โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

รายงานธนาคารโลกชี้ โรคไม่ติดต่อเรื้อรังจะสร้างภาระหนักต่อระบบสุขภาพ แนะสร้างบริการสุขภาพปฐมภูมิให้เข้มแข็ง

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 23 มกราคม 2569 เวลา 21.27 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (East Asia Pacific: EAP) กำลังยืนอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) กำลังคุกคามที่จะสร้างภาระหนักให้กับระบบสุขภาพ และชะลอการเติบโตของรายได้ ขณะที่การเสริมสร้างระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิให้เข้มแข็ง สามารถช่วยกระตุ้นการเติบโตและสร้างงานทั่วเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก

วันที่ 22 มกราคม 2569 ธนาคารโลกเปิดตัวรายงานฉบับใหม่ เรื่อง “A Healthy Future: Primary Health Care and the Chronic Disease Epidemic in EAP หรือ สู่สุขภาพที่ดีในอนาคต ระบบการแพทย์ปฐมภูมิและการระบาดของโรค เรื้อรังในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก

รายงานฉบับนี้เน้นประเด็นสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

  • การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งกำลังคุกคามความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ระบบสุขภาพ และการเติบโตของรายได้
  • เหตุผลทางเศรษฐกิจในการลงทุนเพื่อเสริมสร้างระบบการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิ (primary health) ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อควบคุมโรค NCDs เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นด้านสุขภาพ ผลิตภาพ และการจ้างงาน
  • การปฏิรูปที่จำเป็นในการสร้างระบบการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ลำดับความสำคัญด้านสุขภาพของภูมิภาค

รายงาน A Healthy Future: Primary Health Care and the Chronic Disease Epidemic in EAP ระบุว่า การปฏิรูปบริการสุขภาพปฐมภูมิ (Primary Health Care: PHC) อย่างเร่งด่วน จะช่วยให้ภูมิภาค EAP รับมือกับความท้าทายที่ทวีความรุนแรงนี้ และสร้างอนาคตที่มีสุขภาพดีและความมั่งคั่งที่ยั่งยืนมากขึ้น

เหตุผลทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนอย่างยิ่ง โดยการประเมินพบว่า ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เข้มแข็งให้ผลตอบแทนสูง ทุกการลงทุน 1 ดอลลาร์สหรัฐ สามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 16 ดอลลาร์สหรัฐ ผ่านสุขภาพที่ดีขึ้น ผลิตภาพแรงงานที่สูงขึ้น และการสร้างงาน

ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศในภูมิภาค EAP ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นด้านสุขภาพ อัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีลดลงอย่างมากจาก 57 รายต่อการเกิดมีชีพ 1,000 ราย เหลือเพียง 15 ราย และอายุเฉลี่ยของประชากรเพิ่มขึ้นจาก 68 ปี เป็น 77 ปี อย่างไรก็ตาม แม้ผู้คนจะมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ต้องใช้ชีวิตเกือบหนึ่งทศวรรษกับภาวะสุขภาพที่ไม่ดี เมื่อประชากรมีอายุมากขึ้นและเมืองขยายตัว พฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพกำลังผลักดันให้โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้นในกลุ่มประชากรวัยทำงานที่มีศักยภาพสูง ส่งผลให้ผลิตภาพลดลงและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มสูงขึ้น

อุบัติการณ์ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุ 45 ปีขี้นไป ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมากเนื่องจากการสูญเสียผลิดภาพและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เมื่อประเทศต่างๆ ร่ำรวยขึ้น ภาระจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังก็จะเพิ่ม ขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากระบบสาธารณสุขประสบความสำเร็จในการทำให้คนเข้าถึงการดูแลรักษาที่ช่วยชีวิตได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับมารดาและเด็กทารก และในการจัดการกับโรคติดเชื้อและโรคทางน้ำ ภาระโดยรวมจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจะเพิ่มขึ้นในช่วงแรก แต่ลดลงในภายหลัง เนื่องจากรายได้ที่สูงขึ้นและการขยายตัวของเมืองในระยะแรกนำไปสู่วิถีชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แล้วจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นการตระหนักรู้และการเข้าถึงทรัพยากรด้านการดูแลสุขภาพและวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นในที่สุด

ตัวชี้วัดปีสุขภาวะที่สูญเสีย (DALY) เป็นการประมาณจำนวนคน-ปีที่เสียไปเนื่องจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรหรือความพิการ (ไม่ว่าจะเป็นแบบถาวรหรือชั่วคราว รวมถึงเวลาที่เสียไปเนื่องจากความเจ็บป่วย) ตามที่แสดงในรูปที่ 0.4 ปีสุขภาวะที่สูญเสียต่อ 100 คน-ปี เพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มคนทำงานในช่วงท้ายๆ ช่วงอายุ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 4 โรค ซึ่งได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในกลุ่มประชากรวัยทำงาน โดยการแพร่ระบาดของโรคเหล่านี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นในเกือบทุกประเทศในภูมิภาค EAP แม้ภาระจากโรคจะสูงเป็นพิเศษในประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกก็ตาม (ดูรูปที่ 0.5)

ระบบ PHC ที่แข็งแกร่งเป็นมาตรการที่เหมาะสมที่สุดในการตอบสนองความต้องการด้านการดูสุขภาพในปัจจุบันและความท้าทายในอนาคตของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม

ความมีประสิทธิภาพ ตามหลักการแล้ว PHC ควรเป็นจุดติดต่อแรกระหว่างครัวเรือนกับระบบสาธารณสุข บริการ PHC คือการให้บริการในชุมชนที่ผู้คนอาศัยอยู่ เพื่อรองรับการระบุและการลดปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะเริ่มต้น บริการ PHC ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันโรคและการวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการจัดการดูแลรักษาในระยะยาว ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง บริการ PHC ช่วยให้การดูแลรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนของโรคลดลงได้

ความเท่าเทียม เนื่องจาก PHC ตั้งอยู่ในชุมชนและมีค่าบริการค่อนข้างต่ำ PHC จึงมีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ ในกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาการเข้าถึง PHC มีความเท่าเทียมกันมากกว่าการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ PHC ยังช่วยให้บริการที่จำเป็นในระหว่างการระบาดใหญ่ได้ เมื่อส่วนอื่น ๆ ของระบบสาธารณสุขมีภาระงานมากเกินไป

แม้ว่า PHC จะมีศักยภาพสูง แต่ก็ยังไม่สามารถตอบสนองต่อความคาดหวังได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คะแนน UHC SCI ขี้ให้เห็นถึงความครอบคลุมของบริการสุขภาพที่จำเป็นที่พัฒนาขึ้น แต่ผลการปฏิบัติงานในด้านบริการที่เกี่ยวข้องกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระดับภูมิภาคกลับค่อนข้างต่ำ เกือบทุกประเทศในภูมิภาค EAP มีคะแนน SCI ดีขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยประเทศที่มีการพัฒนามากที่สุดคือ จีน อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งแต่ละประเทศมีคะแนน SCI เพิ่มขึ้นมากกว่า 13 คะแนน ทั้งนี้ ในบรรดาดัชนีนี้ย่อยทั้ง 4 ที่ประกอบกันเป็น SCI ดัชนีย่อย NCD ก็ขี้ให้เห็นถึงผลการปฏิบัติงานที่ค่อนข้างต่ำในหลายประเทศ แม้จะเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ต่ำในภูมิภาคอื่นๆ ก็ตาม ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกที่ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มรายได้ใดก็ตาม มีผลการปฏิบัติงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานในเรื่องการป้องกันและจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั่วไป ผลการปฏิบัติงานที่ย่ำแย่นี้อาจสื่อถึงความท้าทายที่ไม่เหมือนประเทศอื่นๆ ในการให้บริการที่เชื่อมโยงกับความเป็นเกาะของประเทศ รูปแบบการตั้งถิ่นฐานและการขาดแคลนแรงงาน ตลอดจนข้อจำกัดด้านความต้องการ ซึ่งรวมถึงพฤติกรรมการไม่ใส่ใจที่จะแสวงหาบริการด้านสุขภาพด้วย

จากการประเมินระบบ PHC ด้วยการใช้มุมมองของผู้ป่วย ดังที่แสดงในดารางที่ 0.1 ทั้งนี้ ภูมิภาคนี้ก็ยังเผชิญกับความท้าทายในด้านเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ความสามารถในการเข้าถึง ความสามารถในการเข้าถึงสถานบริการ PHC ด้วยตนเองเป็นความท้าทายในประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก และประเทศที่มีพื้นที่กระจายตัวทางภูมิศาสตร์ รวมถึงชนบทของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออก ซึ่งอาจต้องใช้เวลามากกว่าสองชั่วโมงในการเดินทางไปยังสถานบริการ PHC นอกจากนี้ความต่างและความเหลื่อมล้ำในระดับสูงเรื่องความหนาแน่นของบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์ ทั้งในระดับระหว่างประเทศและภายในประเทศ ยังส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงบริการ PHC อีกด้วย เช่น ในประเทศอินโดนีเซีย แม้ว่าสถานบริการ PHC ทกแห่งในจาการ์ตาจะมีเจ้าหน้าที่ครบ แต่สัดส่วนกลับลดลงอย่างมากในจังหวัดที่ห่างไกลกว่าอย่างปาปัวและมาลูกู เนื่องจากความท้ายเหล่านี้ เมื่อจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาภาวะฉับพลันที่สามารถจัดการได้ในระดับ PHC ผู้คนมักจะพึ่งพาผู้ให้บริการในภาคเอกชนและโรงพยาบาลแทน

ราคาที่เอื้อมถึง แม้ว่าหลายๆ ประเทศในภูมิภาค EAP จะมีนโยบายให้บริการ PHC ฟรีแก่กลุ่มประชากรที่เปราะบาง แต่กลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำมักรายงานว่ามีอุปสรรรคทางการเงินในการเข้าถึงการดูแลรักษา ในฟิจิ อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี และวานูอาตู ประชาชนต้องจ่ายค่าบริการ PHC เอง แม้ว่าไม่ควรต้องทำเช่นนั้นก็ตาม โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะยาและอุปกรณ์ตรวจวินิจฉัยโรคมีให้บริการน้อย

คุณภาพของการดูแลรักษา คุณภาพการดูแลรักษาที่ย่ำแย่ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่สามารถป้องกัน ได้ถึงหนึ่งในสามในภูมิภาค EAP ซึ่งสูงกว่าอัตราการตายส่วนเกินจากการไม่ได้รับการดูแลรักษาเลยอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้คุณภาพของ PHC ที่่ต่ำยังจำกัดผลดีด้านสุขภาพที่คาดว่าจะได้รับจาการขยายความครอบคลุมการให้บริการด้วย

ความครอบคลุม ในประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค EAP ตามหลักการแล้ว แพ็กเกจสิทธิประโยชน์ ของ PHC จะรวมถึงบริการส ร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค รวมถึงบริการครบวงจรสำหรับภาวะต่างๆ เกี่ยวกับ RMNCH และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง นอกจากนี้ บางประเทศยังครอบคลุมถึงการดูแลผู้สูงอายุ และการดูแลแบบประคับประคอง ตลอดจนบริการด้านสุขภาพจิต ทั้งนี้องค์ประกอบของบุคลากร และการจัดสรรบุคลากร เกี่ยวกับ PHC ในประเทศส่วนใหญ่มักไม่เพียงพอที่จะให้บริการเหล่านี้ ได้

ความต่อเนื่องในการดูแลรักษาและการมอบศักยภาพให้ผู้ป่วย กลยุทธ์ในการพัฒนาการประสานงานและความต่อเนื่องในการดูแลรักษาระหว่าง PHC และบริการเฉพาะทาง ได้แก่การขึ้นทะเบียนประชากรให้อยู่ในความดูแลของสถานบริการ PHC การ กำหนดให้มีจดหมายส่งต่อจากผู้ให้บริการ PHC เมื่อตอ้งได้รับบริการดูแลรักษาในระดับที่สูงขึ้น และการใช้เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อถ่ายโอนข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ กลยุทธ์ทั้งสามอย่างนี้มีการใช้งานในภูมิภาคนี้ในขอบเขตที่จำกัด (ดูตารางที่ O.2) การมอบศักยภาพให้ผู้ป่วยคือการมอบอำนาจให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมข้อมูลสุขภาพของตนเอง และให้ผู้ป่วยมีส่ วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายด้าน PHC แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศในภูมิภาค EAP ที่ใช้แนวปฏิบัติดังกล่าว

ผลกระทบจากจุดอ่อนเหล่านี้จะแตกต่างกันไปตามพื้นที่ชนบท และเขตเมือง โดยส่งผลให้ประชาชนในชนบท ได้รับการดูแลรักษาที่ไม่เพียงพอ ในขณะที่ประชาชนในเมืองละเลยการแพทย์ปฐมภูมิ

นอกจากนี้การใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพของประเทศ ในกลุ่ม EAP มีจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้จ่ายด้าน PHC ประสิทธิภาพก็เป็นปัญหาเช่นกัน การใช้จ่ายด้านสาธารณสุขคิดเป็นสัดส่วนต่ำ เมื่อเทียบกับ GDP ในหลายประเทศในภูมิภาคนี้ (ยกเว้นกลุ่มประเทศ PIC) ซึ่งทำให้ภาระค่าใช้จ่ายตกอยู่กับผู้ป่วย จำกัดความพร้อมในการให้บริการ หรือทั้งสองอย่าง แม้ว่าการจัดหาเงินทุนที่ไม่เพียงพอจะเป็นข้อจำกัดที่สำคัญ แต่การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไม่มีประสิทธิภาพก็เป็นความท้าทายเช่นกัน และเมื่อรวมกันแล้วจะนำไปสู่ปัญหาสี่ประเภทได้แก่ บริการ ทีมงาน และเครื่องมือที่ไม่เพียงพอ การตรวจสอบคุณภาพที่ไม่ดี สิ่งจูงใจที่ไม่เพียงพอสำหรับ ให้บริการ และประชากร ที่ขาดแรงจูงใจ

บริการงาน และเครื่องมือด้าน PHC ที่ไม่เพียงพอ บริการ มีศูนย์ PHC ยังน้อยแห่งที่ให้บริการด้านการป้องกันและรั ฃกษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) อย่างครบวงจร ซึ่งมีความสำคัญต่อการดูแลและจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ยิ่งไปกว่านั้น ศูนย์ PHC แนวโน้มที่จะให้บริการแก่ผู้ที่ไปใช้บริการที่สถานพยาบาลเท่านั้น ทำให้ไม่ครอบคลุมไปถึงกลุ่มประชากรจำนวนมากที่ไม่ไปใช้บริการที่สถานพยาบาลเหล่านั้น สถานการณ์นี้เป็นปัญหาอย่างยิ่งสำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งการตรวจคัดกรองจำนวนมากและการแทรกแซงตั้งแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยสาเหตุหลักมาจากความเฉื่อยของสถาบันและความไม่เพียงพอของทักษะและเครื่องมือ

สำหรับประเทศในกลุ่ม EAP การยกระดับ PHC เป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่าที่สุดในการรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพในปัจจุบัน

“ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เข้มแข็งไม่ได้เพียงช่วยคุ้มครองความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนเท่านั้น คนที่มีสุขภาพดีจะเรียนรู้ได้มากขึ้น ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความสามารถในการออมและลงทุนมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ขยายโอกาส สร้างทุนมนุษย์ สร้างงาน และขับเคลื่อนความมั่งคั่งที่ครอบคลุมทุกคน” นายคาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย รองประธานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของธนาคารโลก กล่าว “ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ธนาคารโลกบรรลุเป้าหมายในการให้บริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพและในราคาที่เหมาะสมแก่ประชาชน 1.5 พันล้านคนภายในปี 2030 การปฏิรูประบบบริการสุขภาพปฐมภูมิเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพที่เร่งด่วนที่สุดของภูมิภาคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว”

การป้องกันคือแนวป้องกันด่านแรกในการรับมือกับโรค NCDs บริการสุขภาพปฐมภูมิ เช่น การคัดกรอง การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก และการรักษา มีบทบาทสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรคเหล่านี้ รวมถึงช่วยลดความจำเป็นในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศของภูมิภาค EAP สถานพยาบาลยังคงมุ่งเน้นการรักษามากกว่าการป้องกัน ระดับความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของโรค NCDs อยู่ในระดับต่ำ และประชาชนจำนวนมากมองว่าบริการสุขภาพปฐมภูมิยังไม่มีคุณภาพเพียงพอ ส่งผลให้ครัวเรือนบางส่วนหลีกเลี่ยงการใช้บริการในระดับปฐมภูมิ หรือเลือกไปรับบริการที่โรงพยาบาลโดยตรง ซึ่งทำให้การเข้าถึงการดูแลรักษาอย่างทันท่วงทีล่าช้า และเกิดการใช้บริการป้องกันต่ำกว่าที่ควร

“การพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิให้ดีขึ้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก” นายอาดิตยา แมตทู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของธนาคารโลก กล่าว “ด้วยการลงทุนด้านการป้องกัน การนำนวัตกรรมมาใช้ และการเสริมสร้างบริการสุขภาพในระดับชุมชน ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค EAP จะสามารถสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วทั้งภูมิภาคได้”

รายงานฉบับนี้เน้นย้ำว่า การปฏิรูปจะต้องปรับให้เหมาะสมกับศักยภาพทางการเงินและทางเทคนิคของแต่ละประเทศ รวมถึงบริบททางการเมือง โดยเสนอแนวทางดำเนินการสี่ประการ ได้แก่ ประการแรก เสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ และทักษะให้แก่ผู้ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อให้สามารถรับมือกับโรค NCDs ได้ ประการที่สอง ยกระดับคุณภาพการดูแลรักษาโดยการติดตามผลและให้รางวัลแก่ผู้ให้บริการที่มีผลการดำเนินงานที่ดี ประการที่สาม ทำให้บริการสุขภาพปฐมภูมิมีราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ หรือไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้น้อย และประการสุดท้าย ให้ข้อมูล ชี้นำ และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การมีวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ รวมถึงการเข้ารับบริการป้องกันโรค

โดยสรุปแล้ว การปฏิรูป PHC มีศักยภาพที่จะช่วยพัฒนาสาธารณสุขของทั้งภูมิภาค เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ แต่ละประเทศจะต้องเปลี่ยนมาเน้นที่การป้องกันและการจัดการโรคให้มากขึ้น นอกจากประโยชน์ด้านสาธารณสุขโดยตรงแล้ว การลงทุนใน PHC ยังให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจประมาณ 16 เท่า งานแต่ละส่วนในภาคสาธารณสุขสามารถสร้างงานเพิ่มขึ้นโดยประมาณ 3.4 ตำแหน่ง ผ่านผลิตผลที่เพิ่มขึ้น อายุที่ยืนยาว และการสะสมทุนมนุษย์ของคนรุ่นต่อไปในอนาคต สิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลักดันการปฏิรูปเหล่านี้ให้สำเร็จคือการนำโดยผู้นำทางการเมืองระดับสูง ดังเช่นที่เห็นในอินโดนีเซียและไทย และแผนงานปฏิรูปที่น่าเชื่อถือซึ่งมีหลักฐานอ้างอิง และพัฒนาโดยกร ะทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ ลำดับขั้นตอนและการดำเนินการปฏิรูปจะต้องปรับให้เหมาะสมกับบริบทด้านการเงิน เทคโนโลยี และการเมืองของแต่ละประเทศโดยเฉพาะ ด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ย่อท้อ PHC จะสามารถมีอนาคตที่สดใสได้ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีและชีวิตที่ดีได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...