุน และการวางแผนระยะยาวของผู้ประกอบการ ซึ่งตอนนี้ ขึ้นเป็น 15% ใช้ได้แค่ 150 วันเท่านั้น ดังนั้นจะกระทบต่อการวางแผน

3. การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก

มาตรการภาษีมีแนวโน้มเร่งการย้ายฐานการผลิตและการปรับกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งเพิ่มการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาค

หอการค้าไทยเห็นว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะประเทศไทย แต่กระทบต่อทุกประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้การแข่งขันด้านนโยบายและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมีความเข้มข้นมากขึ้น ภาครัฐไทยจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงรุก โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการเจรจาการค้า รวมถึง สถานทูตไทย กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงการคลัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย

“ประเทศไทยควรเร่งเดินเกมการเจรจาการค้า สร้างความชัดเจนของมาตรการ และผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยสามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ พร้อมเตรียมมาตรการรองรับเพื่อเสริมความสามารถแข่งขันในระยะยาว” ดร.พจน์กล่าว

ในขณะเดียวกัน หอการค้าไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนภาครัฐ โดยเฉพาะด้านข้อมูลเชิงลึกจากภาคธุรกิจ ผลกระทบรายอุตสาหกรรม และข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อใช้ประกอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพและสะท้อนสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการไทย

“หอการค้าไทยพร้อมเป็นกลไกสนับสนุนข้อมูล ข้อเสนอ และการประสานเสียงจากภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาครัฐสามารถเดินหน้าเจรจาการค้าได้อย่างมีข้อมูลรอบด้านและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง” ดร.พจน์กล่าว

อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยมองว่า แม้ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีจะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะการยกระดับบทบาทในฐานะฐานการผลิตทางเลือกและศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค หากสามารถเสริมความชัดเจนด้านกติกาการค้าและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของภาคธุรกิจได้

“โลกการค้าอยู่ในช่วงปรับสมดุล ไทยควรใช้จังหวะนี้ในการยกระดับเศรษฐกิจ สร้างความยืดหยุ่นของภาคธุรกิจ และเดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสในการเติบโตระยะยาว” ดร.พจน์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...