โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โลกร้อนซัดไร่กาแฟทั่วโลก ทำผลผลิตลด ดันราคาพุ่งไม่หยุด

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
คลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงจากภาวะโลกร้อน ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงสภาพอากาศหรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่กำลังลุกลามถึงพืชเศรษฐกิจสำคัญของโลกอย่าง “กาแฟ”

งานวิเคราะห์ล่าสุดจาก Climate Central ระบุว่า 5 ประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ของโลก ซึ่งรวมกันคิดเป็นราว 75% ของอุปทานกาแฟโลก กำลังเผชิญ “วันอากาศร้อนจัด” เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 57 วันต่อปี อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นกำลังคุกคามผลผลิต และเกิดขึ้นพร้อมกับช่วงที่ราคากาแฟในตลาดโลกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

รายงานดังกล่าวศึกษาข้อมูลอุณหภูมิรายวันระหว่างปี 2564-2568 ใน 25 ประเทศ ซึ่งคิดเป็น 97% ของการผลิตกาแฟโลก พบว่าทุกประเทศมีจำนวนวันที่อุณหภูมิสูงเกินระดับเป็นอันตรายเพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

กาแฟหลักในตลาดโลกมี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ “อาราบิกา” และ “โรบัสตา” โดยอาราบิกาครองสัดส่วน 60-70% ของอุปทานโลก ปลูกมากในพื้นที่ภูเขาของลาตินอเมริกาและแอฟริกา ซึ่งเดิมมีอุณหภูมิปานกลางเหมาะสมต่อการเพาะปลูก ส่วนโรบัสตาทนร้อนได้มากกว่าและมีรสชาติเข้มข้น ผลิตหลักในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย

โดยทั่วไป อุณหภูมิที่สูงกว่า 30 องศาเซลเซียส ถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่ออาราบิกา และไม่เหมาะสมต่อโรบัสตา เพราะทำให้ผลผลิตลดลงและคุณภาพเมล็ดด้อยลง

รายงานเผยแพร่ในช่วงที่โลกเพิ่งบันทึกปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการวัดอุณหภูมิสมัยใหม่ และหลายพื้นที่ในลาตินอเมริกาเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง โดย Climate Central ชี้ว่า ภาวะโลกร้อนทำให้จำนวนวันที่อุณหภูมิทะลุเกณฑ์ 30 องศาฯในพื้นที่ปลูกกาแฟเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“บราซิล” ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งรับผิดชอบเกือบ 37% ของอุปทานโลก มีจำนวนวันอากาศร้อนเกิน 30 องศาฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 70 วันต่อปี ขณะที่รัฐมีนัสเชไรส์ แหล่งปลูกกาแฟสำคัญ บันทึกวันร้อนเพิ่มขึ้น 67 วัน

ด้าน “โคลอมเบีย” ผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 3 และผู้ส่งออกอาราบิการายสำคัญ มีจำนวนวันอุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์เพิ่มขึ้น 48 วันต่อปี ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและคุณภาพ ซึ่งเป็นหัวใจของความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

บางประเทศในอเมริกากลางเผชิญสถานการณ์รุนแรงยิ่งกว่า โดย “เอลซัลวาดอร์” มีวันอากาศร้อนจัดเพิ่มขึ้นถึง 99 วันต่อปี และ “นิการากัว”เพิ่มขึ้น 77 วันต่อปี

“คริสตินา ดาห์ล” รองประธานฝ่ายวิทยาศาสตร์ของ Climate Central ระบุว่า เกือบทุกประเทศผู้ผลิตหลักกำลังเผชิญวันอากาศร้อนจัดเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถทำลายต้นกาแฟ ลดผลผลิต และกระทบคุณภาพเมล็ด และในระยะยาว ผลกระทบจะส่งต่อจากไร่สู่ผู้บริโภค ผ่านคุณภาพและราคากาแฟในชีวิตประจำวัน

สอดคล้องกับข้อมูลของธนาคารโลกที่ระบุว่า ดัชนีราคาเครื่องดื่มในปี 2567 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 58% และในเดือนธันวาคมยังสูงกว่าปีก่อนหน้าราว 91% จากความกังวลด้านอุปทาน โดยราคาอาราบิกาในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 13% จากเดือนก่อนหน้า และสูงกว่าปีก่อนกว่า 60% ขณะที่โรบัสตาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่กำลังส่งแรงกระเพื่อมถึงเศรษฐกิจโลก และถ้วยกาแฟในมือผู้บริโภคทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...