“กอบศักดิ์” เตือนน้ำมันโลกเข้าโซน “อันตราย” จี้ไทยเร่งแผนรับมือ พยุงราคาได้ไม่นาน
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 02.35 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 02.13 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 มี.ค.69) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Dr.KOB” ระบุว่า ราคาน้ำมันโลกที่ระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้เข้าสู่ “ระดับอันตราย” หรือ Code “RED”
สาเหตุจากความกังวลใจจากเหตุการณ์ถล่มคลังน้ำมันของอิหร่าน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 โดยมองว่าสิ่งที่จะตามมาในช่วงต่อไปของการโจมตีอิหร่าน ตลอดจนการตอบโต้กลับที่อาจลุกลาม อาจกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง เช่น ท่าเรือ เรือขนส่งน้ำมัน โรงงานน้ำมัน โรงงานก๊าซ คลังน้ำมัน และอาจไปถึงโรงงานสกัดน้ำจืดจากน้ำทะเล ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญ
ทำให้ถึงจุดที่ต้องบอกว่า ราคาน้ำมันโลกได้เข้าสู่ระดับ Code “RED” ที่จะส่งผลอย่างจริงจังต่อเศรษฐกิจโลก หากไม่ลดลงโดยเร็ว และหากเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้ อาจเข้าสู่ช่วงที่เคยเกิดขึ้นในช่วงต้นสงครามยูเครน–รัสเซีย ที่ราคาน้ำมันเคยแตะระดับ 120–130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลาประมาณ 4 เดือน ระหว่างเดือนมีนาคม–กรกฎาคม ปี 2565 ซึ่งนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ ต่อระบบเศรษฐกิจโลก
ดร.กอบศักดิ์ ย้อนความเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เข้าสู่ระดับอันตราย ทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงในหลายประเทศ ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ธนาคารกลางทั่วโลกเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ปรับตัวลดลง รวมถึงการจบรอบของสินทรัพย์ดิจิทัลที่เคยปรับตัวขึ้นก่อนหน้า โดยบิตคอยน์ (Bitcoin) ปรับตัวลงจากระดับ 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือประมาณ 17,000 ดอลลาร์สหรัฐ สร้างความเสียหายในวงกว้าง
สำหรับประเทศไทยในช่วงเริ่มสงครามยูเครน–รัสเซีย ดร.กอบศักดิ์ ระบุว่า ได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นกัน ทั้งจากราคาน้ำมันในประเทศที่เพิ่มขึ้น และการที่ภาครัฐต้องเข้าพยุงราคาพลังงานจนมีภาระหลายแสนล้านบาท
สำหรับรอบนี้ ที่ราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับประมาณ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ว่าจะย่อลงเล็กน้อยในช่วงเช้า แต่ยังมีความเสี่ยงที่ราคาจะเพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป หากเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในตะวันออกกลางเพิ่มเติม ซึ่งหมายความว่าไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบมากขึ้น จากเดิมที่เมื่อสัปดาห์ก่อนยังมองว่ายังมีเวลาและยังพอรับมือได้ แต่ขณะนี้ต้องยอมรับว่าโจทย์ยากขึ้นอีกระดับ
ทั้งนี้ การพยุงราคาอาจทำได้ไม่นาน และน้ำมันรวมถึงพลังงานอาจขาดแคลนในระยะยาว หากสงครามขยายวงกว้างและโครงสร้างการผลิตหรือการขนส่งน้ำมันบางส่วนถูกทำลาย จึงจำเป็นต้องเตรียม “แผน 2” โดยเร่งหาและยืนยัน แหล่งน้ำมันก่อนประเทศอื่น ๆ รวมถึงพิจารณาพลังงานทางเลือก เช่น การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างจริงจัง ตลอดจนทบทวนทางเลือกพลังงานเดิม เช่น ถ่านหิน หรือเปิดทางเลือกใหม่ที่เคยปิดมาก่อน เช่น พลังงานจากรัสเซีย
พร้อมระบุทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาที่ต้อง “Move Move Move” และเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยย้ำว่า “เตรียมไว้ดีกว่าไม่เตรียม”