'โรคคางทูม'ระบาด กรมควบคุมโรคประเมินความเสี่ยง 'ระดับปานกลาง'
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรค ได้กำหนดแนวทางการป้องกันและควบคุมโรคคางทูมอย่างเป็นระบบ โดยดำเนินการควบคู่ทั้งการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา การจัดการผู้ป่วยและผู้สัมผัส การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของประชากรและการสื่อสารความเสี่ยงเชิงรุก
มาตรการสำคัญ ได้แก่ การรายงานผู้ป่วยเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังอย่างรวดเร็วการแยกกักผู้ป่วยอย่างน้อย 5 วันนับจากวันที่เริ่มมีอาการต่อมน้ำลายบวม และการติดตามอาการผู้สัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลา 25 วัน เพื่อจำกัดการแพร่กระจายในระดับพื้นที่
ประเทศไทยแนะนำให้เด็กได้รับวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และ หัดเยอรมัน (MMR) จำนวน 2 เข็ม โดยเข็มแรกเมื่ออายุ 9 เดือน และเข็มที่สองเมื่ออายุ 1 ปี 6 เดือน วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคคางทูม 72 %สำหรับการได้รับ 1 เข็ม และ 86 % สำหรับการได้รับ 2 เข็ม
อย่างไรก็ตาม ภูมิคุ้มกันอาจลดลงตามระยะเวลาหลังได้รับวัคซีน จึงอาจพบผู้ป่วยได้แม้ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ ทั้งนี้วัคซีนยังมีบทบาทสำคัญในการลดความรุนแรงของโรค และลดโอกาสการเกิดการระบาดในวงกว้าง สำหรับวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์สามารถเข้ารับบริการฉีดวัคซีนเพิ่มเติมได้ที่สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้านโดยเป็นบริการที่มีค่าใช้จ่ายตามสิทธิ
ด้านนพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมควบคุมโรคขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วยระบบทางเดินหายใจ การหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น การล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างสม่ำเสมอ และการงดกิจกรรมรวมกลุ่มเมื่อมีอาการสงสัยโรค รวมทั้งหยุดเรียนหรือหยุดงานตามคำแนะนำของบุคลากรสาธารณสุข
กรมควบคุมโรคจะติดตามสถานการณ์โรคคางทูมอย่างใกล้ชิด และปรับมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อควบคุมโรคอย่างรวดเร็วและลดผลกระทบต่อระบบบริการสาธารณสุข
ทั้งนี้ หากประชาชนมีอาการแก้มบวม ไข้ หรือสงสัยโรคคางทูม ควรเข้ารับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน และปฏิบัติตามคำแนะนำของบุคลากรสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422