โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ผลกระทบจากสงครามการค้าของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์”

สยามรัฐ

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

ทันทีที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวในสมัยที่สอง เมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2025 เขาก็ได้เริ่มเปิดฉากสงครามเศรษฐกิจที่กำหนดมาตรการภาษีภายใต้ “กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ” (The International Emergency Economic Powers Act) ต่อคู่ค้าของสหรัฐอเมริกาทั่วทุกมุมโลก และเขาก็ยังบังคับใช้ภาษีตามมาตรา 232 กับสินค้าประเภทการผลิตอุปกรณ์สร้างรถยนต์ รถบรรทุก ผลิตภัณฑ์ด้านไม้แปรรูป เฟอร์นิเจอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ยารักษาโรค รวมถึงแร่ธาตุ อาทิเช่น ทองแดง เป็นต้น

ทั้งนี้ภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์คิดเป็นอัตราเฉลี่ย ซึ่งถือเป็นรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นครัวเรือนละกว่า 1,000 ดอลลาร์ในปี ค.ศ. 2025 และเพิ่มขึ้นเป็น 1,300 ดอลลาร์ในปี ค.ศ. 2026 โดยภาพรวมแล้วอัตราภาษีนำเข้าทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 13.5% มาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ในครั้งนี้ นับเป็นการเพิ่มภาษีครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 เป็นต้นมา มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กำหนดขึ้นนี้ เป็นภาษีที่สร้างรายได้ระหว่างปี ค.ศ. 2025-2035 ให้แก่สหรัฐฯ ได้ราวๆ 2 ล้านล้านดอลลาร์เลยทีเดียว!!!

และจากข่าวที่ออกมาว่า ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะทำการตัดสินพิจารณาคดีในเร็วๆ นี้ในทำนองที่ว่า ข้อกฎหมายที่ประธานาธิบดีทรัมป์นำมาใช้ภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศในครั้งนี้มีความถูกต้องหรือไม่? และอย่างไร? จากจากการศึกษาล่าสุดนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นผลทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นด้วยเช่นกัน และจากข้อมูลของธนาคารโลกที่ได้เปิดเผยออกมาว่า อัตราภาษีเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5%

ที่ผ่านมาคณะผู้พิพากษาศาลการค้าระหว่างประเทศได้ออกมาพิจารณาคดีนี้เอาไว้เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2025 ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ว่า ภาษีศุลกากรภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศที่ประธานาธิบดีทรัมป์หยิบยกขึ้นมาใช้นั้น “ผิดกฎหมาย” ทั้งนี้ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้กำหนดภาษีขาเข้าเอาไว้กับ 68 ประเทศในอัตราที่แตกต่างกัน อาทิเช่น ประเทศไทย 19%, ซีเรีย 41%, เวียดนาม 20%, มาเลเซีย 19%, ลาว 40%, ญี่ปุ่น 15%, อินเดีย 18%, สหภาพยุโรป 15%, จีน 20%, แคนาดา 35%, และบราซิลอยู่ที่ 50% เป็นต้น

จากผลวิจัยของธนาคารกลาง สาขานิวยอร์ก ได้เปิดเผยว่า อัตราเฉลี่ยของสินค้านำเข้าได้เพิ่มสูงขึ้นเมื่อปี 2025 ถึง 13% จากเดิมที่เคยมีอยู่แค่เพียง 2.6% เท่ากับว่าผู้บริโภคจะต้องแบกรับต่อภาระทางเศรษฐกิจจากสินค้าที่นำเข้าจากทั้ง จีน แคนาดา และเม็กซิโก ฯลฯ และจากการรายงานของ “สำนักหยั่งเสียงพิว” (Pew Research Center) เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026 นี้ว่า ชาวอเมริกันถึง 60% ไม่เห็นด้วยกับมาตรการสงครามทางการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเฉพาะสมาชิกของพรรคเดโมแครตถึง 93% ไม่เห็นด้วยกับมาตรการภาษีขาเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์เลยแม้แต่น้อย!!!

เมื่อมองในภาพรวมกันแล้วปรากฏให้เห็นว่า ขณะนี้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ร่วงตกลงค่อนข้างสูง โดยขณะนี้คะแนนนิยมของเขาเหลืออยู่ที่ 37% ซึ่งนับว่าเป็นคะแนนที่ตกต่ำมาก และย่อมจะมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งกลางสมัยที่จะมีการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 นี้ และหากว่าประธานาธิบดีทรัมป์เกิดพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางสมัย ก็จะทำให้พรรคเดโมแครตกลับเข้าไปคุมเสียงข้างมาก และหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นมาจริงๆ แน่นอนว่า การบริหารประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์จะกลายเป็นเป็ดง่อยที่ไม่สามารถจะผ่านร่างกฎหมายหลักๆ ของเขาได้เลย

อย่างไรก็ตามการจัดอันดับของประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ทุกๆ คน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ประธานาธิบดีคนแรกไปจนถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คนปัจจุบันที่เป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 จากการรายงานของสำนักหยั่งเสียง “YouGov” ได้ออกมาเปิดเผยผลการสำรวจของนักประวัติศาสตร์อเมริกัน เมื่อวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 นี้ว่า ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ที่ได้รับคะแนนสูงสุด 74% และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็เป็นประธานาธิบดีที่อยู่ในอันดับเกือบรั้งท้าย

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นเนื่องจากการเลือกตั้งกลางสมัยจะจัดให้มีขึ้นในอีกแปดเดือนข้างหน้า และหากว่าพรรคเดโมแครตสามารถเข้าไปนั่งคุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้ ซึ่งในเรื่องราวนี้ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ก็คงตระหนักเป็นอย่างดีว่า หากเกิดขึ้นมาจริงๆ เขาก็อาจจะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี เพราะฉะนั้นเขาคงจะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อมิให้มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น และดูเหมือนว่าขณะนี้พรรครีพับลิกันก็มีเม็ดเงินที่จะใช้ในการเลือกตั้งกลางสมัยแล้วถึง 304 ล้านเหรียญ แถม “อภิมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์” ที่เคยทุ่มเม็ดเงินในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วมาเกือบสามร้อยล้าน ก็ยังออกมาประกาศว่าจะสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์อีกครั้งคราหนึ่ง ซึ่งผลการเลือกตั้งจะออกมาเยี่ยงใดก็คงจะต้องจับตาคอยเฝ้าดูกันต่อไปละครับ

#สงครามการค้า #โดนัลด์ทรัมป์ #เศรษฐกิจโลก #การเมืองสหรัฐ #เลือกตั้งกลางสมัย #ภาษีนำเข้า #คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ #siamrathonline

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...