รายงานธนาคารโลกชี้ โรคไม่ติดต่อเรื้อรังจะสร้างภาระหนักต่อระบบสุขภาพ แนะสร้างบริการสุขภาพปฐมภูมิให้เข้มแข็ง
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (East Asia Pacific: EAP) กำลังยืนอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) กำลังคุกคามที่จะสร้างภาระหนักให้กับระบบสุขภาพ และชะลอการเติบโตของรายได้ ขณะที่การเสริมสร้างระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิให้เข้มแข็ง สามารถช่วยกระตุ้นการเติบโตและสร้างงานทั่วเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก
วันที่ 22 มกราคม 2569 ธนาคารโลกเปิดตัวรายงานฉบับใหม่ เรื่อง “A Healthy Future: Primary Health Care and the Chronic Disease Epidemic in EAP หรือ สู่สุขภาพที่ดีในอนาคต ระบบการแพทย์ปฐมภูมิและการระบาดของโรค เรื้อรังในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก”
รายงานฉบับนี้เน้นประเด็นสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
- การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งกำลังคุกคามความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ระบบสุขภาพ และการเติบโตของรายได้
- เหตุผลทางเศรษฐกิจในการลงทุนเพื่อเสริมสร้างระบบการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิ (primary health) ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อควบคุมโรค NCDs เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นด้านสุขภาพ ผลิตภาพ และการจ้างงาน
- การปฏิรูปที่จำเป็นในการสร้างระบบการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ลำดับความสำคัญด้านสุขภาพของภูมิภาค
รายงาน A Healthy Future: Primary Health Care and the Chronic Disease Epidemic in EAP ระบุว่า การปฏิรูปบริการสุขภาพปฐมภูมิ (Primary Health Care: PHC) อย่างเร่งด่วน จะช่วยให้ภูมิภาค EAP รับมือกับความท้าทายที่ทวีความรุนแรงนี้ และสร้างอนาคตที่มีสุขภาพดีและความมั่งคั่งที่ยั่งยืนมากขึ้น
เหตุผลทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนอย่างยิ่ง โดยการประเมินพบว่า ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เข้มแข็งให้ผลตอบแทนสูง ทุกการลงทุน 1 ดอลลาร์สหรัฐ สามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 16 ดอลลาร์สหรัฐ ผ่านสุขภาพที่ดีขึ้น ผลิตภาพแรงงานที่สูงขึ้น และการสร้างงาน
ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศในภูมิภาค EAP ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นด้านสุขภาพ อัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีลดลงอย่างมากจาก 57 รายต่อการเกิดมีชีพ 1,000 ราย เหลือเพียง 15 ราย และอายุเฉลี่ยของประชากรเพิ่มขึ้นจาก 68 ปี เป็น 77 ปี อย่างไรก็ตาม แม้ผู้คนจะมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ต้องใช้ชีวิตเกือบหนึ่งทศวรรษกับภาวะสุขภาพที่ไม่ดี เมื่อประชากรมีอายุมากขึ้นและเมืองขยายตัว พฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพกำลังผลักดันให้โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้นในกลุ่มประชากรวัยทำงานที่มีศักยภาพสูง ส่งผลให้ผลิตภาพลดลงและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มสูงขึ้น
อุบัติการณ์ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุ 45 ปีขี้นไป ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมากเนื่องจากการสูญเสียผลิดภาพและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เมื่อประเทศต่างๆ ร่ำรวยขึ้น ภาระจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังก็จะเพิ่ม ขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากระบบสาธารณสุขประสบความสำเร็จในการทำให้คนเข้าถึงการดูแลรักษาที่ช่วยชีวิตได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับมารดาและเด็กทารก และในการจัดการกับโรคติดเชื้อและโรคทางน้ำ ภาระโดยรวมจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจะเพิ่มขึ้นในช่วงแรก แต่ลดลงในภายหลัง เนื่องจากรายได้ที่สูงขึ้นและการขยายตัวของเมืองในระยะแรกนำไปสู่วิถีชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แล้วจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นการตระหนักรู้และการเข้าถึงทรัพยากรด้านการดูแลสุขภาพและวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นในที่สุด
ตัวชี้วัดปีสุขภาวะที่สูญเสีย (DALY) เป็นการประมาณจำนวนคน-ปีที่เสียไปเนื่องจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรหรือความพิการ (ไม่ว่าจะเป็นแบบถาวรหรือชั่วคราว รวมถึงเวลาที่เสียไปเนื่องจากความเจ็บป่วย) ตามที่แสดงในรูปที่ 0.4 ปีสุขภาวะที่สูญเสียต่อ 100 คน-ปี เพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มคนทำงานในช่วงท้ายๆ ช่วงอายุ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 4 โรค ซึ่งได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในกลุ่มประชากรวัยทำงาน โดยการแพร่ระบาดของโรคเหล่านี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นในเกือบทุกประเทศในภูมิภาค EAP แม้ภาระจากโรคจะสูงเป็นพิเศษในประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกก็ตาม (ดูรูปที่ 0.5)
ระบบ PHC ที่แข็งแกร่งเป็นมาตรการที่เหมาะสมที่สุดในการตอบสนองความต้องการด้านการดูสุขภาพในปัจจุบันและความท้าทายในอนาคตของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม
ความมีประสิทธิภาพ ตามหลักการแล้ว PHC ควรเป็นจุดติดต่อแรกระหว่างครัวเรือนกับระบบสาธารณสุข บริการ PHC คือการให้บริการในชุมชนที่ผู้คนอาศัยอยู่ เพื่อรองรับการระบุและการลดปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะเริ่มต้น บริการ PHC ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันโรคและการวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการจัดการดูแลรักษาในระยะยาว ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง บริการ PHC ช่วยให้การดูแลรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนของโรคลดลงได้
ความเท่าเทียม เนื่องจาก PHC ตั้งอยู่ในชุมชนและมีค่าบริการค่อนข้างต่ำ PHC จึงมีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ ในกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาการเข้าถึง PHC มีความเท่าเทียมกันมากกว่าการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ PHC ยังช่วยให้บริการที่จำเป็นในระหว่างการระบาดใหญ่ได้ เมื่อส่วนอื่น ๆ ของระบบสาธารณสุขมีภาระงานมากเกินไป
แม้ว่า PHC จะมีศักยภาพสูง แต่ก็ยังไม่สามารถตอบสนองต่อความคาดหวังได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คะแนน UHC SCI ขี้ให้เห็นถึงความครอบคลุมของบริการสุขภาพที่จำเป็นที่พัฒนาขึ้น แต่ผลการปฏิบัติงานในด้านบริการที่เกี่ยวข้องกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระดับภูมิภาคกลับค่อนข้างต่ำ เกือบทุกประเทศในภูมิภาค EAP มีคะแนน SCI ดีขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยประเทศที่มีการพัฒนามากที่สุดคือ จีน อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งแต่ละประเทศมีคะแนน SCI เพิ่มขึ้นมากกว่า 13 คะแนน ทั้งนี้ ในบรรดาดัชนีนี้ย่อยทั้ง 4 ที่ประกอบกันเป็น SCI ดัชนีย่อย NCD ก็ขี้ให้เห็นถึงผลการปฏิบัติงานที่ค่อนข้างต่ำในหลายประเทศ แม้จะเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ต่ำในภูมิภาคอื่นๆ ก็ตาม ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกที่ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มรายได้ใดก็ตาม มีผลการปฏิบัติงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานในเรื่องการป้องกันและจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั่วไป ผลการปฏิบัติงานที่ย่ำแย่นี้อาจสื่อถึงความท้าทายที่ไม่เหมือนประเทศอื่นๆ ในการให้บริการที่เชื่อมโยงกับความเป็นเกาะของประเทศ รูปแบบการตั้งถิ่นฐานและการขาดแคลนแรงงาน ตลอดจนข้อจำกัดด้านความต้องการ ซึ่งรวมถึงพฤติกรรมการไม่ใส่ใจที่จะแสวงหาบริการด้านสุขภาพด้วย
จากการประเมินระบบ PHC ด้วยการใช้มุมมองของผู้ป่วย ดังที่แสดงในดารางที่ 0.1 ทั้งนี้ ภูมิภาคนี้ก็ยังเผชิญกับความท้าทายในด้านเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
ความสามารถในการเข้าถึง ความสามารถในการเข้าถึงสถานบริการ PHC ด้วยตนเองเป็นความท้าทายในประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก และประเทศที่มีพื้นที่กระจายตัวทางภูมิศาสตร์ รวมถึงชนบทของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออก ซึ่งอาจต้องใช้เวลามากกว่าสองชั่วโมงในการเดินทางไปยังสถานบริการ PHC นอกจากนี้ความต่างและความเหลื่อมล้ำในระดับสูงเรื่องความหนาแน่นของบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์ ทั้งในระดับระหว่างประเทศและภายในประเทศ ยังส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงบริการ PHC อีกด้วย เช่น ในประเทศอินโดนีเซีย แม้ว่าสถานบริการ PHC ทกแห่งในจาการ์ตาจะมีเจ้าหน้าที่ครบ แต่สัดส่วนกลับลดลงอย่างมากในจังหวัดที่ห่างไกลกว่าอย่างปาปัวและมาลูกู เนื่องจากความท้ายเหล่านี้ เมื่อจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาภาวะฉับพลันที่สามารถจัดการได้ในระดับ PHC ผู้คนมักจะพึ่งพาผู้ให้บริการในภาคเอกชนและโรงพยาบาลแทน
ราคาที่เอื้อมถึง แม้ว่าหลายๆ ประเทศในภูมิภาค EAP จะมีนโยบายให้บริการ PHC ฟรีแก่กลุ่มประชากรที่เปราะบาง แต่กลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำมักรายงานว่ามีอุปสรรรคทางการเงินในการเข้าถึงการดูแลรักษา ในฟิจิ อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี และวานูอาตู ประชาชนต้องจ่ายค่าบริการ PHC เอง แม้ว่าไม่ควรต้องทำเช่นนั้นก็ตาม โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะยาและอุปกรณ์ตรวจวินิจฉัยโรคมีให้บริการน้อย
คุณภาพของการดูแลรักษา คุณภาพการดูแลรักษาที่ย่ำแย่ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่สามารถป้องกัน ได้ถึงหนึ่งในสามในภูมิภาค EAP ซึ่งสูงกว่าอัตราการตายส่วนเกินจากการไม่ได้รับการดูแลรักษาเลยอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้คุณภาพของ PHC ที่่ต่ำยังจำกัดผลดีด้านสุขภาพที่คาดว่าจะได้รับจาการขยายความครอบคลุมการให้บริการด้วย
ความครอบคลุม ในประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค EAP ตามหลักการแล้ว แพ็กเกจสิทธิประโยชน์ ของ PHC จะรวมถึงบริการส ร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค รวมถึงบริการครบวงจรสำหรับภาวะต่างๆ เกี่ยวกับ RMNCH และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง นอกจากนี้ บางประเทศยังครอบคลุมถึงการดูแลผู้สูงอายุ และการดูแลแบบประคับประคอง ตลอดจนบริการด้านสุขภาพจิต ทั้งนี้องค์ประกอบของบุคลากร และการจัดสรรบุคลากร เกี่ยวกับ PHC ในประเทศส่วนใหญ่มักไม่เพียงพอที่จะให้บริการเหล่านี้ ได้
ความต่อเนื่องในการดูแลรักษาและการมอบศักยภาพให้ผู้ป่วย กลยุทธ์ในการพัฒนาการประสานงานและความต่อเนื่องในการดูแลรักษาระหว่าง PHC และบริการเฉพาะทาง ได้แก่การขึ้นทะเบียนประชากรให้อยู่ในความดูแลของสถานบริการ PHC การ กำหนดให้มีจดหมายส่งต่อจากผู้ให้บริการ PHC เมื่อตอ้งได้รับบริการดูแลรักษาในระดับที่สูงขึ้น และการใช้เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อถ่ายโอนข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ กลยุทธ์ทั้งสามอย่างนี้มีการใช้งานในภูมิภาคนี้ในขอบเขตที่จำกัด (ดูตารางที่ O.2) การมอบศักยภาพให้ผู้ป่วยคือการมอบอำนาจให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมข้อมูลสุขภาพของตนเอง และให้ผู้ป่วยมีส่ วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายด้าน PHC แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศในภูมิภาค EAP ที่ใช้แนวปฏิบัติดังกล่าว
ผลกระทบจากจุดอ่อนเหล่านี้จะแตกต่างกันไปตามพื้นที่ชนบท และเขตเมือง โดยส่งผลให้ประชาชนในชนบท ได้รับการดูแลรักษาที่ไม่เพียงพอ ในขณะที่ประชาชนในเมืองละเลยการแพทย์ปฐมภูมิ
นอกจากนี้การใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพของประเทศ ในกลุ่ม EAP มีจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้จ่ายด้าน PHC ประสิทธิภาพก็เป็นปัญหาเช่นกัน การใช้จ่ายด้านสาธารณสุขคิดเป็นสัดส่วนต่ำ เมื่อเทียบกับ GDP ในหลายประเทศในภูมิภาคนี้ (ยกเว้นกลุ่มประเทศ PIC) ซึ่งทำให้ภาระค่าใช้จ่ายตกอยู่กับผู้ป่วย จำกัดความพร้อมในการให้บริการ หรือทั้งสองอย่าง แม้ว่าการจัดหาเงินทุนที่ไม่เพียงพอจะเป็นข้อจำกัดที่สำคัญ แต่การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไม่มีประสิทธิภาพก็เป็นความท้าทายเช่นกัน และเมื่อรวมกันแล้วจะนำไปสู่ปัญหาสี่ประเภทได้แก่ บริการ ทีมงาน และเครื่องมือที่ไม่เพียงพอ การตรวจสอบคุณภาพที่ไม่ดี สิ่งจูงใจที่ไม่เพียงพอสำหรับ ให้บริการ และประชากร ที่ขาดแรงจูงใจ
บริการงาน และเครื่องมือด้าน PHC ที่ไม่เพียงพอ บริการ มีศูนย์ PHC ยังน้อยแห่งที่ให้บริการด้านการป้องกันและรั ฃกษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) อย่างครบวงจร ซึ่งมีความสำคัญต่อการดูแลและจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ยิ่งไปกว่านั้น ศูนย์ PHC แนวโน้มที่จะให้บริการแก่ผู้ที่ไปใช้บริการที่สถานพยาบาลเท่านั้น ทำให้ไม่ครอบคลุมไปถึงกลุ่มประชากรจำนวนมากที่ไม่ไปใช้บริการที่สถานพยาบาลเหล่านั้น สถานการณ์นี้เป็นปัญหาอย่างยิ่งสำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งการตรวจคัดกรองจำนวนมากและการแทรกแซงตั้งแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยสาเหตุหลักมาจากความเฉื่อยของสถาบันและความไม่เพียงพอของทักษะและเครื่องมือ
สำหรับประเทศในกลุ่ม EAP การยกระดับ PHC เป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่าที่สุดในการรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพในปัจจุบัน
“ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เข้มแข็งไม่ได้เพียงช่วยคุ้มครองความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนเท่านั้น คนที่มีสุขภาพดีจะเรียนรู้ได้มากขึ้น ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความสามารถในการออมและลงทุนมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ขยายโอกาส สร้างทุนมนุษย์ สร้างงาน และขับเคลื่อนความมั่งคั่งที่ครอบคลุมทุกคน” นายคาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย รองประธานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของธนาคารโลก กล่าว “ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ธนาคารโลกบรรลุเป้าหมายในการให้บริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพและในราคาที่เหมาะสมแก่ประชาชน 1.5 พันล้านคนภายในปี 2030 การปฏิรูประบบบริการสุขภาพปฐมภูมิเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพที่เร่งด่วนที่สุดของภูมิภาคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว”
การป้องกันคือแนวป้องกันด่านแรกในการรับมือกับโรค NCDs บริการสุขภาพปฐมภูมิ เช่น การคัดกรอง การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก และการรักษา มีบทบาทสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรคเหล่านี้ รวมถึงช่วยลดความจำเป็นในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศของภูมิภาค EAP สถานพยาบาลยังคงมุ่งเน้นการรักษามากกว่าการป้องกัน ระดับความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของโรค NCDs อยู่ในระดับต่ำ และประชาชนจำนวนมากมองว่าบริการสุขภาพปฐมภูมิยังไม่มีคุณภาพเพียงพอ ส่งผลให้ครัวเรือนบางส่วนหลีกเลี่ยงการใช้บริการในระดับปฐมภูมิ หรือเลือกไปรับบริการที่โรงพยาบาลโดยตรง ซึ่งทำให้การเข้าถึงการดูแลรักษาอย่างทันท่วงทีล่าช้า และเกิดการใช้บริการป้องกันต่ำกว่าที่ควร
“การพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิให้ดีขึ้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก” นายอาดิตยา แมตทู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของธนาคารโลก กล่าว “ด้วยการลงทุนด้านการป้องกัน การนำนวัตกรรมมาใช้ และการเสริมสร้างบริการสุขภาพในระดับชุมชน ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค EAP จะสามารถสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วทั้งภูมิภาคได้”
รายงานฉบับนี้เน้นย้ำว่า การปฏิรูปจะต้องปรับให้เหมาะสมกับศักยภาพทางการเงินและทางเทคนิคของแต่ละประเทศ รวมถึงบริบททางการเมือง โดยเสนอแนวทางดำเนินการสี่ประการ ได้แก่ ประการแรก เสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ และทักษะให้แก่ผู้ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อให้สามารถรับมือกับโรค NCDs ได้ ประการที่สอง ยกระดับคุณภาพการดูแลรักษาโดยการติดตามผลและให้รางวัลแก่ผู้ให้บริการที่มีผลการดำเนินงานที่ดี ประการที่สาม ทำให้บริการสุขภาพปฐมภูมิมีราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ หรือไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้น้อย และประการสุดท้าย ให้ข้อมูล ชี้นำ และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การมีวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ รวมถึงการเข้ารับบริการป้องกันโรค
โดยสรุปแล้ว การปฏิรูป PHC มีศักยภาพที่จะช่วยพัฒนาสาธารณสุขของทั้งภูมิภาค เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ แต่ละประเทศจะต้องเปลี่ยนมาเน้นที่การป้องกันและการจัดการโรคให้มากขึ้น นอกจากประโยชน์ด้านสาธารณสุขโดยตรงแล้ว การลงทุนใน PHC ยังให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจประมาณ 16 เท่า งานแต่ละส่วนในภาคสาธารณสุขสามารถสร้างงานเพิ่มขึ้นโดยประมาณ 3.4 ตำแหน่ง ผ่านผลิตผลที่เพิ่มขึ้น อายุที่ยืนยาว และการสะสมทุนมนุษย์ของคนรุ่นต่อไปในอนาคต สิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลักดันการปฏิรูปเหล่านี้ให้สำเร็จคือการนำโดยผู้นำทางการเมืองระดับสูง ดังเช่นที่เห็นในอินโดนีเซียและไทย และแผนงานปฏิรูปที่น่าเชื่อถือซึ่งมีหลักฐานอ้างอิง และพัฒนาโดยกร ะทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ ลำดับขั้นตอนและการดำเนินการปฏิรูปจะต้องปรับให้เหมาะสมกับบริบทด้านการเงิน เทคโนโลยี และการเมืองของแต่ละประเทศโดยเฉพาะ ด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ย่อท้อ PHC จะสามารถมีอนาคตที่สดใสได้ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีและชีวิตที่ดีได้