โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กีฬา

หาญฤชัย เนตศิริ : ปล่อยวางความคิด พิชิตเป้าหมาย

STADIUM

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • STADIUM TH

หากย้อนกลับไปในวันที่ “อ๋อง” หาญฤชัย เนตศิริ เริ่มเล่นกีฬาอีกครั้งหลังความพิการ เขาไม่เคยคิดเลยว่า ยิงธนู จะกลายเป็นเส้นทางชีวิต และยิ่งไม่เคยคิดว่าเส้นทางนี้จะพาเขาไปยืนอยู่บนเวทีพาราลิมปิก

หลังพิการในวัย 27 ปี อ๋องลองแทบทุกชนิดกีฬาที่คนพิการสามารถเล่นได้ ตั้งแต่เปตอง วอลเลย์บอลนั่ง ยกน้ำหนัก กรีฑาประเภทลาน ไปจนถึงแบดมินตันและเทเบิลเทนนิส เพราะก่อนหน้านั้นตอนยังเดินได้ เขาเป็นคนที่ “เล่นมาหมด”

ยิงธนูจึงเป็น ตัวเลือกสุดท้าย ไม่ใช่เพราะไม่ชอบ แต่เพราะอุปกรณ์แพง หายาก และในศูนย์ฟื้นฟูมีเพียงคันธนูพื้นฐาน ยิงได้แค่ระยะใกล้ ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไปคัดตัว แม้จะยิงได้ไม่ครบทุกระยะ แม้จะรู้ว่าคันธนูของตัวเอง “สู้ใครไม่ได้”

“ผมไปคัดเพราะอยากยิง ถึงแม้จะไม่ติดทีมชาติก็ตาม”

เขาไปคัดอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่งได้คันธนูที่มีประสิทธิภาพพอจะยิงครบทุกระยะ และในการคัดตัวครั้งนั้นเอง อ๋องติดทีมชาติทันที เป็นการติดทีมชาติครั้งแรกในชีวิต

เหมาะกับตัวเอง และให้ความหวัง

เหตุผลที่อ๋องเลือกเดินหน้ากับยิงธนูอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่เพราะความยากหรือความท้าทาย แต่เพราะมัน “เหมาะกับตัวเอง”

“เรานั่งนิ่ง ๆ แล้วยิง ไม่ต้องใช้พลังเยอะเหมือนกีฬาอื่น”

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ เมื่อเขาเอาชนะนักกีฬาจากจังหวัดอื่น ที่ได้รับการฝึกสอนจากทีมชาติมาโดยตรง ทั้งที่ตัวเองไม่มีโค้ช ไม่มีอุปกรณ์ดี ๆ

วันนั้นทำให้เขาเริ่มเชื่อว่าตัวเองอาจมีที่ยืนในกีฬานี้จริง ๆ

ยิ่งเมื่อเข้ามาอยู่ในศูนย์ฟื้นฟู ที่มีทั้งสายวิชาการ สายอาชีพ และกีฬาให้เลือก อ๋องกลับมองว่ากีฬาเป็นเส้นทางที่ “ชัดเจน” ที่สุด แม้ในตอนนั้นจะไม่เคยคิดเลยว่าจะประสบความสำเร็จได้ไกลขนาดนี้

จากแฟนกีฬา สู่เพื่อนร่วมเส้นทาง

ก่อนพิการ อ๋องเคยดูการแข่งขันกีฬาคนพิการ และชื่นชมรุ่นพี่อย่าง ประวัติ วะโฮรัมย์ และ สายสุนีย์ จ๊ะนะ ในฐานะนักกีฬาที่เก่งและน่าทึ่ง

เขาไม่เคยนึกไม่ฝันว่า วันหนึ่งจะได้มาอยู่บนเส้นทางเดียวกัน และยิ่งไม่คิดว่า การได้เจอรุ่นพี่เหล่านั้นในวันที่ตัวเองพิการ จะกลายเป็นแรงใจสำคัญ

“เขาทำได้ เราก็ต้องทำได้”

6 ปีแห่งการรอคอยทีมชาติ

อ๋องใช้เวลา 6 ปีเต็ม ตั้งแต่เริ่มเล่นยิงธนู จนกระทั่งได้ติดทีมชาติไทย ไม่ใช่เพราะฝีมือไม่ดี แต่เพราะ ไม่มีอุปกรณ์ คันธนูราคาสูงเกินกำลัง โอกาสจึงมาช้า

จนวันที่ต้นสังกัดสามารถหาคันธนูมือสาม มือสี่ มาให้ได้ เขาจึงมีโอกาสยืนบนเส้นคัดตัวอีกครั้ง และติดทีมชาติในอันดับ 4 จากนักกีฬาที่มีอยู่ไม่มากนัก

แม้จะไม่ใช่การติดทีมชาติที่สวยหรู แต่สำหรับอ๋อง มันคือความภาคภูมิใจจากการรอคอยอันยาวนาน และเป็นความหวังว่าจะสามารถดูแลครอบครัวได้ในอนาคต

เหรียญแรก ในนามทีมชาติ

ทัวร์นาเมนต์แรกในนามทีมชาติของอ๋อง คือ อาเซียนพาราเกมส์ 2011 ที่โซโล ประเทศอินโดนีเซีย

เขาไปในฐานะ “โนเนม” นักกีฬาหน้าใหม่ ที่เก็บตัวเพียง 4 เดือน แต่กลับเข้าชิงเหรียญทอง และคว้าเหรียญเงินประเภทบุคคล พร้อมกับ เหรียญทองประเภททีม

เป็นผลงานที่เกินความคาดหมาย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางระดับนานาชาติอย่างแท้จริง

เวทีที่ยังไม่เคยชนะใจตัวเอง

แม้จะประสบความสำเร็จในหลายรายการ ทั้งพาราลิมปิกและชิงแชมป์โลก แต่ เอเชียนพาราเกมส์ กลับเป็นเวทีที่อ๋องไม่เคยได้เหรียญเลย หลังจากแข่งมาแล้ว 3 ครั้ง เริ่มจาก อินชอนเกมส์ ที่เกาหลีใต้ ปี 2014 ตามด้วย จาการ์ตาเกมส์ ที่อินโดนีเซีย ปี 2018 และ หางโจวเกมส์ หนล่าสุดที่จีน

ทุกครั้งแพ้แบบ “ไม่น่าแพ้” ซึ่งเขายอมรับว่าอาจเป็นเพราะความคิดของตัวเอง ความกดดัน และภาพจำที่สะสม จนกลายเป็นเหมือนอาถรรพ์ในใจ ซึ่งเขาตั้งใจว่ารายการต่อไปที่ญี่ปุ่นในปีนี้ จะต้องเริ่มต้นด้วยการ “ปรับความคิดใหม่”

พาราลิมปิก ที่ริโอ ความฝันที่เป็นจริง

เส้นทางสู่พาราลิมปิก 2016 ที่ริโอ ไม่ได้ง่าย อ๋องพลาดโควตาจากชิงแชมป์โลกที่เยอรมนี ก่อนจะได้โอกาสสุดท้ายจากชิงแชมป์เอเชียที่ไทยเป็นเจ้าภาพ และคว้าอันดับหนึ่งมาได้แบบที่เขาเองยังยอมรับว่า “มีดวงบวกด้วยฝีมือ”

วันที่ไปถึงสนามแข่งที่ริโอ แม้ร่างกายจะล้าจากการเดินทางไกลข้ามโลก แต่หัวใจกลับเต็มไปด้วยความสุข

“แค่ได้เข้าร่วม ก็ดีใจเหมือนได้เหรียญแล้ว”

และสุดท้าย เขาก็ได้เหรียญพาราลิมปิกกลับบ้านจริง ๆ

วันที่ต้องยอมรับว่าใจพลาดเอง

หลังปี 2017 ผลงานของอ๋องเริ่มตก ทั้งที่ตอนซ้อมยังยิงได้ดีเหมือนเดิม แต่ในสนามแข่งกลับตกรอบแรกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ความกดดัน ความกลัวพลาด และความคาดหวัง

ทั้งหมดสะสมจนกลายเป็นปัญหาทางจิตใจ ถึงขั้นต้องพูดคุยกับนักจิตวิทยา และเคยร้องไห้กลางการซ้อม เพราะยิงไม่เข้าเป้าอย่างที่ตัวเองคาดหวัง

การมีนักจิตวิทยาไม่ใช่การแก้ไขเทคนิค แต่เป็นการ “รับฟัง” ให้เขาได้ระบาย และค่อย ๆ ดึงตัวเองกลับมา

ปล่อยวาง เพื่อกลับมาแม่นกว่าเดิม

อ๋องใช้เวลานับปีในการหาจุดกลับมา จนสุดท้ายเขาเลือก “ไม่หวัง” ไม่กดดัน ตอบทุกคำถามด้วยคำว่าโอกาสของเขา “50-50”

แม้ผลงานในพาราลิมปิกที่ปารีสจะย่ำแย่ที่สุดในชีวิต ตกรอบแรกแบบไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ครั้งนั้นกลับกลายเป็นจุดที่เขา “ทิ้งทุกอย่าง” และเริ่มใหม่อีกครั้ง

ผลลัพธ์คือผลงานที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน เหรียญเงินชิงแชมป์เอเชียที่ปักกิ่ง เหรียญทองแดงชิงแชมป์โลกที่เกาหลีใต้ คะแนนที่ไม่เคยทำได้ ก็เริ่มทำได้

อาเซียนพาราเกมส์ และเป้าหมายต่อไป

สำหรับอาเซียนพาราเกมส์ อ๋องยอมรับว่าเขามั่นใจ เพราะรู้จักคู่แข่งเป็นอย่างดี และเคยดวลกันมาแล้วในรายการก่อนหน้า เป้าหมายคือเหรียญจากทั้งบุคคล คู่ผสม และทีม โดยความทรงจำที่ดีที่สุดยังคงเป็น สิงคโปร์ 2015 ที่เขาคว้า 3 ทอง ตามที่ตั้งใจไว้

การเตรียมตัวครั้งนี้ เขาปรับทั้งร่างกายและวินัยชีวิต หยุดดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง เพิ่มความแข็งแรง และอัพปอนด์ธนูจาก 42 เป็น 44 ปอนด์ ในวัยย่าง 46 ปี ซึ่งเป็นการมองภาพระยะยาวไปถึงเอเชียนพาราเกมส์ที่ญี่ปุ่น รวมทั้งเป้าหมายที่จะไป พาราลิมปิก เกมส์ ปี 2028 ที่สหรัฐอเมริกา

ชวนคนไทยมาดู มาดูให้เห็นด้วยตา

สุดท้าย อ๋องอยากชวนแฟนกีฬาให้มาชมการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ ที่โคราช เพราะแข่งในบ้าน มีหลายชนิดกีฬา และสนุกกว่าที่หลายคนคิด

“คนพิการไม่ต่างจากคนปกติหรอก บางทีมันสนุกกว่าด้วยซ้ำ เพราะกีฬามันแปลก มันน่าดู”

และในสนามนั้น ยังมีนักกีฬาคนหนึ่ง ที่ยังคงเล็งเป้า ด้วยหัวใจที่ไม่เคยเลิกเชื่อในตัวเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...