โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

One Piece กับบทเรียนทางการเมือง เรื่อง 'คู่ขัดแย้ง' ที่ไม่กลายเป็น 'ศัตรู'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บทความพิเศษ | ชลัมพุ์ นีติยา

chalumnitiya@gmail.com

One Piece

กับบทเรียนทางการเมือง

เรื่อง ‘คู่ขัดแย้ง’ ที่ไม่กลายเป็น ‘ศัตรู’

ข่าวว่า One Piece ฉบับคนแสดงกำลังเข้าสู่ซีซั่น 2 ทำให้แฟนๆ ตื่นเต้น เพราะอยากเห็นแกรนด์ไลน์ (Grand Line) แบบฉากคนแสดง และเรื่องกำลังเข้าใกล้อาร์ค อาลาบัสตา ที่พูดเรื่องรัฐ ประชาชน ความจริง และสงครามกลางเมืองอย่างเข้มข้น

แต่เมื่อชื่อของวีวี่ถูกพูดถึง ก็เกิดดราม่าแคสติ้งขึ้นทันทีจากข่าวว่านักแสดงผู้รับบทคือชาริธรา จันทรัน (Charithra Chandran) ซึ่งเป็นคนเชื้อสายอินเดียผิวคล้ำ จนแฟนบางส่วนรู้สึกไม่ตรงกับภาพเดิม

ขณะที่บางส่วนมองว่าเป็นความพยายามสร้างความหลากหลาย

อย่างไรก็ดี ดราม่านี้กลับย้ำว่า อาลาบัสตาไม่มีทางแยกออกจากการเมืองได้

เพราะแม้แต่การถกเถียงว่าใครมีสิทธิ์ทำให้ตัวละครถูกต้องก็เป็นการแย่งชิงอำนาจทางความหมาย

ที่สำคัญ ตัวเรื่องเองก็เล่ากลไกที่ผลักให้ทั้งประเทศมองกันเป็นศัตรู

ทั้งที่ศัตรูตัวจริงซ่อนอยู่เบื้องหลัง

หากต้องการเครื่องมือทฤษฎีที่หนักแน่นพอจะอ่านอาลาบัสตาให้ทะลุชั้นผิวของเรื่องเล่า เราจำเป็นต้องใช้ภาษาปรัชญาการเมืองที่ไม่หลบหนีความขัดแย้ง และไม่ลดการเมืองให้เป็นการบริหารจัดการเชิงเทคนิค

เครื่องมือแบบนั้นหาได้ในงานของชองตาล มูฟฟ์ (Chantal Mouffe) นักทฤษฎีการเมืองร่วมสมัยผู้เสนอแนวคิดประชาธิปไตยแบบคู่ขัดแย้ง (agonistic democracy)

ซึ่งทำให้เรามองเห็นว่า การเมืองไม่ใช่พื้นที่ซึ่งเหตุผลจะค่อยๆ หลอมความต่างให้กลายเป็นฉันทมติ

แต่เป็นสนามต่อสู้เชิงอำนาจเพื่อกำหนดความหมายร่วมของโลกและตัวตนร่วมของสังคม

มูฟฟ์เริ่มจากการวิจารณ์สิ่งที่อาจเรียกว่า ความเพ้อฝันของเสรีนิยมร่วมสมัยที่มักมองการเมืองเป็นพื้นที่ซึ่งความขัดแย้งจะค่อยๆ คลี่คลายได้ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนและการอภิปรายอย่างเป็นกลาง เมื่อผู้คนมีเหตุผลและรู้ข้อเท็จจริง ปัญหาก็จะหายไปและสังคมจะลงเอยด้วยฉันทมติ

แต่มูฟฟ์มองว่า การเมืองเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ต้องต่อสู้เพื่อกำหนดว่าอะไรคือ “เรา” (we) และอะไรคือ “เขา” (they) ใครคือประชาชน ใครคือคนนอก ใครมีสิทธิ์ในทรัพยากร ใครมีเสียงในระเบียบสังคม

นี่คือสิ่งที่มูฟฟ์เรียกว่าการเมืองในมิติของความเป็นปฏิปักษ์ (the political as antagonism) ซึ่งฝังอยู่ในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่การกำจัดความขัดแย้ง แต่เป็นการจัดความขัดแย้งให้มีรูปแบบที่อยู่ร่วมได้

กล่าวคือ เปลี่ยนการมองอีกฝ่ายจาก “ศัตรู” ให้เป็น “คู่ขัดแย้ง”

และทำให้การแข่งขันทางการเมืองไม่ลื่นไถลไปสู่สงครามศีลธรรมที่อีกฝ่ายต้องถูกกำจัดออกไป

แกนสำคัญที่สุดของมูฟฟ์คือการแยกระหว่างความเป็นปฏิปักษ์ (antagonism) กับความเป็นคู่ขัดแย้ง (agonism)

ความเป็นปฏิปักษ์คือโครงสร้างความขัดแย้งที่อีกฝ่ายถูกทำให้เป็นศัตรูในระดับอัตลักษณ์และศีลธรรม อีกฝ่ายไม่ได้เป็นคู่แข่ง แต่เป็นสิ่งชั่วร้ายที่ไม่มีสิทธิ์อยู่ร่วมเวที ความรุนแรงจึงฟังดูถูกต้อง เพราะเป็นการกำจัดสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่

ในขณะที่ความเป็นคู่ขัดแย้งคือการจัดความขัดแย้งใหม่ให้เกิดขึ้นภายในขอบเขตของการยอมรับร่วมกันว่าอีกฝ่ายเป็นคู่ขัดแย้งที่มีสิทธิ์อยู่ร่วมเวที แม้จะไม่เห็นด้วยอย่างถึงที่สุด

ประชาธิปไตยในความหมายนี้ คือการทำให้ความต่างไม่ระเบิดเป็นการทำลายล้างกันเอง แต่ระบายออกในรูปการแข่งขันที่มีกติกาและการยอมรับความชอบธรรมขั้นต่ำของกันและกัน

ในแง่นี้ อาลาบัสตาคือกรณีตัวอย่างของการที่สังคมถูกทำให้ย้ายจากความเป็นฝ่ายตรงข้ามไปสู่ความเป็นปฏิปักษ์ แล้วถูกบังคับให้เข้าสู่สงครามกลางเมือง

เพื่ออธิบายว่า ทำไมสังคมจึงลื่นไถลจากคู่ขัดแย้งเป็นปฏิปักษ์ได้ง่ายเช่นนั้น

มูฟฟ์ใช้แนวคิดอำนาจนำ (hegemony) ในแง่การครอบงำทางความหมาย ที่ทำให้ความหมายหนึ่งกลายเป็นสามัญสำนึกของสังคม

คนไม่ได้ต่อสู้กันแค่เพื่อแย่งพื้นที่หรือทรัพยากร แต่ต่อสู้กันเพื่อแย่งสิทธิ์ที่จะพูดว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความยุติธรรม ใครคือผู้ร้าย และใครคือประชาชนผู้ถูกกระทำ

ในแง่นี้ ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ลอยอยู่เหนือการเมือง แต่เป็นสิ่งที่ถูกจัดวางและถูกทำให้น่าเชื่อผ่านวาทกรรม สถาบัน และอารมณ์ร่วมของสังคม

เมื่อหันกลับไปที่อาลาบัสตา เราจะเห็นชัดว่า คร็อคโคไดล์ไม่ได้เริ่มจากการยึดประเทศด้วยกำลัง แต่เริ่มจากการยึดสามัญสำนึกของประชาชนว่า รัฐคือผู้ร้าย วิกฤตน้ำเกิดจากการโกงของราชวงศ์ คนธรรมดาไม่มีทางเลือกนอกจากการลุกฮือ และเขาคือฮีโร่ผู้คุ้มครองประเทศ

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริงในความหมายเชิงประจักษ์ แต่เป็นความจริงทางการเมืองที่ถูกทำให้เกิดขึ้นผ่านอำนาจนำ

ในทฤษฎีของมูฟฟ์ กลุ่มทางการเมืองเกิดจากการร้อย (articulation) ประสบการณ์และความไม่พอใจที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน ในอาลาบัสตา ความแห้งแล้ง ความยากจน ความอดอยาก ความรู้สึกถูกทอดทิ้งของรัฐ และความโกรธที่สะสมมานานถูกร้อยให้เป็นเรื่องเดียวว่า ประเทศกำลังล่มสลายเพราะราชวงศ์ และราชวงศ์คือศัตรูของประชาชน

จากจุดนี้ประชาชน (the people) ถูกสร้างขึ้นในฐานะตัวตนทางการเมือง ส่วนราชวงศ์ถูกทำให้เป็นศัตรูอย่างสมบูรณ์แบบ

และความขัดแย้งทั้งหมดถูกดันให้เหลือเพียงทางเลือกเดียวคือสงคราม

การเมืองจึงลื่นไถลจากการแสวงหาทางออกไปสู่การแสวงหาแพะรับบาป

มูฟฟ์ยังยืนยันว่า การเมืองไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผลล้วนๆ เพราะความผูกพันทางการเมืองเกิดจากอารมณ์กระทบ (affect) ไม่ว่าจะเป็นความหวัง ความกลัว ความแค้น ความอับอาย หรือศักดิ์ศรี

ในอาลาบัสตา ความแห้งแล้งคือความทุกข์ที่กัดกินชีวิตประจำวัน เมื่อคนกำลังอดน้ำ

ความจริงแบบเหตุผลกลายเป็นสิ่งหรูหรา เมื่อเด็กกำลังจะตาย

ปัญหาการเมืองกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจรอได้ และนี่คือเงื่อนไขที่ทำให้การปลุกปั่นทำงานง่ายที่สุด

เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการคือการได้ระบายความเจ็บปวดออกมาในรูปของการลงโทษศัตรู ความรุนแรงจึงถูกทำให้กลายเป็นเรื่องชอบธรรมโดยอัตโนมัติ

มูฟฟ์ยังวิจารณ์โลกสมัยใหม่ที่พยายามทำให้การเมืองเป็นการบริหารจัดการแบบผู้เชี่ยวชาญจนความขัดแย้งถูกซุกไว้ใต้พรม เมื่อคนไม่มีพื้นที่แสดงความไม่พอใจ เชื้อไฟนั้นจะกลับมาในรูปแบบที่รุนแรงกว่าเดิม

อาลาบัสตาในฐานะรัฐที่ปล่อยให้ความทุกข์สั่งสมโดยไม่มีช่องทางแก้ไขในระดับสถาบัน ทำให้ความขัดแย้งไม่มีรูปแบบของคู่ขัดแย้ง

และสุดท้ายระเบิดเป็นปฏิปักษ์อย่างสมบูรณ์

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประเทศไม่ได้ฉิบหายเพราะมีคนเลวมากกว่าปกติ

แต่ฉิบหายเพราะไม่มีพื้นที่ที่ความต่างจะถูกจัดรูปแบบให้แข่งขันกันโดยไม่ห้ำหั่นกันเอง

เมื่อมองผ่านแว่นนี้ อาลาบัสตาก็คือสนามการเมืองที่สงครามกลางเมืองถูกจัดฉากอย่างแยบยล

ประเทศเริ่มจากวิกฤตทรัพยากร น้ำกลายเป็นการเมืองโดยตรงเพราะผู้ที่ควบคุมน้ำคือผู้ที่ควบคุมชีวิต

แต่สิ่งที่ทำให้ประเทศพังไม่ใช่ภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการที่ภัยธรรมชาติถูกแปลความเป็นเรื่องศีลธรรมและเรื่องศัตรู

ผู้คนถูกทำให้เชื่อว่าราชวงศ์โกงน้ำ ปิดบังความจริง และปล่อยให้คนอดตายเพื่อรักษาอภิสิทธิ์ของตนเอง

ความไม่ไว้วางใจต่อรัฐจึงก่อตัวเป็นแรงเหวี่ยงทางการเมือง

และแรงเหวี่ยงนี้ถูกทำให้มีทิศทางด้วยการปลุกปั่นและการสร้างภาพของฝ่ายหนึ่งให้เป็นผู้ร้ายโดยสมบูรณ์

ในเวลาเดียวกัน คร็อคโคไดล์ 1 ใน 7 เทพโจรสลัด (Shichibukai) ที่เป็นโจรที่รับใช้รัฐบาลโลก ก็ยึดพื้นที่ทางอารมณ์ด้วยการสร้างภาพว่าตนเองเป็นผู้พิทักษ์ประเทศ ผู้ปราบโจร ผู้สร้างความมั่นคง ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขาคือความหวังสุดท้าย

ทั้งที่เขาคือผู้บงการให้ประเทศเดินเข้าสู่สงคราม

เมื่อประเทศถูกแบ่งเป็นฝ่ายอย่างสมบูรณ์แบบ พื้นที่ตรงกลางแทบไม่เหลืออยู่ ความขัดแย้งถูกยกระดับให้เป็นสงครามแห่งศักดิ์ศรีและศีลธรรม

กองทัพกบฏไม่ได้มองราชวงศ์เป็นรัฐบาลที่ผิดพลาดและต้องถูกตรวจสอบ แต่เป็นทรราชที่ต้องถูกโค่นล้ม

ฝ่ายทหารของรัฐก็ไม่ได้มองกบฏเป็นพลเมืองที่เดือดร้อน แต่มองพวกเขาเป็นผู้ทรยศที่ต้องถูกบดขยี้

นี่คือภาพของปฏิปักษ์แบบมูฟฟ์อย่างเต็มรูป เมื่อความขัดแย้งกลายเป็นศัตรู ความรุนแรงจะดูเหมือนความจำเป็น และเมื่อความรุนแรงกลายเป็นความจำเป็น สังคมจะพร้อมทำลายตัวเองแม้ไม่รู้ว่ากำลังถูกใครใช้เป็นเครื่องมือ

ในสมรภูมินี้ วีวี่คือหัวใจของโศกนาฏกรรม เพราะเธออยู่ตรงกลางระหว่างรัฐกับประชาชน

เธอเห็นความสิ้นหวังของผู้คน เห็นความเจ็บแค้นและความโกรธ แต่ก็รู้ว่าสงครามกลางเมืองไม่ใช่คำตอบ และรู้ว่ารัฐที่พังลงไม่อาจให้ความยุติธรรมโดยปริยาย

วีวี่จึงไม่ได้ต้องการให้รัฐชนะหรือกบฏชนะ เธอต้องการให้ประเทศรอด และนี่เป็นความปรารถนาทางการเมืองที่ทั้งยิ่งใหญ่และเกือบเป็นไปไม่ได้ เพราะมันต้องทำให้คนที่กำลังมองกันเป็นศัตรูกลับมามองกันเป็นคู่ขัดแย้งอีกครั้ง

ฉากที่วีวี่พยายามตะโกนเพื่อหยุดสงคราม เรียกร้องให้ทุกฝ่ายฟังเหตุผล และยืนยันว่าศัตรูตัวจริงไม่ใช่อีกฝ่าย แต่เป็นผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลัง

คือฉากที่ทำให้เราเห็นข้อจำกัดของเหตุผลเมื่ออารมณ์กระทบครอบงำสังคมแล้ว วีวี่คือภาพของการเมืองที่พยายามกลับไปสู่ความเป็นคู่ขัดแย้ง แต่ต้องเผชิญความจริงว่า เมื่อผู้คนกลายเป็นศัตรูกันแล้ว เสียงของความสมานฉันท์จะถูกทำให้เป็นเสียงไร้สาระทันที

และผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลางมักถูกทั้งสองฝ่ายสงสัยอยู่เสมอ

การมาถึงของกลุ่มหมวกฟางจึงมีความหมายทางการเมืองมากกว่าแค่การเป็นผู้กล้าช่วยเจ้าหญิง

หากมองด้วยมูฟฟ์ ลูฟี่ไม่ได้เข้ามาเพื่อเสนอแบบแผนการปกครองใหม่ แต่เขาเข้ามาเพื่อทำลายอำนาจนำปลอมๆ ที่ทำให้ทั้งประเทศเดินเข้าสู่สงคราม

เขาเป็นแรงกระแทกที่ทำให้ภาพลวงตาแตกออก และทำให้สังคมกลับมามองเห็นว่า ความขัดแย้งของตนถูกจัดฉาก

การต่อสู้ของลูฟี่กับคร็อคโคไดล์จึงไม่ใช่แค่การวัดพลัง แต่ยังเป็นการปะทะกันระหว่างสองตรรกะทางการเมือง

ตรรกะแบบหนึ่ง คือการใช้อำนาจครอบงำความหมายและความกลัวเพื่อยึดประเทศ

ตรรกะอีกแบบหนึ่ง คือการทำลายศูนย์กลางของการจัดฉากนั้น เมื่อศูนย์กลางถูกโค่น ความจริงแบบอื่นจึงเริ่มโผล่ขึ้นมาได้ และเมื่อศัตรูตัวจริงถูกเปิดโปง

ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐก็มีโอกาสกลับไปเป็นคู่ขัดแย้งได้อีกครั้ง แม้จะไม่ได้สมบูรณ์หรือสวยงามในทันที

ในที่สุด อาลาบัสตาให้บทเรียนว่า โศกนาฏกรรมทางการเมืองมักเริ่มจากความทุกข์ที่ถูกบิดเป็นความเกลียดชัง

และเมื่อความเกลียดชังถูกยกระดับเป็นศีลธรรม ความรุนแรงก็จะดูชอบธรรมทันที

สิ่งที่มูฟฟ์เสนอ และ One Piece อาลาบัสตาอาร์คยืนยัน คือการเมืองที่ดีไม่ใช่การไม่มีความขัดแย้ง แต่เป็นการทำให้ความขัดแย้งอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องฆ่ากันเอง

ประชาธิปไตยเป็นสังคมที่ความต่างยังอยู่ร่วมกันได้ เพราะอีกฝ่ายถูกมองเป็นคู่ขัดแย้ง ไม่ใช่ศัตรู รูปแบบกิจกรรมหนึ่งที่จะทำให้คู่ขัดแย้งไม่กลายเป็นศัตรูที่มุ่งฆ่าแกงกันก็คือการเลือกตั้ง

เมื่อมองดราม่าแคสติ้งวีวี่ในโซเชียลมีเดีย ประเด็นสำคัญคือการยอมรับว่าการถกเถียงเรื่องรูปลักษณ์ก็เป็นการเมืองของความหมาย เมื่อไม่อาจหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้ ก็ควรจัดให้มีพื้นที่ของการอยู่ร่วม ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากอาลาบัสตาจะเป็นประเทศที่ประสบภัยแล้ง ผู้คนยังถูกปั่นหัวให้เกลียดชังกันเอง จนความขัดแย้งเลื่อนจากคู่ขัดแย้งไปเป็นศัตรู และพร้อมทำลายตัวเองในที่สุด

และนี่อาจเป็นเหตุผลลึกที่ผู้คนรักวีวี่ เพราะเธอเป็นภาพของความพยายามรักษาชีวิตร่วมกันไว้ท่ามกลางแรงผลักให้ผู้คนเกลียดกัน

หาก One Piece ยังมีความหมายในห้วงยามนี้ อาลาบัสตาอาจเป็นคำเตือนว่า ความหวังทางการเมืองไม่ได้เกิดจากการไม่มีความขัดแย้ง แต่มาจากการทำให้ความขัดแย้งไม่กลายเป็นสงคราม และการรักษาสังคมไว้ได้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการหาคนดีมาปกครอง แต่ขึ้นอยู่กับการทำให้ผู้คนเลิกมองกันเป็นศัตรู แล้วกลับมาเห็นกันเป็นคู่ขัดแย้งที่ต้องอยู่ร่วมโลกเดียวกันต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : One Piece กับบทเรียนทางการเมือง เรื่อง ‘คู่ขัดแย้ง’ ที่ไม่กลายเป็น ‘ศัตรู’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ

อ่านคอนเทนต์เพิ่มเติม คลิก!

'เหรียญ' พารวย

ราคาบิตคอยน์วันนี้ (18 ก.พ. 69) ปรับลง 2.24% อยู่ที่ 67,299 เหรียญสหรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ

Bitkub ยกระดับเทรดทองดิจิทัล ส่งตัวช่วยเทียบหน่วยบาททองคำ

ทันหุ้น

ลงทุนที่ไหนดีเมื่อ Bitcoin ขาลง? CIO ของ Arca เปิดโผ 3 เซกเตอร์น่าจับตาในปี 2026

ทันหุ้น
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...