โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“ชูวิทย์” แถลงยันไม่ได้รับงานล้มส้ม เจตนาสั่งสอนการเมืองใหม่

ข่าวช่องวัน 31

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 19 ม.ค. 69 เวลา 14.00 น. นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง แถลงข่าวตอบโต้นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่บอกว่ารับงานมาเพื่อมาถล่มพรรคส้มหรือไม่

โดยก่อนการแถลงข่าว ทีมงานของนายชูวิทย์ ได้นำส้มจำนวน 5 ลูก พร้อมกระถางธูป ถุงโจ๊ก และป้ายข้อความราษฎรเต็มขั้น มาจัดวางประกอบการแถลงข่าว โดยนายชูวิทย์ ได้สวมเสื้อที่ติดป้ายชื่อ ราษฎรเต็มขั้น ที่หน้าอกเช่นเดียวกัน

นายชูวิทย์แถลงชี้แจงกรณีที่สังคมตั้งข้อสงสัยถึงเหตุผลที่ตนเองกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง โดยกล่าวว่า ขอฝากถึงนักวิชาการพรรคส้ม ที่อ่านแต่ตำราแต่ไม่เคยสัมผัสการเมืองภาคปฏิบัติจริง ตนเองในฐานะประชาชนย่อมมีสิทธิออกมาแสดงความคิดเห็น

นายชูวิทย์ ระบุว่า ตนเองเป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมืองสายส้ม ตั้งแต่ปี 62 ถึงปี 66 และเคยต่อสู้ทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในประเด็นเขากระโดงเพียงลำพัง จนนำไปสู่การถูกฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญามากกว่า 7 คดี ซึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทั้งหมด พร้อมยืนยันว่าการกระทำที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ และปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ารับงานทางการเมือง โดยชี้ว่าตนเองต่อสู้คดีด้วยตนเองมาโดยตลอด ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร

นายชูวิทย์กล่าวถึงอาการป่วยในปี 2566 ว่า มีอาการรุนแรงถึงขั้นแพทย์วินิจฉัยว่าอาจไม่มีชีวิตอยู่ และเคยไปดูสุสานมาแล้ว ภายหลังการรักษาจนอาการทรงตัว เมื่อเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งปีนี้ จึงมองว่าเป็นการสื่อสารกับประชาชน พร้อมย้ำว่าได้ประกาศชัดเจนตั้งแต่วันจับหมายเลขพรรคแล้วว่าจะออกมาให้บทเรียน หรือสั่งสอน กับพรรคประชาชน พรรคการเมืองที่ตนเองเคยเลือก หากพบประเด็นสำคัญหรือข้อกล่าวหาที่เห็นว่าควรพูด

ทั้งนี้ตนเองยืนยันว่ารักแกนนำทุกคน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง หากไม่รักก็ไม่ไปเลือก พร้อมย้ำว่าตนเองเป็นราษฎรเต็มขั้น ที่เข้าใจการเมือง และเห็นว่าราษฎรต้องฉลาดและรู้เท่าทันนักการเมือง

สำหรับกรณีที่กล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีการทำดีลลับกับ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกกับการสนับสนุนให้พรรคได้ สส. ในพื้นที่ภาคใต้ 10 ที่นั่ง และผลักดันให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องนี้นายชูวิทย์กล่าวว่า การต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย การต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และหากฝ่ายใดจะฟ้องร้องตนเองก็สามารถทำได้ เพราะตนเองเคยผ่านการถูกฟ้องร้องมาแล้วหลายคดีและพร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม

นายชูวิทย์กล่าวว่า ประเด็นเกี่ยวกับ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ เป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา โดยย้ำว่าหลักการคือ ไม่มีเทา มีแต่ขาวกับดำ พร้อมกล่าวถึงกรณีที่ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ให้ข้อมูลเรื่องตั๋วช้าง แก่นายรังสิมันต์ โรม ตั้งแต่นายเป็นนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองจนไปสู่การอภิปรายในสภา ซึ่งตนเองยินดีมาโดยตลอด เพราะพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ เป็นตำรวจอยู่ในวงการมานานคนทำงานได้รับผลตอบแทนทางการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่วันนี้ที่พรรคประชาชนปฏิบัติเช่นนี้ต่อพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ยกเว้นอย่างเดียวว่าบิ๊กโจ๊กเป็นคนน่ารังเกียจในช่วงนี้

นายชูวิทย์ระบุว่า การสนับสนุนพรรคการเมืองรุ่นใหม่เป็นเรื่องที่ดี โดยตนเองเป็นเพียงกลไกหนึ่งเท่านั้น

บุคคลสำคัญคือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำของพรรค ซึ่งตนมองว่ามีบุคลิกเปลี่ยนแปลงไปตามบทบาทนักการเมือง และเคยเตือนแล้วว่าการเมืองสามารถเปลี่ยนคนได้ พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่นายธนาธรไปพบกับบุคคลสำคัญทางการเมือง เช่น นายทักษิณ ชินวัตร หรือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในประเด็น MOA โดยไปเพียงลำพัง ไม่ได้พาแกนนำคนอื่นไปด้วย รวมถึงกรณีการจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคและการดึงเทคโนแครต ซึ่งแกนนำหลายคนไม่มีส่วนร่วมและไม่รับรู้

นายชูวิทย์กล่าวว่า ตนเองได้พูดคุยกับพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ เป็นการส่วนตัว ไม่มีการบันทึกคลิป และไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย เนื่องจากพรรคประชาชนมีนโยบายจัดการทุนสีเทา ขณะที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ เป็นอดีตรอง ผบ.ตร. ซึ่งย่อมมีข้อมูลจำนวนมากที่เป็นประโยชน์ โดยระบุว่าพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ เคยกล่าวในเชิงว่าหากช่วยทำพื้นที่ สส. ได้ก็อยากดูแลตำรวจ แต่ไม่ได้ระบุถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

นายชูวิทย์ยืนยันว่า พรรคประชาชนทราบดีว่า พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ เป็นผู้มีข้อมูลจำนวนมาก ทั้งเรื่องตั๋วช้างและสแกมเมอร์ พร้อมย้ำว่ากรณีนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แม้ตนเองจะไม่มีเอกสารหรือใบเสร็จมาแสดง เนื่องจากตนเองเวลาพูดคุยหรือหารือกับใครก็ไม่เคยมีการบันทึกเสียง ดังนั้นหากนายวิโรจน์จะมาถามหาหลักฐาน ตนไม่มีแน่นอน

นายชูวิทย์กล่าวด้วยว่า ตนเองรักพรรคประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยกับการนำคะแนนเสียงที่ประชาชนโหวตให้พรรค ไปสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยมองว่าเป็นเรื่องของอำนาจและเกมการเมือง

จากนั้น นายชูวิทย์ได้แสดงแชตไลน์ที่พูดคุยกับพลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ “บิ๊กแดง” อดีตผบ.ทบ.ต่อหน้าสื่อมวลชน โดยยืนยันว่าเป็นเพื่อนกันมานานกว่า 30 ปี สนิทกันตั้งแต่สมัยอยู่ต่างประเทศ รู้จักกัน กินดื่มและพูดคุยกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน หรือสามารถบังคับความคิดซึ่งกันและกันได้ พร้อมย้ำว่าแชตดังกล่าวเป็นการสนทนาตั้งแต่ปี 2566 และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ขณะที่ในปีเดียวกันตนเองยังสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยบิ๊กแดงไม่เคยห้ามแต่อย่างใด

นายชูวิทย์ กล่าวว่า มิตรภาพอยู่เหนือการเมือง และการพยายามเชื่อมโยงตนเองกับ พลเอกอภิรัชต์ เป็นวิธีคิดแบบการเมืองเก่า พร้อมย้ำว่าตนเองไม่มีทีมงาน มีเพียงตัวคนเดียว ส่วนการเขียนบทความหรือแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กเป็นสิทธิของทุกคน

นายชูวิทย์กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 68 ตนเองสังเกตเห็นความผิดปกติทางการเมือง และสามารถประเมินทิศทางคะแนนเสียงได้ ซึ่งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน พร้อมยืนยันว่าการพูดถึง พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ แม้ไม่มีหลักฐานเป็นเอกสาร แต่ไม่ใช่การโจมตีส่วนตัว และเป็นประเด็นที่ต่อเนื่องจากเรื่องสีเทาภายในพรรคประชาชน ซึ่งพรรคเองก็ยอมรับว่าได้รับข้อมูลบางส่วนจาก พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์

ทั้งนี้ นายชูวิทย์กล่าวถึงเจตนารมณ์ของตนเองว่า ต้องการสั่งสอน พรรคประชาชน เพื่อให้ราษฎรตื่นจากภวังค์ และเข้าใจโลกของการเมือง พร้อมย้ำว่าการแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ประชาชนร่ำรวย หากโครงสร้างอำนาจยังไม่เปลี่ยน โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องใช้เวลา ไม่สามารถทำได้รวดเร็ว

ท้ายที่สุด นายชูวิทย์กล่าวพร้อมยกจานส้มขึ้นประกอบการแถลงว่า ตนเองไม่ได้ต่อต้านพรรคประชาชนในระยะยาว และจะไม่ตามล้างตามผลาญหลังการเลือกตั้ง หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลก็ถือว่าเป็นส้ม แต่เป็นส้มที่ยังไม่สุก ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และเติบโต พร้อมย้ำว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน ไม่ใช่การเป็นศัตรูทางการเมือง และเชื่อว่าโอกาสในอนาคตยังมีอยู่

นายชูวิทย์กล่าวถึงท่าทีต่อพรรคประชาชนว่า หากจะอธิบายความรู้สึกของตนเอง ขอใช้คำว่าเพราะรักมากจึงแค้นมาก โดยยืนยันว่าไม่ใช่ความแค้นจากความผิดหวังส่วนตัว แต่เป็นความผิดหวังที่พรรคประชาชนยังไม่รู้เท่าทันเกมการเมืองในลักษณะดังกล่าว ผิดหวังต่อการต่อรองและการเจรจาที่เกิดขึ้น รวมถึงผิดหวังกับการตัดสินใจที่ทำให้ยักษ์แคระ กลายเป็น “ยักษ์ใหญ่ และกลายมาเป็นคู่ต่อสู้ทางการเมืองของพรรคเอง

อย่างไรก็ตาม นายชูวิทย์ระบุว่า เรื่องนี้อาจเป็นผลดีในระยะยาว เพราะจะทำให้พรรคประชาชนมีความแหลมคมมากขึ้น และไม่เดินซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมอีก ต่อให้พรรคการเมืองจะได้คะแนนเยอะก็ไม่มีทางที่จะโตได้ โดยครั้งนี้เชื่อว่าพรรคประชาชนจะไม่ได้คะแนนเสียงตามที่ตั้งเป้าไว้อย่างแน่นอน ซึ่งนายชูวิทย์คำนวณว่าหากได้เกิน 120 ถือว่าเก่งมากแล้วโดยประเมินไว้ว่าจะได้เพียงแค่ 90 ถึง 100 ที่นั่งเท่านั้น โดยให้ประชาชนเฝ้ารอไปจนถึงวันเลือกตั้งที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

จากนั้นนายชูวิทย์ได้นำส้มขึ้นมาแกะ พร้อมกับปอกใส่ปาก ก่อนชิมส้มไปหนึ่งซีก และบอกว่าส้มนี้ยังไม่หวาน ต้องบ่มอีกนิดถึงจะพอดี ต้องค่อยเป็นค่อยไป งั้นขอกินอีกที แต่มันก็ยังเปรี้ยวอยู่ ถ้ารออีกหน่อยอาจจะดีกว่านี้

นายชูวิทย์ ยังได้วิจารณ์ด้วยว่าพรรคภูมิใจไทยนำเทคโนแครตเข้ามาในพรรค แต่ปาร์ตี้ลิสต์ก็อยู่ลำดับต้น และฝากไปถึงนักวิชาการของพรรคประชาชน ว่าการจัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์โดยการนำเทคโนแครตเข้ามาแต่คนที่เคยทำงานในพรรคไม่ได้อยู่ในลำดับต้นๆ นั้นไม่ใช่เซฟโซน.

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...