วิโรจน์ เคลื่อนไหว! ข้อกล่าวหา กกต. อาจเข้าข่ายกลั่นแกล้ง
วิโรจน์ ร่ายยาว กรณี กกต.แจ้งความเอาผิด 6 คน กรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง แนะ แจ้งความกลับทันที ตาม ป.อาญา มาตรา 172
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
[ ข้อกล่าวหาของ กกต. หากพิจารณาตามองค์ประกอบของกฎหมาย กกต. อาจเข้าข่ายกลั่นแกล้งให้ประชาชนต้องโทษคดีอาญาได้ ]
ตามข่าวที่ปรากฏ ทราบว่า กกต. แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนที่มาสังเกตการณ์การนับคะแนน ซึ่งต้องดำเนินการอย่างเปิดเผย ตามมาตรา 117 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ซึ่งความหมายของคำว่า "เปิดเผย" หมายถึง ประชาชนจะดูก็ได้ จะถ่ายภาพ ถ่ายคลิป เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานก็ได้ และในอดีตกลายกรณี ภาพ และคลิปที่ประชาชนได้ถ่ายเอาไว้ กกต. ก็เอาไปใช้ในการพิจารณา ดังนั้นทั้งการเปิดเผยให้ประชาชนได้สังเกตการณ์ และเก็บหลักฐานการนับคะแนน จึงเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งมีความเที่ยงธรรม ซึ่งสิทธิในการสังเกตการณ์การนับคะแนน เป็นสิทธิอันโดยชอบตามกฎหมาย ที่ผู้ใดจะขัดขวาง หรือละเมิดมิได้ กกต. ต้องเข้าใจในจุดนี้เสียก่อน (คิดไม่ถึงว่าผมจะต้องมาสอน กกต. ในเรื่องนี้)
ดังนั้น หากการสังเกตการณ์ หรือการทำบันทึกหลักฐานของประชาชน อยู่ในความสงบเรียบร้อย ไม่มีการขัดขวางกระบวนการนับคะแนนของเจ้าหน้าที่ และข้อเท็จจริงในนะหว่างการนับคะแนนเจ้าหน้าที่ก็สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นไม่ทีอุปสรรคอันใด ก็ถือว่าการสังเกตการณ์นั้น เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. แต่อย่างใด ดังนั้นข้อกล่าวตามมาตรา 66 ของ พ.ร.ป.คณะกรรมการเลือกตั้ง ที่ระบุว่าประชาชนทั้ง 6 คนขัดขวางการเลือกตั้ง ยิ่งมาตรา 66 วรรคสอง ที่ระบุว่ามีการขู่เข็ญว่าจะประทุษร้าย นี่ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลย ดังนั้น จึงอาจพิจารณาได้ว่าการแจ้งความของ กกต. อาจเข้าข่ายเป็นการใส่ความประชาชนให้ต้องโทษคดีอาญาได้
สำหรับข้อกล่าวหาตามมาตรา 116 ของ ป.อาญา ว่ายุยงปลุกปั่นให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันนี้ยิ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเลย เพราะประชาชนที่เข้าไปสังเกตการณ์ ล้วนมีเจตนาให้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามกฎหมาย เสรีภาพในการเลือกตั้งของประชาชนได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ จะเป็นการยุยงปลุกปั่นได้อย่างไร
มาตรา 209 ของ ป.อาญา ที่กล่าวหาว่าประชาชนที่มาสังเกตการณ์การเลือกตั้งเป็นอั้งยี่ ตระเตรียมการทำผิดกฎหมาย อันนี้ก็เกินเบอร์ไปมากเลย เพราะประชาชนที่มาสังเกตการณ์การนับคะแนน มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนที่จะปกป้องเสรีภาพในการเลือกตั้งของประชาชนตามมาตรา 85 ของ รัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้การจัดการการเลือกตั้งต้องกระทำโดยตรงและลับ และเป็นการสังเกตการณ์ตามมาตรา 117 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ถ้า กกต. ยืนยันว่าระบบการเลือกตั้ง ตลอดทุกกระบวนการล้วนเป็นระบบที่ลับตามรัฐธรรมนูญ กกต. จะหวาดหวั่นอะไร
มาตรา 322 ที่กล่าวหาว่าประชาชนที่ไปสังเกตการณ์การนับคะแนน ได้เปิดผนึกเอกสารใดๆ เพื่อนำข้อความในเอกสารออกเปิดเผย ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ก็ต้องยืนยันว่า การสังเกตการณ์ของประชาชน นั้นมีวัตถุประสงค์ในการพิสูจน์ว่าเสรีภาพในการเลือกตั้งของประชาชนนั้น กกต. ได้ดำเนินการโดยลับ ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ได้มีเจตนาในการเปิดเผยข้อมูลแต่อย่างใด จริงๆ แล้ว การสังเกตการณ์ของประชาชนกลุ่มนี้ นั้นมุ่งที่จะปกป้องเสรีภาพในการเลือกตั้งของประชาชนด้วยซ้ำ ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรให้กับประชาชนเลย
สำหรับมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่กล่าวหาว่าประชาชนดังกล่าวนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ทุจริต หลอกลวง ลามก หรือเป็นภัยความมั่นคง เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อันนี้ยิ่งไม่เข้าเลย เพราะการสังเกตการณ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจว่า เสรีภาพในการเลือกตั้งของประชาชนได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งมีความเที่ยงธรรม และการเผยแพร่เอกสาร และข้อมูลใดๆ ที่มาจากการนับคะแนน ซึ่ง พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. กำหนดให้ทำอย่างเปิดเผย ในเมื่อเอาเอกสาร หรือข้อมูลที่เปิดเผย มาเผยแพร่ต่อ แล้วจะเป็นการผิดกฎหมายได้อย่างไร
จริงๆ แล้วการแจ้งความประชาชนของ กกต. อาจมองได้ว่า กกต. กำลังละเมิดสิทธิในการสังเกตการณ์การนับคะแนนของประชาชน ซึ่งถือเป็นกระบวนการสำคัญในการทำให้การเลือกตั้งดำเนินไปอย่างเที่ยงธรรม เท่ากับว่า กกต. กำลังบั่นทอนความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งด้วยน้ำมือของ กกต. เอง
ผมคิดว่าประชาชนที่ถูก กกต. แจ้งความ ควรจะแจ้งความดำเนินคดีกับ กกต. กลับทันที ตาม ป.อาญา มาตรา 172 ฐานให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดทางอาญาแก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเสียหาย (จำคุก 2 ปี ปรับ 4,000 บาท) มาตรา 173 ด้วยความที่เป็น กกต. ย่อมรู้อยู่แล้วว่าการสังเกตการณ์การนับคะแนน ที่ต้องทำอย่างเปิดเผย นั้นไม่ใช่การกระทำผิด แต่ กกต. กลับมาแจ้งว่าเป็นความผิด (จำคุก 3 ปี ปรับ 6,000 บาท) และมาตรา 175 แจ้งความเพื่อจะแกล้งให้ประชาชนต้องรับโทษทางอาญา (จำคุก 5 ปี ปรับ 10,000 บาท)
เพื่อให้คดี เดินไปควบคู่กัน และหากศาลท่านพิจารณาแล้วว่า ประชาชนที่เข้าไปสังเกตการณ์การนับคะแนนไม่มีความผิด กกต. ก็สมควรที่จะได้รับโทษอย่างสาสม ตามที่ได้ก่อกรรมทำเข็ญเอาไว้กับประชาชน
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS