ส่ง ‘พิธา’ ปั่น กทม.ฟีเวอร์ ปลุกกระแส ดันส้มทะลุ150 เสียง
นับถอยหลังอีกไม่ถึง 3 สัปดาห์ จะถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 เปลี่ยนอนาคตประเทศไทยอีกครั้ง วันที่ประชาชนชาวไทยทุกคนที่อายุ 18 ปีขึ้นไปจะมี “1 สิทธิ 1 เสียง” เท่าเทียมกัน
เวลานี้แต่ละพรรคการเมือง ต่างโหมสารพัดนโยบาย ลงพื้นที่-ส่งคนขึ้นเวทีดีเบต เพื่อหวังดึงคะแนนเสียงจาก“สวิงโหวต” ที่ยังมีจำนวนสูงอยู่ในปัจจุบัน
ผลโพลจากสถาบันพระปกเกล้า หรือ KPI Poll ล่าสุดเมื่อ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา หัวข้อ “เลือกตั้ง 69 ใครเหมาะสมเป็นนายกฯ คนใหม่ในสายตาของประชาชน” สำรวจระหว่างวันที่ 8-11 ม.ค. 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศจำนวน 2,000 ตัวอย่าง
เสียงส่วนใหญ่ 26.2% ระบุว่า ยังไม่มี “คนเหมาะสม” เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ส่วนลำดับถัดมา คือ "ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ไป 18.8% อันดับสาม "อนุทิน ชาญวีรกูล" หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ไป 16.9% ทิ้งห่าง "ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์" แคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทย ได้ไป 10.9% ด้าน"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 10.2% อาจสะท้อนให้เห็นว่า แม้ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 69 ประชาชนจำนวนหนึ่ง ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใคร “เหมาะสม” มาเป็นนายกฯ คนที่ 33 และสะท้อนถึงช่องว่างความเชื่อมั่นระหว่างประชาชน กับผู้นำทางการเมืองในปัจจุบัน
อีกประเด็นที่น่าสนใจในผลโพลสถาบันพระปกเกล้าดังกล่าวคือ “ช่วงวัย” ที่จะสนับสนุนนายกฯคนใหม่ พบว่าเจนเบบี้บูมเมอร์ ที่เกิดช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วัย60 ปีขึ้นไป และเจน X วัย 44-59 ปี ที่เกิดช่วงยุค 60-80 ออกตัวเชียร์ “อนุทิน” มากที่สุด 20.4% และ 21.2% ตามลำดับ
สวนทางกับเจน Y ช่วงอายุ 28-43 ปี เกิดช่วงยุค 80-กลางยุค 90 เชียร์ “ณัฐพงษ์” มากสุด 19.6% เช่นเดียวกับเจน Z วัย18-27 ปี เกิดปลายยุค 90-ปลายยุคมิลเลนเนียลส์ เชียร์ “ณัฐพงษ์” มากที่สุดถึง 33.8% ทิ้ง “อนุทิน-ยศชนัน” แบบไม่เห็นฝุ่น ขณะที่ “ยศชนัน” ติดอันดับ 3 ตลอดทุกเจนเนอเรชั่นการเมืองในผลโพลดังกล่าว
เมื่อไล่เรียงข้อมูลจากข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อัปเดตล่าสุดช่วงก่อนสิ้นปี 2568 พบว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ จะมีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้นประมาณ 53 ล้านคน ในจำนวนนี้มีกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกประมาณ 3.2-3.4 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 6% ซึ่งคนกลุ่มนี้เกิดเมื่อปี พ.ศ.2550 ต่ำลงมา ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเจน Z ที่โพลหลายสำนักมักชี้ให้เห็นว่า จำนวนมากสนับสนุน “พรรคส้ม”
ขณะที่เจอเนอเรชั่นอื่น ๆ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่าเจน X มีจำนวนมากสุด 27.7% รองลงมาคือเจน Y 26% ถัดมาเจนเบบี้บูมเมอร์ 25.8% และสุดท้ายเจน Z จำนวน 18.85%
ข้อมูลเหล่านี้น่าสนใจ เมื่อวิเคราะห์ตามผลโพลหลายสำนักที่ผ่านมา ประกอบกับในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้ง แต่ละพรรคมักเริ่มประเมิน “โพลภายใน” ของพรรคตัวเอง
โดยในส่วนของพรรคประชาชน หรือ ปชน.มีการสรุปผลโพลเมื่อกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่า พื้นที่เดิมโดยเฉพาะฐานที่มั่นใน กทม. ภาคกลางบางส่วน ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคอีสาน จะได้จำนวน สส.ราว 150 บวกลบ
อย่างไรก็ดี ยังมีบางเขตที่คะแนนยัง “สั่นคลอน” โดยมีปัจจัยจาก “กลุ่มสวิงโหวต” ทำให้ ปชน.ต้องเดินหน้ายุทธศาสตร์หาเสียงเพิ่มเติม นั่นจึงส่งผลให้บรรดา “ผู้ช่วยหาเสียง” หลายคน ไม่ว่าจะเป็น “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า เดินสายเวทีดีเบตผ่านหน้าสื่อหลายสำนัก เพื่อปลุกกระแส “ฟ้ารักพ่อ” ให้กลับมาอีกครั้ง เหมือนตอนปี 2562
ขณะเดียวกันโค้งสุดท้ายยังดึง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ป็อปปูลาร์ที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งพรรคส้ม ให้กลับมาหาเสียงในพื้นที่ กทม. ดีเดย์ 25 ม.ค.นี้ ปลุกกระแส “พิธาฟีเวอร์” ในเมืองหลวงให้เหมือนปี 2566 ที่กวาด สส.แทบยกจังหวัด 32 เขต มีแค่ 1 เขตที่แพ้เพื่อไทยไปแค่ 4 คะแนนเท่านั้น
ส่วนเรื่องนโยบายด้านเศรษฐกิจ-เทคโนโลยีต่าง ๆ จะส่ง 2 แคนดิเดตนายกฯอย่าง “ไหม ศิริกัญญา ตันสกุล-ต้น วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” ไปออกรายการเพื่ออธิบาย “ย่อยนโยบาย” ให้ประชาชนเข้าใจง่ายมากขึ้น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ก่อนหน้านี้ในการเลือกตั้งปี 2562-2566 “พรรคส้ม” ไม่ค่อยมีนโยบายเศรษฐกิจที่ “ปัง” และเข้าถึงประชาชน
อีกทางหนึ่ง พรรคยังส่งอดีต สส.ที่เป็นระดับ“อินฟลูเอนเซอร์” ในโลกโซเชียลฯ เช่น “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก ที่มีบทบาทอย่างมากบนโลกออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา เดินสายไปเป็นผู้ช่วยหาเสียงในหลายจังหวัดที่ “บ้านใหญ่” แข็งแกร่ง อาจยังพอมีหวังดึงเสียงส้มบางส่วนมาเป็นปาร์ตี้ลิสต์ได้
ขณะเดียวกัน “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้า เดินสายในพื้นที่อีสาน โดยเฉพาะในพื้นที่ “แดงเก่า” ปลุกจิตสำนึกประชาธิปไตยเข้มข้น บางพื้นที่ขุดเรื่องตั้งแต่ยุค “เตียง ศิริขันธ์” มาหาเสียง เพื่อหวังให้เปลี่ยนใจเทคะแนนให้ “ส้ม”
แทบทุกเวที มีการปลุกเร้าให้ประชาชนกา ปชน.ทั้ง 2 ใบ ให้ได้ สส.เขตเกิน 250 ที่นั่ง และป็อปปูลาร์โหวตเกิน 20 ล้านเสียง เพื่อหวังจัดตั้ง “รัฐบาลพรรคเดียว” โดยไม่ต้องสน “ใบอนุญาตใบที่ 2”
อย่างไรก็ดี ปชน.อาจต้องเผื่อความเสียหาย กรณีถูกคู่แข่งขยายแผลผู้สมัครบางราย กรณี “ส้มเทา” ที่ถูกรุกไล่มาแล้ว 2 คน ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัคร สส.เขต ที่มีดีกรี “ฝังตัว” อยู่ในพรรคมาแล้วกว่า 2 ปี ประเด็นนี้อาจฉุดเรตติ้ง และความเชื่อมั่นของกลุ่ม “สวิงโหวต”ได้
ยังไม่นับที่ฝ่ายรัฐบาลปัจจุบัน อ้างว่ายังมี “นักเลือกตั้งเทา” อีกราว 10 คน อยู่ระหว่างดำเนินการทางคดี และอาจเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ ซึ่งมีเป้าหมาย“เขย่า”คะแนนเสียงเลือกตั้งได้อีก
ทั้งจุดแข็งจุดอ่อน ทำให้แกนนำส้มประเมินยุทธศาสตร์ต่าง ๆ และผลโพลของพรรค รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยยังประมาณการณ์ว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ เบื้องต้นจะได้ สส.ไม่ต่ำกว่า 150 ที่นั่งบวกลบ
ดังนั้นจึงเริ่มกางฉากทัศน์ทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลผสม “ส้ม-แดง” โดยมีแนวโน้มสูงที่จะเชื้อเชิญ“เพื่อไทย”มาร่วมตั้งรัฐบาล พร้อมกับพรรคประชาชาติ-พรรคไทยสร้างไทย ซึ่งคาดว่าใน 4 พรรคนี้เบื้องต้นจะได้ สส.รวมกันราว 260-270 เสียง เพื่อต่อรองทางการเมืองกับพรรคอื่น ๆ ต่อไป
ขณะเดียวกัน ยุทธวิธีก่อนหน้านี้ของ “ก๊กส้ม” ยังมีการเดิน “เกมลับ” โดยส่ง “คีย์แมนส้ม” ไปอธิบายฉากทัศน์ของพรรคด้วยว่า การจัดตั้งรัฐบาลส้มครั้งนี้ จะไม่มีการแตะเรื่องมาตรา 112 ไม่มีนโยบาย “ทะลุเพดาน” เหมือนที่ผ่านมา ผ่านวงสนทนากับ “กุนซืออีลีต” หลายคน บางวงปรากฏ “ศาสดาสีส้ม” ไปอธิบายการันตีเรื่องนี้ด้วย
ยุทธวิธีดังกล่าว สะท้อนผ่านการเลือก “ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน” ที่เห็นชัดเจนว่ามี “นักวิชาการ-กลุ่มทุน-เทคโนแครต” มาเข้าร่วมเป็นจำนวนไม่น้อย โดยหลายคนแทบไม่มีเบื้องหลังเกี่ยวกับเรื่อง 112 ส่วนใหญ่ คือผู้เชี่ยวชาญในงานนั้น ๆ เพื่อ “ส่งสัญญาณ” ไปยัง “กลุ่มอีลีต”
ดังนั้น ความเคลื่อนไหวของ ปชน.หลังจากเวทีปราศรัยใหญ่ 25 ม.ค. ที่ดึง “พิธา” กลับมาเรียกเรตติ้ง ผสมยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในช่วงโค้งสุดท้าย จะส่งผลให้“ก๊กส้ม”ประสบความสำเร็จได้ สส.อย่างที่หวังไว้ เพื่อต่อยอดตั้งรัฐบาลหรือไม่ รอลุ้นกัน 8 ก.พ.