โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พร้อมไหม? หากต้องรื้อโครงสร้างภาษีไทย ปรับภาษี VAT จากเดิม 7% เป็น 10% เพิ่มรายได้การคลัง เพื่อแก้วิกฤตระยะยาว

BTimes

อัพเดต 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

จากกรณีที่ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้เปิดเวทีเสวนา“ภาษีไทย: ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษีเพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย” ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการยกเครื่องภาษี ไทยอย่างจริงจัง เพื่อรับมือกับวิกฤตประชากรและปัญหาทางการคลังที่เพิ่มขึ้น หลังจากที่ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายทั้งการคลัง จากวิกฤตโครงสร้างประชากร การขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องมาเกินกว่าสิบปี บวกกับสังคมสูงวัยที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลเตรียมการไว้เป็นทางเลือกสำคัญ

โดยเฉพาะแนวคิดการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ได้รับการถกเถียงมาอย่างต่อเนื่องไม่ว่ากี่รัฐบาลต่อกี่รัฐบาล ซึ่งการปรับภาษี VAT คาดว่าจะสร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลถึง 3 แสนล้านบาทต่อปี ควบคู่กับมาตรการลดภาระให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งที่ผ่านมาความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีแนวคิดที่จะเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) โดยวางแผนใน 3 ปีงบประมาณได้แก่ปี 2569 – 2571 จะมีการจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ไว้ที่ไม่น้อยกว่า 15.1%

ปัญหาการคลัง ต้นเหตุปรับขึ้นภาษี VAT

ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง มองว่าปัญหางบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง หนี้เพิ่ม ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ หนี้ธุรกิจ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Ageing Society) เศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และต้นทุนที่สูงสำหรับการทำเศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งความโปร่งใสของประเทศไทย ซึ่งองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) รายงานดัชนีว่าลำดับของไทยแย่ลงจากเดิม โดยปัจจุบันประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 116 สะท้อนความเชื่อมั่นในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ถดถอย

กัมพล สุภาแพ่ง ประธานคณะกรรมาธิการ มองว่าระบบภาษีอากรถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ทั้งด้านการจัดหารายได้ของรัฐ การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการสนับสนุนการพัฒนาในระยะยาว ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย โครงสร้างภาษีของประเทศไทยจำเป็นต้องได้รับการพิจารณา

ปิยพัฒน์ สุภาวรรณ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง มองว่า หากไม่มีการปรับโครงสร้างภาษีและเพิ่มรายได้ของรัฐบาลอย่างจริงจัง อาจทำให้การดำเนินนโยบายคลังในระยะยาวต้องเผชิญกับความเสี่ยง และหนึ่งในข้อเสนอคือการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% โดยจะทยอยปรับขึ้นปีละ 1% ภายใน 3 ปี ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลเพิ่มเติมประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาทต่อปี โดยที่ผ่านมาไทยตรึงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% มานานกว่า 33 ปี เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน แต่เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนและ OECD ที่เก็บ VAT ในช่วง 10-25% อัตราของไทยถือว่าต่ำกว่ามาก

ขณะนี้ ภาษี VAT เป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาล คิดเป็นประมาณ 30% ของรายได้ทั้งหมด หรือประมาณ 900,000 ล้านบาทต่อปี หากปรับขึ้น VAT เป็น 10% คาดว่าจะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับรัฐอีกประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาทต่อปี โดยรายได้ที่มาจากการปรับ VAT จะต้องจัดสรรเข้าสู่บัญชีเงินออมเฉพาะบุคคล เพื่อลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และใช้เป็นแหล่งเงินสำหรับระบบสวัสดิการรัฐ เช่นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งจากข้อมูลในปัจจุบัน ผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพเพียง 600-1,000 บาทต่อเดือน แต่หากมีการจัดสรรจากเงินที่เพิ่มขึ้นในส่วนของ VAT จะสามารถเพิ่มเบี้ยยังชีพให้เป็น 3,000 บาทต่อเดือนได้

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ศึกษาการเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำ และการฟื้นการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งจะเก็บภาษีจากบุคคลสัญชาติไทยและผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย โดยเรียกเก็บ 1,000 บาทต่อคน สำหรับการเดินทางทางอากาศ และ 500 บาทสำหรับการเดินทางทางรถยนต์หรือเรือ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับรัฐประมาณ 2,800 ล้านบาทต่อปีด้วย

รัฐบาลเตรียมรื้อเพดานลดหย่อนภาษี

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ บอกว่ารัฐบาลมีแผนปรับโครงสร้างเพดานค่าลดหย่อนภาษี โดยกำหนดวงเงินรวมไม่เกิน 800,000 บาทต่อปี ครอบคลุมกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), กองทุน Thai ESG, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ประกันบำนาญ และบัญชี TISA พร้อมเปลี่ยนวิธีคำนวณสิทธิลดหย่อนให้แตกต่างตามระดับรายได้อย่างชัดเจน

ซึ่งการปรับโครงสร้างค่าลดหย่อนภาษี ครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการ “รีบาลานซ์” สิทธิประโยชน์ทางภาษี ให้เอื้อต่อคนรุ่นใหม่ มนุษย์เงินเดือน และผู้มีรายได้ปานกลางมากขึ้น เพื่อสร้างเงินออมรองรับวัยเกษียณในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ลดภาระการคลังจากการอุดหนุนกลุ่มรายได้สูง โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้สุทธิให้กรมสรรพากรราว 5,000 ล้านบาทต่อปี และยังเป็นแรงหนุนให้เม็ดเงินออมไหลกลับเข้าสู่ตลาดทุนไทยอีกทาง

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิลดหย่อนในอัตรา 1.3 เท่าของเงินลงทุน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้กลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลางเริ่มออมตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิตการทำงาน

ผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิลดหย่อนเพียง 0.7 เท่าของเงินลงทุน หายไป 30% ซึ่งสะท้อนแนวคิดการลดการอุดหนุนทางภาษีให้กับกลุ่มที่มีศักยภาพในการออมสูงอยู่แล้ว

หากใช้สิทธิเต็มเพดาน 800,000 บาท ผู้มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีจะสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 1.04 ล้านบาท ขณะที่ผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีจะลดหย่อนได้สูงสุด 560,000 บาท

เพิ่มเก็บภาษีบาป ยกเลิกเก็บภาษีสินค้ามูลค่าต่ำ

รัฐยังมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล โดยเพิ่มจากอัตราที่ใช้อยู่ ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 อีกลิตรละ 1 บาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มประมาณ 33,000 ล้านบาทสำหรับปี 2570 แต่จะพิจารณาให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตเป็นสำคัญ และเพิ่มอัตราภาษีในกลุ่มสินค้าภาษีบาป หรือ Sin Tax ได้แก่ สุรา เบียร์ และยาสูบ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มรายได้ 5,450 ล้านบาทสำหรับปี 2570 ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาษีสินค้าที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม โดยพิจารณานำแนวคิดภาษีคาร์บอนมาใช้เป็นส่วนประกอบ คาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มเติม 6,000 ล้านบาท รวมถึงการจัดเก็บภาษีจากสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอีก 320 ล้านบาท เป็นต้น

ตลอดจนยกเว้นการจัดเก็บอากรขาเข้าจากสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ตามหลักเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำ (De Minimis) ซึ่งเป็นมาตรการที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐอีกประมาณ 3,000 ล้านบาทภายในปี 2570 พร้อมทั้งลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสินค้านำเข้ากับสินค้าที่ผลิตในประเทศด้วย

เก็บภาษีคนไทย ต้องเก็บต่างชาติด้วย

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 การบังคับใช้ Global Minimum Tax ในอัตราขั้นต่ำ 15% โดยเฉพาะจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เดิมใช้นโยบายลดหย่อนภาษีที่มีอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าเกณฑ์สากล ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐบาล โดยตั้งเป้ารายได้ 8,400 ล้านบาทในปี 2570 โดยเป้าหมายหลักคือให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีรายได้รวมทั่วโลกตั้งแต่ 750 ล้านยูโรต่อปี ต้องเสียภาษีในระดับใกล้เคียงกัน ไม่ว่าดำเนินธุรกิจในประเทศใด ลดการโยกย้ายกำไรไปยังประเทศภาษีต่ำ

ขณะที่ผู้ประกอบการไทย แม้อัตราภาษีนิติบุคคลจะอยู่ที่ 20% แต่สิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนทำให้หลายบริษัทมีอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่า 15% หากไม่มีการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ส่วนต่างดังกล่าวจะถูกประเทศที่เป็นที่ตั้งของบริษัทแม่เรียกเก็บแทน รัฐบาลจึงออกพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เพื่อรักษาฐานรายได้ภาษีไว้ในประเทศ

การยกเครื่องระบบภาษีครั้งใหญ่ อาจจะไม่ใช่เรื่องถูกใจประชาชน เพราะผลกระทบที่ตามมาไม่ได้มีแค่รายได้รัฐบาลเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงประชาชน ธุรกิจ และเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้นสิ่งที่รัฐต้องคำนึงคือแผนมาตรการบรรเทาผลกระทบควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้าง โดยเฉพาะผลต่อค่าครองชีพ กำลังซื้อ และการบริโภคของเอกชน หากหลักใหญ่ใจความสำคัญคือความอยู่รอดและความยั่งยืนในระยะยาว…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...