โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ลุ้น 3 ค่ายประเมินเครดิตไทย ปี 69 ‘สบน.’ เปิด 5 ปัจจัยชี้ชะตา

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยความคืบหน้าการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในปี 2569 ว่า สถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลก 3 แห่ง ได้แก่ Moody's Investors Service, Fitch Ratings, และ S&P Global Ratings มีกำหนดเข้าประเมินสถานะเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการคลัง และแนวโน้มเชิงโครงสร้างของประเทศไทยตามรอบการประเมินประจำปี

สำหรับกรอบเวลาในการประเมินนั้น Moody's จะเป็นสถาบันแรกที่เข้าประเมิน โดยมีกำหนดประกาศผลในช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน 2569 ขณะที่ Fitch Ratings และ S&P Global จะเข้าประเมินและประกาศผลในช่วงครึ่งหลังของปี ระหว่างเดือนสิงหาคม–กันยายน 2569

ปัจจุบันอันดับเครดิตของประเทศไทยยังอยู่ในระดับ “น่าลงทุน” โดย Fitch Ratings และ S&P Global ให้อันดับที่ BBB+ ส่วน Moody's ให้อันดับที่ Baa1 ซึ่งถือว่าสะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจและฐานะการคลังที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มเดียวกัน

5 ปัจจัยหลัก ชี้ชะตาเครดิตไทย

ผู้อำนวยการ สบน. ระบุว่า การประเมินรอบนี้ สถาบันจัดอันดับเครดิตจะให้น้ำหนักกับ 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

1. ความต่อเนื่องทางนโยบายและเสถียรภาพทางการเมือง

ปัจจัยนี้ถือเป็นประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญสูงสุด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุน สบน. มองว่าผลการเลือกตั้งและการมีรัฐบาลที่มีความต่อเนื่องในการทำงาน จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ทำให้นโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุดหรือเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)

2. แผนการคลังระยะปานกลางและวินัยทางการคลัง

สถาบันจัดอันดับจะพิจารณาความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมการขาดดุลงบประมาณและรักษาเสถียรภาพหนี้สาธารณะ โดยล่าสุดไทยมีแผนชัดเจนในการทยอยลดการขาดดุลจากระดับกว่า 4% ของจีดีพี ลงเหลือ 3% ภายในปี 2573 เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว และลดแรงกดดันต่อระดับหนี้สาธารณะ

3. แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth)

การประเมินจะพิจารณาศักยภาพการฟื้นตัวและการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ทั้งปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก และภาคการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีผลต่อการส่งออกและการลงทุน

4. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการรับมือสังคมสูงวัย

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ความสามารถของไทยในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลต่อฐานภาษี แรงงาน และภาระงบประมาณในอนาคต

5. การรองรับอุตสาหกรรมใหม่และการเงินยั่งยืน

สถาบันจัดอันดับยังให้ความสำคัญกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) และการส่งเสริมการเงินเพื่อความยั่งยืน เช่น การออกพันธบัตรสีเขียว (Green Bond) และพันธบัตรสีน้ำเงิน (Blue Bond) เพื่อดึงดูดเงินลงทุนคุณภาพและสนับสนุนการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ลุ้นปรับมุมมองกลับสู่ “เสถียรภาพ”

นางจินดารัตน์ กล่าวว่า ด้วยความชัดเจนของแผนการคลังที่มุ่งเน้นการลดขาดดุล การรักษาวินัยการคลัง และเสถียรภาพทางการเมืองที่มีความต่อเนื่อง เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยให้ทั้ง 3 สถาบันมีมุมมองเชิงบวกต่ออันดับเครดิตของไทย และคาดหวังว่า หากผลการดำเนินงานเป็นไปตามแผน อาจมีโอกาสปรับ “มุมมอง” (Outlook) กลับสู่ระดับ “เสถียรภาพ” ได้ในอนาคต

รายงานข่าวระบุเพิ่มเติมว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา Moody's และ Fitch Ratings ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตไทยลงสู่ระดับ “เชิงลบ” (Negative Outlook) สะท้อนความกังวลต่อทิศทางฐานะการคลังและปัจจัยความไม่แน่นอนบางประการ ขณะที่ S&P Global ยังคงมุมมอง “เสถียรภาพ” (Stable Outlook)

ด้วยเหตุนี้ การประเมินในปี 2569 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจว่าจะคงอันดับเครดิตเดิม ปรับมุมมอง หรือมีการเปลี่ยนแปลงอันดับในทิศทางใด โดยเฉพาะในส่วนของ Moody's ซึ่งแม้มีกำหนดประกาศผลในช่วงมีนาคม–เมษายน แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเลื่อนการประกาศออกไปถึงเดือนกันยายน 2569 เพื่อรอความชัดเจนด้านการบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่

สำหรับการรักษาอันดับความน่าเชื่อถือให้อยู่ในระดับน่าลงทุน ไม่เพียงสะท้อนความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ แต่ยังมีผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...