คืนส่ง ‘ทหาร’ บุกล้อมสภา จุดเปลี่ยนชะตา ‘ยุน ซอกยอล’ จากผู้นำประเทศ สู่นักโทษตลอดชีวิต
วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลแขวงกลางกรุงโซลมีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต อดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล ในความผิดฐานเป็นผู้นำการก่อกบฏ จากกรณีประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปลายปี 2567 ซึ่งจุดชนวนวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่ของประเทศ
คำพิพากษาครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ ที่อดีตประธานาธิบดีถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานก่อกบฏจากการกระทำที่เกิดขึ้นระหว่างดำรงตำแหน่ง
TODAY EXPLAINER พาย้อนดูไทม์ไลน์เหตุการณ์ ตั้งแต่คืนประกาศกฎอัยการศึก จนถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษา ซึ่งเปลี่ยนสถานะของอดีตผู้นำประเทศ สู่ผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต
1) จุดเริ่มต้นเกิดขึ้น ในคืนวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ยุน ซอกยอล แถลงผ่านโทรทัศน์ทั่วประเทศ ประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยกล่าวหาฝ่ายค้านว่าทำกิจกรรม ‘ต่อต้านรัฐ’ และอ้างประเด็นความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ พร้อมระบุว่าจำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องประเทศ
2) เมื่อคำสั่งมีผล กิจกรรมทางการเมืองถูกระงับ มีคำสั่งห้ามชุมนุม และให้อำนาจทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ในช่วงเวลานั้น
3) หลังประกาศไม่นาน กำลังพลจากหน่วยรบพิเศษถูกส่งไปยังอาคารรัฐสภาในกรุงโซล มีเฮลิคอปเตอร์บินเหนือพื้นที่ และมีการควบคุมบริเวณรัฐสภา
4) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 190 คน ต้องพยายามฝ่าแนวควบคุมของทหารเข้าไปในอาคาร เพื่อรวมตัวกันลงมติยกเลิกกฎอัยการศึก
5) เวลา 01.02 น. ของวันที่ 4 ธันวาคม ที่ประชุมลงมติ 190 ต่อ 0 ให้ยกเลิกกฎอัยการศึก จากนั้นรัฐบาลประกาศถอนคำสั่งในเวลาต่อมา รวมแล้วกฎอัยการศึกมีผลอยู่ประมาณ 6 ชั่วโมง
6) วันที่ 14 ธันวาคม 2567 รัฐสภาเกาหลีใต้ลงมติถอดถอนยุน ซอกยอล จากตำแหน่งประธานาธิบดี โดยให้เหตุผลว่าการประกาศกฎอัยการศึกเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ
การลงมติผ่านตามเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทำให้ยุนถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่ทันที และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาดขั้นสุดท้าย
7) หลังการถอดถอน สำนักงานอัยการตั้งทีมสอบสวนพิเศษเพื่อดำเนินคดีกับยุน ขณะที่หน่วยงานสอบสวนการทุจริตของเจ้าหน้าที่ระดับสูง (CIO) ยื่นขอหมายจับต่อศาล ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการประกาศกฎอัยการศึก และการใช้อำนาจในฐานะผู้นำประเทศ
8) เดือนมกราคม 2568 ยุนถูกควบคุมตัวตามหมายจับ ทำให้เขากลายเป็นประธานาธิบดีที่ ‘ยังมีสถานะตามกฎหมาย’ คนแรกในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ที่ถูกจับกุมในคดีอาญา
เหตุผลคือ แม้จะถูกสภาลงมติถอดถอนไปแล้ว แต่ในเวลานั้นเขายังไม่พ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เพราะต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญภายในกรอบเวลา 180 วันตามรัฐธรรมนูญ
9) เดือนเมษายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ยืนยันการถอดถอน โดยเห็นว่าการประกาศกฎอัยการศึกไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ยุนพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ
10) ระหว่างการพิจารณาคดี ศาลรับฟังพยานจำนวนมาก รวมถึงผู้บัญชาการทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎอัยการศึกในคืนวันที่ 3 ธันวาคม 2567 และคดีนี้ยังถูกพิจารณาควบคู่กับคดีของเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางรายที่ถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทในการดำเนินการตามคำสั่งด้วย
11) อัยการยื่นฟ้องยุนในข้อหาเป็นผู้นำการก่อกบฏ ซึ่งตามกฎหมายเกาหลีใต้มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต โดยอัยการระบุว่าการประกาศกฎอัยการศึก และการส่งกำลังไปยังรัฐสภา กระทบต่อระเบียบรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง
12) ฝ่ายจำเลยปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่าการประกาศกฎอัยการศึกเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ และไม่มีเจตนาก่อกบฏหรือทำลายระเบียบรัฐธรรมนูญ
13) นอกจากคดีหลักข้อหาก่อกบฏแล้ว ยุนยังถูกดำเนินคดีในข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการประกาศกฎอัยการศึก รวมถึงข้อหาขัดขวางการจับกุม และความผิดเกี่ยวกับขั้นตอนการออกคำสั่ง โดยก่อนหน้านี้ศาลมีคำพิพากษาจำคุกเขา 5 ปีในคดีดังกล่าว
14) เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์คืนประกาศกฎอัยการศึกก็ถูกดำเนินคดีเช่นกัน เช่น อดีตรัฐมนตรีกลาโหม คิม ยง-ฮยอน ถูกตัดสินจำคุก 30 ปี จากบทบาทในการวางแผนและสั่งการกำลังทหาร
15) อดีตนายกรัฐมนตรี ฮัน ด็อก-ซู ถูกตัดสินจำคุก 23 ปี จากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการประกาศกฎอัยการศึก ขณะที่อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย อี ซัง-มิน ถูกตัดสินจำคุก 7 ปี จากข้อหาที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของเขาในช่วงนั้น
16) คำพิพากษาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนคำตัดสินในคดีของยุน และถูกอ้างถึงในกระบวนการพิจารณาคดีว่าเป็นส่วนหนึ่งของบริบททางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
17) จนมาถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลแขวงกลางกรุงโซลมีคำพิพากษาว่า ยุนมีความผิดฐานเป็นผู้นำการก่อกบฏ และพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต โดยจำเลยยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ตามกระบวนการทางกฎหมาย
18) ศาลระบุว่า การประกาศกฎอัยการศึกในคืนวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ไม่เข้าเงื่อนไข ‘ภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของรัฐ’ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และเห็นว่าการใช้อำนาจดังกล่าวขัดต่อหลักการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย
19) ศาลยังวินิจฉัยว่า การสั่งให้ทหารไปยังรัฐสภา และใช้มาตรการที่กระทบต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นการกระทบต่อระเบียบรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง และเข้าองค์ประกอบความผิดฐานก่อกบฏตามประมวลกฎหมายอาญาเกาหลีใต้
20) ก่อนมีคำตัดสิน อัยการได้ร้องขอให้ศาลลงโทษประหารชีวิตต่ออดีตผู้นำเกาหลีใต้ โดยให้เหตุผลว่าการกระทำของเขาเป็นการใช้กำลังแทรกแซงโครงสร้างอำนาจรัฐโดยมิชอบ อย่างไรก็ตาม ศาลพิจารณาแล้วลงโทษจำคุกตลอดชีวิต
21) หลังคำพิพากษา ทีมทนายความของยุนออกแถลงการณ์ว่า คำตัดสิน “ไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐาน” และกล่าวหาว่าศาลยึดแนววินิจฉัยที่กำหนดไว้ล่วงหน้า พร้อมระบุว่าจะหารือกับยุนเรื่องการยื่นอุทธรณ์ โดยตามกฎหมายจำเลยมีเวลา 7 วันในการยื่นอุทธรณ์
22) การอ่านคำพิพากษาในวันนี้ (19 ก.พ.) ศาลอนุญาตให้มีการถ่ายทอดสด เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนติดตามคำตัดสินในคดีประวัติศาสตร์นี้ไปพร้อมกัน
23) คดีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสังคมที่ยังแบ่งขั้วชัด ระหว่างกลุ่มที่มองว่าการประกาศกฎอัยการศึกเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กับกลุ่มที่เห็นว่าเป็นการคุกคามระบอบประชาธิปไตย
24) แม้คำพิพากษาจะเป็นบทสรุปของศาลชั้นต้น แต่กระบวนการทางกฎหมายยังไม่จบ หากมีการอุทธรณ์ คดีจะเข้าสู่การพิจารณาในศาลสูงต่อไป
25) ระหว่างที่ศาลอ่านคำพิพากษา ด้านนอกศาลแขวงกลางกรุงโซลมีกลุ่มผู้สนับสนุนและผู้คัดค้านยุนมารวมตัวกันหนาแน่น เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกระดมกำลังดูแลความเรียบร้อย และผู้สนับสนุนบางส่วนชูป้าย-ตะโกนแสดงจุดยืนว่าไม่ยอมรับทั้งการถอดถอนและคำตัดสินของศาล
26) ฝั่งผู้สนับสนุนยุนยังยืนยันว่าการประกาศกฎอัยการศึกเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ และมองว่ากระบวนการดำเนินคดีมีแรงจูงใจทางการเมือง ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าคำพิพากษาครั้งนี้คือการย้ำหลักตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ
27) ยุนไม่ใช่ประธานาธิบดีคนแรกที่ถูกตัดสินให้จำคุก ในอดีต อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้หลายคนที่ถูกตัดสินจำคุกในคดีทุจริตหรือใช้อำนาจโดยมิชอบ เคยได้รับการอภัยโทษหรือลดโทษในเวลาต่อมา เช่น พัก กึน-ฮเย และ อี มย็อง-บัก ที่เคยถูกตัดสินจำคุกก่อนจะได้รับการอภัยโทษภายหลัง
28) อย่างไรก็ตาม ในกรณีของยุน ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณเรื่องการอภัยโทษ และกระบวนการทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุด หากมีการยื่นอุทธรณ์ คดีจะต้องเดินหน้าต่อไปในศาลสูงและศาลฎีกาตามลำดับ