One Piece กับบทเรียนทางการเมือง เรื่อง 'คู่ขัดแย้ง' ที่ไม่กลายเป็น 'ศัตรู'
บทความพิเศษ | ชลัมพุ์ นีติยา
chalumnitiya@gmail.com
One Piece
กับบทเรียนทางการเมือง
เรื่อง ‘คู่ขัดแย้ง’ ที่ไม่กลายเป็น ‘ศัตรู’
ข่าวว่า One Piece ฉบับคนแสดงกำลังเข้าสู่ซีซั่น 2 ทำให้แฟนๆ ตื่นเต้น เพราะอยากเห็นแกรนด์ไลน์ (Grand Line) แบบฉากคนแสดง และเรื่องกำลังเข้าใกล้อาร์ค อาลาบัสตา ที่พูดเรื่องรัฐ ประชาชน ความจริง และสงครามกลางเมืองอย่างเข้มข้น
แต่เมื่อชื่อของวีวี่ถูกพูดถึง ก็เกิดดราม่าแคสติ้งขึ้นทันทีจากข่าวว่านักแสดงผู้รับบทคือชาริธรา จันทรัน (Charithra Chandran) ซึ่งเป็นคนเชื้อสายอินเดียผิวคล้ำ จนแฟนบางส่วนรู้สึกไม่ตรงกับภาพเดิม
ขณะที่บางส่วนมองว่าเป็นความพยายามสร้างความหลากหลาย
อย่างไรก็ดี ดราม่านี้กลับย้ำว่า อาลาบัสตาไม่มีทางแยกออกจากการเมืองได้
เพราะแม้แต่การถกเถียงว่าใครมีสิทธิ์ทำให้ตัวละครถูกต้องก็เป็นการแย่งชิงอำนาจทางความหมาย
ที่สำคัญ ตัวเรื่องเองก็เล่ากลไกที่ผลักให้ทั้งประเทศมองกันเป็นศัตรู
ทั้งที่ศัตรูตัวจริงซ่อนอยู่เบื้องหลัง
หากต้องการเครื่องมือทฤษฎีที่หนักแน่นพอจะอ่านอาลาบัสตาให้ทะลุชั้นผิวของเรื่องเล่า เราจำเป็นต้องใช้ภาษาปรัชญาการเมืองที่ไม่หลบหนีความขัดแย้ง และไม่ลดการเมืองให้เป็นการบริหารจัดการเชิงเทคนิค
เครื่องมือแบบนั้นหาได้ในงานของชองตาล มูฟฟ์ (Chantal Mouffe) นักทฤษฎีการเมืองร่วมสมัยผู้เสนอแนวคิดประชาธิปไตยแบบคู่ขัดแย้ง (agonistic democracy)
ซึ่งทำให้เรามองเห็นว่า การเมืองไม่ใช่พื้นที่ซึ่งเหตุผลจะค่อยๆ หลอมความต่างให้กลายเป็นฉันทมติ
แต่เป็นสนามต่อสู้เชิงอำนาจเพื่อกำหนดความหมายร่วมของโลกและตัวตนร่วมของสังคม
มูฟฟ์เริ่มจากการวิจารณ์สิ่งที่อาจเรียกว่า ความเพ้อฝันของเสรีนิยมร่วมสมัยที่มักมองการเมืองเป็นพื้นที่ซึ่งความขัดแย้งจะค่อยๆ คลี่คลายได้ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนและการอภิปรายอย่างเป็นกลาง เมื่อผู้คนมีเหตุผลและรู้ข้อเท็จจริง ปัญหาก็จะหายไปและสังคมจะลงเอยด้วยฉันทมติ
แต่มูฟฟ์มองว่า การเมืองเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ต้องต่อสู้เพื่อกำหนดว่าอะไรคือ “เรา” (we) และอะไรคือ “เขา” (they) ใครคือประชาชน ใครคือคนนอก ใครมีสิทธิ์ในทรัพยากร ใครมีเสียงในระเบียบสังคม
นี่คือสิ่งที่มูฟฟ์เรียกว่าการเมืองในมิติของความเป็นปฏิปักษ์ (the political as antagonism) ซึ่งฝังอยู่ในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่การกำจัดความขัดแย้ง แต่เป็นการจัดความขัดแย้งให้มีรูปแบบที่อยู่ร่วมได้
กล่าวคือ เปลี่ยนการมองอีกฝ่ายจาก “ศัตรู” ให้เป็น “คู่ขัดแย้ง”
และทำให้การแข่งขันทางการเมืองไม่ลื่นไถลไปสู่สงครามศีลธรรมที่อีกฝ่ายต้องถูกกำจัดออกไป
แกนสำคัญที่สุดของมูฟฟ์คือการแยกระหว่างความเป็นปฏิปักษ์ (antagonism) กับความเป็นคู่ขัดแย้ง (agonism)
ความเป็นปฏิปักษ์คือโครงสร้างความขัดแย้งที่อีกฝ่ายถูกทำให้เป็นศัตรูในระดับอัตลักษณ์และศีลธรรม อีกฝ่ายไม่ได้เป็นคู่แข่ง แต่เป็นสิ่งชั่วร้ายที่ไม่มีสิทธิ์อยู่ร่วมเวที ความรุนแรงจึงฟังดูถูกต้อง เพราะเป็นการกำจัดสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่
ในขณะที่ความเป็นคู่ขัดแย้งคือการจัดความขัดแย้งใหม่ให้เกิดขึ้นภายในขอบเขตของการยอมรับร่วมกันว่าอีกฝ่ายเป็นคู่ขัดแย้งที่มีสิทธิ์อยู่ร่วมเวที แม้จะไม่เห็นด้วยอย่างถึงที่สุด
ประชาธิปไตยในความหมายนี้ คือการทำให้ความต่างไม่ระเบิดเป็นการทำลายล้างกันเอง แต่ระบายออกในรูปการแข่งขันที่มีกติกาและการยอมรับความชอบธรรมขั้นต่ำของกันและกัน
ในแง่นี้ อาลาบัสตาคือกรณีตัวอย่างของการที่สังคมถูกทำให้ย้ายจากความเป็นฝ่ายตรงข้ามไปสู่ความเป็นปฏิปักษ์ แล้วถูกบังคับให้เข้าสู่สงครามกลางเมือง
เพื่ออธิบายว่า ทำไมสังคมจึงลื่นไถลจากคู่ขัดแย้งเป็นปฏิปักษ์ได้ง่ายเช่นนั้น
มูฟฟ์ใช้แนวคิดอำนาจนำ (hegemony) ในแง่การครอบงำทางความหมาย ที่ทำให้ความหมายหนึ่งกลายเป็นสามัญสำนึกของสังคม
คนไม่ได้ต่อสู้กันแค่เพื่อแย่งพื้นที่หรือทรัพยากร แต่ต่อสู้กันเพื่อแย่งสิทธิ์ที่จะพูดว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความยุติธรรม ใครคือผู้ร้าย และใครคือประชาชนผู้ถูกกระทำ
ในแง่นี้ ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ลอยอยู่เหนือการเมือง แต่เป็นสิ่งที่ถูกจัดวางและถูกทำให้น่าเชื่อผ่านวาทกรรม สถาบัน และอารมณ์ร่วมของสังคม
เมื่อหันกลับไปที่อาลาบัสตา เราจะเห็นชัดว่า คร็อคโคไดล์ไม่ได้เริ่มจากการยึดประเทศด้วยกำลัง แต่เริ่มจากการยึดสามัญสำนึกของประชาชนว่า รัฐคือผู้ร้าย วิกฤตน้ำเกิดจากการโกงของราชวงศ์ คนธรรมดาไม่มีทางเลือกนอกจากการลุกฮือ และเขาคือฮีโร่ผู้คุ้มครองประเทศ
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริงในความหมายเชิงประจักษ์ แต่เป็นความจริงทางการเมืองที่ถูกทำให้เกิดขึ้นผ่านอำนาจนำ
ในทฤษฎีของมูฟฟ์ กลุ่มทางการเมืองเกิดจากการร้อย (articulation) ประสบการณ์และความไม่พอใจที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน ในอาลาบัสตา ความแห้งแล้ง ความยากจน ความอดอยาก ความรู้สึกถูกทอดทิ้งของรัฐ และความโกรธที่สะสมมานานถูกร้อยให้เป็นเรื่องเดียวว่า ประเทศกำลังล่มสลายเพราะราชวงศ์ และราชวงศ์คือศัตรูของประชาชน
จากจุดนี้ประชาชน (the people) ถูกสร้างขึ้นในฐานะตัวตนทางการเมือง ส่วนราชวงศ์ถูกทำให้เป็นศัตรูอย่างสมบูรณ์แบบ
และความขัดแย้งทั้งหมดถูกดันให้เหลือเพียงทางเลือกเดียวคือสงคราม
การเมืองจึงลื่นไถลจากการแสวงหาทางออกไปสู่การแสวงหาแพะรับบาป
มูฟฟ์ยังยืนยันว่า การเมืองไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผลล้วนๆ เพราะความผูกพันทางการเมืองเกิดจากอารมณ์กระทบ (affect) ไม่ว่าจะเป็นความหวัง ความกลัว ความแค้น ความอับอาย หรือศักดิ์ศรี
ในอาลาบัสตา ความแห้งแล้งคือความทุกข์ที่กัดกินชีวิตประจำวัน เมื่อคนกำลังอดน้ำ
ความจริงแบบเหตุผลกลายเป็นสิ่งหรูหรา เมื่อเด็กกำลังจะตาย
ปัญหาการเมืองกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจรอได้ และนี่คือเงื่อนไขที่ทำให้การปลุกปั่นทำงานง่ายที่สุด
เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการคือการได้ระบายความเจ็บปวดออกมาในรูปของการลงโทษศัตรู ความรุนแรงจึงถูกทำให้กลายเป็นเรื่องชอบธรรมโดยอัตโนมัติ
มูฟฟ์ยังวิจารณ์โลกสมัยใหม่ที่พยายามทำให้การเมืองเป็นการบริหารจัดการแบบผู้เชี่ยวชาญจนความขัดแย้งถูกซุกไว้ใต้พรม เมื่อคนไม่มีพื้นที่แสดงความไม่พอใจ เชื้อไฟนั้นจะกลับมาในรูปแบบที่รุนแรงกว่าเดิม
อาลาบัสตาในฐานะรัฐที่ปล่อยให้ความทุกข์สั่งสมโดยไม่มีช่องทางแก้ไขในระดับสถาบัน ทำให้ความขัดแย้งไม่มีรูปแบบของคู่ขัดแย้ง
และสุดท้ายระเบิดเป็นปฏิปักษ์อย่างสมบูรณ์
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประเทศไม่ได้ฉิบหายเพราะมีคนเลวมากกว่าปกติ
แต่ฉิบหายเพราะไม่มีพื้นที่ที่ความต่างจะถูกจัดรูปแบบให้แข่งขันกันโดยไม่ห้ำหั่นกันเอง
เมื่อมองผ่านแว่นนี้ อาลาบัสตาก็คือสนามการเมืองที่สงครามกลางเมืองถูกจัดฉากอย่างแยบยล
ประเทศเริ่มจากวิกฤตทรัพยากร น้ำกลายเป็นการเมืองโดยตรงเพราะผู้ที่ควบคุมน้ำคือผู้ที่ควบคุมชีวิต
แต่สิ่งที่ทำให้ประเทศพังไม่ใช่ภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการที่ภัยธรรมชาติถูกแปลความเป็นเรื่องศีลธรรมและเรื่องศัตรู
ผู้คนถูกทำให้เชื่อว่าราชวงศ์โกงน้ำ ปิดบังความจริง และปล่อยให้คนอดตายเพื่อรักษาอภิสิทธิ์ของตนเอง
ความไม่ไว้วางใจต่อรัฐจึงก่อตัวเป็นแรงเหวี่ยงทางการเมือง
และแรงเหวี่ยงนี้ถูกทำให้มีทิศทางด้วยการปลุกปั่นและการสร้างภาพของฝ่ายหนึ่งให้เป็นผู้ร้ายโดยสมบูรณ์
ในเวลาเดียวกัน คร็อคโคไดล์ 1 ใน 7 เทพโจรสลัด (Shichibukai) ที่เป็นโจรที่รับใช้รัฐบาลโลก ก็ยึดพื้นที่ทางอารมณ์ด้วยการสร้างภาพว่าตนเองเป็นผู้พิทักษ์ประเทศ ผู้ปราบโจร ผู้สร้างความมั่นคง ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขาคือความหวังสุดท้าย
ทั้งที่เขาคือผู้บงการให้ประเทศเดินเข้าสู่สงคราม
เมื่อประเทศถูกแบ่งเป็นฝ่ายอย่างสมบูรณ์แบบ พื้นที่ตรงกลางแทบไม่เหลืออยู่ ความขัดแย้งถูกยกระดับให้เป็นสงครามแห่งศักดิ์ศรีและศีลธรรม
กองทัพกบฏไม่ได้มองราชวงศ์เป็นรัฐบาลที่ผิดพลาดและต้องถูกตรวจสอบ แต่เป็นทรราชที่ต้องถูกโค่นล้ม
ฝ่ายทหารของรัฐก็ไม่ได้มองกบฏเป็นพลเมืองที่เดือดร้อน แต่มองพวกเขาเป็นผู้ทรยศที่ต้องถูกบดขยี้
นี่คือภาพของปฏิปักษ์แบบมูฟฟ์อย่างเต็มรูป เมื่อความขัดแย้งกลายเป็นศัตรู ความรุนแรงจะดูเหมือนความจำเป็น และเมื่อความรุนแรงกลายเป็นความจำเป็น สังคมจะพร้อมทำลายตัวเองแม้ไม่รู้ว่ากำลังถูกใครใช้เป็นเครื่องมือ
ในสมรภูมินี้ วีวี่คือหัวใจของโศกนาฏกรรม เพราะเธออยู่ตรงกลางระหว่างรัฐกับประชาชน
เธอเห็นความสิ้นหวังของผู้คน เห็นความเจ็บแค้นและความโกรธ แต่ก็รู้ว่าสงครามกลางเมืองไม่ใช่คำตอบ และรู้ว่ารัฐที่พังลงไม่อาจให้ความยุติธรรมโดยปริยาย
วีวี่จึงไม่ได้ต้องการให้รัฐชนะหรือกบฏชนะ เธอต้องการให้ประเทศรอด และนี่เป็นความปรารถนาทางการเมืองที่ทั้งยิ่งใหญ่และเกือบเป็นไปไม่ได้ เพราะมันต้องทำให้คนที่กำลังมองกันเป็นศัตรูกลับมามองกันเป็นคู่ขัดแย้งอีกครั้ง
ฉากที่วีวี่พยายามตะโกนเพื่อหยุดสงคราม เรียกร้องให้ทุกฝ่ายฟังเหตุผล และยืนยันว่าศัตรูตัวจริงไม่ใช่อีกฝ่าย แต่เป็นผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลัง
คือฉากที่ทำให้เราเห็นข้อจำกัดของเหตุผลเมื่ออารมณ์กระทบครอบงำสังคมแล้ว วีวี่คือภาพของการเมืองที่พยายามกลับไปสู่ความเป็นคู่ขัดแย้ง แต่ต้องเผชิญความจริงว่า เมื่อผู้คนกลายเป็นศัตรูกันแล้ว เสียงของความสมานฉันท์จะถูกทำให้เป็นเสียงไร้สาระทันที
และผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลางมักถูกทั้งสองฝ่ายสงสัยอยู่เสมอ
การมาถึงของกลุ่มหมวกฟางจึงมีความหมายทางการเมืองมากกว่าแค่การเป็นผู้กล้าช่วยเจ้าหญิง
หากมองด้วยมูฟฟ์ ลูฟี่ไม่ได้เข้ามาเพื่อเสนอแบบแผนการปกครองใหม่ แต่เขาเข้ามาเพื่อทำลายอำนาจนำปลอมๆ ที่ทำให้ทั้งประเทศเดินเข้าสู่สงคราม
เขาเป็นแรงกระแทกที่ทำให้ภาพลวงตาแตกออก และทำให้สังคมกลับมามองเห็นว่า ความขัดแย้งของตนถูกจัดฉาก
การต่อสู้ของลูฟี่กับคร็อคโคไดล์จึงไม่ใช่แค่การวัดพลัง แต่ยังเป็นการปะทะกันระหว่างสองตรรกะทางการเมือง
ตรรกะแบบหนึ่ง คือการใช้อำนาจครอบงำความหมายและความกลัวเพื่อยึดประเทศ
ตรรกะอีกแบบหนึ่ง คือการทำลายศูนย์กลางของการจัดฉากนั้น เมื่อศูนย์กลางถูกโค่น ความจริงแบบอื่นจึงเริ่มโผล่ขึ้นมาได้ และเมื่อศัตรูตัวจริงถูกเปิดโปง
ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐก็มีโอกาสกลับไปเป็นคู่ขัดแย้งได้อีกครั้ง แม้จะไม่ได้สมบูรณ์หรือสวยงามในทันที
ในที่สุด อาลาบัสตาให้บทเรียนว่า โศกนาฏกรรมทางการเมืองมักเริ่มจากความทุกข์ที่ถูกบิดเป็นความเกลียดชัง
และเมื่อความเกลียดชังถูกยกระดับเป็นศีลธรรม ความรุนแรงก็จะดูชอบธรรมทันที
สิ่งที่มูฟฟ์เสนอ และ One Piece อาลาบัสตาอาร์คยืนยัน คือการเมืองที่ดีไม่ใช่การไม่มีความขัดแย้ง แต่เป็นการทำให้ความขัดแย้งอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องฆ่ากันเอง
ประชาธิปไตยเป็นสังคมที่ความต่างยังอยู่ร่วมกันได้ เพราะอีกฝ่ายถูกมองเป็นคู่ขัดแย้ง ไม่ใช่ศัตรู รูปแบบกิจกรรมหนึ่งที่จะทำให้คู่ขัดแย้งไม่กลายเป็นศัตรูที่มุ่งฆ่าแกงกันก็คือการเลือกตั้ง
เมื่อมองดราม่าแคสติ้งวีวี่ในโซเชียลมีเดีย ประเด็นสำคัญคือการยอมรับว่าการถกเถียงเรื่องรูปลักษณ์ก็เป็นการเมืองของความหมาย เมื่อไม่อาจหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้ ก็ควรจัดให้มีพื้นที่ของการอยู่ร่วม ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากอาลาบัสตาจะเป็นประเทศที่ประสบภัยแล้ง ผู้คนยังถูกปั่นหัวให้เกลียดชังกันเอง จนความขัดแย้งเลื่อนจากคู่ขัดแย้งไปเป็นศัตรู และพร้อมทำลายตัวเองในที่สุด
และนี่อาจเป็นเหตุผลลึกที่ผู้คนรักวีวี่ เพราะเธอเป็นภาพของความพยายามรักษาชีวิตร่วมกันไว้ท่ามกลางแรงผลักให้ผู้คนเกลียดกัน
หาก One Piece ยังมีความหมายในห้วงยามนี้ อาลาบัสตาอาจเป็นคำเตือนว่า ความหวังทางการเมืองไม่ได้เกิดจากการไม่มีความขัดแย้ง แต่มาจากการทำให้ความขัดแย้งไม่กลายเป็นสงคราม และการรักษาสังคมไว้ได้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการหาคนดีมาปกครอง แต่ขึ้นอยู่กับการทำให้ผู้คนเลิกมองกันเป็นศัตรู แล้วกลับมาเห็นกันเป็นคู่ขัดแย้งที่ต้องอยู่ร่วมโลกเดียวกันต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : One Piece กับบทเรียนทางการเมือง เรื่อง ‘คู่ขัดแย้ง’ ที่ไม่กลายเป็น ‘ศัตรู’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly