ผลกระทบจากสงครามการค้าของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์”
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
ทันทีที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวในสมัยที่สอง เมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2025 เขาก็ได้เริ่มเปิดฉากสงครามเศรษฐกิจที่กำหนดมาตรการภาษีภายใต้ “กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ” (The International Emergency Economic Powers Act) ต่อคู่ค้าของสหรัฐอเมริกาทั่วทุกมุมโลก และเขาก็ยังบังคับใช้ภาษีตามมาตรา 232 กับสินค้าประเภทการผลิตอุปกรณ์สร้างรถยนต์ รถบรรทุก ผลิตภัณฑ์ด้านไม้แปรรูป เฟอร์นิเจอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ยารักษาโรค รวมถึงแร่ธาตุ อาทิเช่น ทองแดง เป็นต้น
ทั้งนี้ภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์คิดเป็นอัตราเฉลี่ย ซึ่งถือเป็นรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นครัวเรือนละกว่า 1,000 ดอลลาร์ในปี ค.ศ. 2025 และเพิ่มขึ้นเป็น 1,300 ดอลลาร์ในปี ค.ศ. 2026 โดยภาพรวมแล้วอัตราภาษีนำเข้าทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 13.5% มาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ในครั้งนี้ นับเป็นการเพิ่มภาษีครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 เป็นต้นมา มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กำหนดขึ้นนี้ เป็นภาษีที่สร้างรายได้ระหว่างปี ค.ศ. 2025-2035 ให้แก่สหรัฐฯ ได้ราวๆ 2 ล้านล้านดอลลาร์เลยทีเดียว!!!
และจากข่าวที่ออกมาว่า ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะทำการตัดสินพิจารณาคดีในเร็วๆ นี้ในทำนองที่ว่า ข้อกฎหมายที่ประธานาธิบดีทรัมป์นำมาใช้ภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศในครั้งนี้มีความถูกต้องหรือไม่? และอย่างไร? จากจากการศึกษาล่าสุดนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นผลทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นด้วยเช่นกัน และจากข้อมูลของธนาคารโลกที่ได้เปิดเผยออกมาว่า อัตราภาษีเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5%
ที่ผ่านมาคณะผู้พิพากษาศาลการค้าระหว่างประเทศได้ออกมาพิจารณาคดีนี้เอาไว้เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2025 ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ว่า ภาษีศุลกากรภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศที่ประธานาธิบดีทรัมป์หยิบยกขึ้นมาใช้นั้น “ผิดกฎหมาย” ทั้งนี้ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้กำหนดภาษีขาเข้าเอาไว้กับ 68 ประเทศในอัตราที่แตกต่างกัน อาทิเช่น ประเทศไทย 19%, ซีเรีย 41%, เวียดนาม 20%, มาเลเซีย 19%, ลาว 40%, ญี่ปุ่น 15%, อินเดีย 18%, สหภาพยุโรป 15%, จีน 20%, แคนาดา 35%, และบราซิลอยู่ที่ 50% เป็นต้น
จากผลวิจัยของธนาคารกลาง สาขานิวยอร์ก ได้เปิดเผยว่า อัตราเฉลี่ยของสินค้านำเข้าได้เพิ่มสูงขึ้นเมื่อปี 2025 ถึง 13% จากเดิมที่เคยมีอยู่แค่เพียง 2.6% เท่ากับว่าผู้บริโภคจะต้องแบกรับต่อภาระทางเศรษฐกิจจากสินค้าที่นำเข้าจากทั้ง จีน แคนาดา และเม็กซิโก ฯลฯ และจากการรายงานของ “สำนักหยั่งเสียงพิว” (Pew Research Center) เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026 นี้ว่า ชาวอเมริกันถึง 60% ไม่เห็นด้วยกับมาตรการสงครามทางการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเฉพาะสมาชิกของพรรคเดโมแครตถึง 93% ไม่เห็นด้วยกับมาตรการภาษีขาเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์เลยแม้แต่น้อย!!!
เมื่อมองในภาพรวมกันแล้วปรากฏให้เห็นว่า ขณะนี้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ร่วงตกลงค่อนข้างสูง โดยขณะนี้คะแนนนิยมของเขาเหลืออยู่ที่ 37% ซึ่งนับว่าเป็นคะแนนที่ตกต่ำมาก และย่อมจะมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งกลางสมัยที่จะมีการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 นี้ และหากว่าประธานาธิบดีทรัมป์เกิดพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางสมัย ก็จะทำให้พรรคเดโมแครตกลับเข้าไปคุมเสียงข้างมาก และหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นมาจริงๆ แน่นอนว่า การบริหารประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์จะกลายเป็นเป็ดง่อยที่ไม่สามารถจะผ่านร่างกฎหมายหลักๆ ของเขาได้เลย
อย่างไรก็ตามการจัดอันดับของประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ทุกๆ คน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ประธานาธิบดีคนแรกไปจนถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คนปัจจุบันที่เป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 จากการรายงานของสำนักหยั่งเสียง “YouGov” ได้ออกมาเปิดเผยผลการสำรวจของนักประวัติศาสตร์อเมริกัน เมื่อวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 นี้ว่า ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ที่ได้รับคะแนนสูงสุด 74% และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็เป็นประธานาธิบดีที่อยู่ในอันดับเกือบรั้งท้าย
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นเนื่องจากการเลือกตั้งกลางสมัยจะจัดให้มีขึ้นในอีกแปดเดือนข้างหน้า และหากว่าพรรคเดโมแครตสามารถเข้าไปนั่งคุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้ ซึ่งในเรื่องราวนี้ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ก็คงตระหนักเป็นอย่างดีว่า หากเกิดขึ้นมาจริงๆ เขาก็อาจจะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี เพราะฉะนั้นเขาคงจะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อมิให้มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น และดูเหมือนว่าขณะนี้พรรครีพับลิกันก็มีเม็ดเงินที่จะใช้ในการเลือกตั้งกลางสมัยแล้วถึง 304 ล้านเหรียญ แถม “อภิมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์” ที่เคยทุ่มเม็ดเงินในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วมาเกือบสามร้อยล้าน ก็ยังออกมาประกาศว่าจะสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์อีกครั้งคราหนึ่ง ซึ่งผลการเลือกตั้งจะออกมาเยี่ยงใดก็คงจะต้องจับตาคอยเฝ้าดูกันต่อไปละครับ
#สงครามการค้า #โดนัลด์ทรัมป์ #เศรษฐกิจโลก #การเมืองสหรัฐ #เลือกตั้งกลางสมัย #ภาษีนำเข้า #คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ #siamrathonline