โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

‘อนุทิน’ ควงเอกนิติ-ศุภจี แถลงผลเวที WEF 2026 มั่นใจไทยพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

27 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงข่าวสรุปผลการเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19 - 23 มกราคม 2569 ร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์

นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นำทีมพร้อมนางศุภจี และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ เข้าร่วมประชุม WEF 2026 ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกที่มีชื่อเสียงมานานเป็นเวทีพบปะพูดคุยและหารือของผู้นำประเทศทั่วโลก ไม่เฉพาะหัวหน้ารัฐบาล แต่รวมถึงผู้นำในภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อเสนอทิศทาง กำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาในระดับระหว่างประเทศ

"ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องไปหาทางพบปะและติดตามอัพเดตสถานการณ์ รวมทั้งเตรียมการปรับตัวให้มีความยืดหยุ่นรับมือกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในโลก" นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ในปีนี้มีเหตุการณ์สำคัญมากมายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในหลายประเทศ และจะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยต้องการให้ได้รับทราบบทบาทของไทยในโลกที่แตกเป็น 2-3 ขั้ว ว่าประเทศไทยจะไปยืนตรงไหน และจุดไหนคือจุดเข้มแข็งที่จะทำให้โลกยังคงให้ความสนใจในประเทศไทย ทั้งในเชิงการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจหรือเป็นซัพพลายเชนของประเทศต่าง ๆ

ทั้งนี้รัฐบาลเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยสามารถแสวงหาโอกาสท่ามกลางวิกฤตได้ตลอดมา เพราะเวลาประเทศต่าง ๆ มีความขัดแย้งกัน ประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง เราจะมีความโอกาสพลิกสถานการณ์ สร้างโอกาสให้กับประเทศ ซึ่งก็คือโจทย์ที่รัฐบาลจะต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสให้ได้มากที่สุดเพื่อความมั่นคงความแข็งแกร่งของประเทศไทย

โดยจากการเข้าร่วมประชุม WEF ของรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน ได้มีโอกาสพบกับผู้นำของทุกภาคส่วน และได้มีแนวทางรับทราบปัญหา เตรียมการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศไทยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปักหมุดไทยในเวทีโลก เน้นความมั่นคงอาหาร

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยจะยังคงเป็นประเทศที่ยืนอยู่บนเวทีของโลกได้อย่างสง่างาม ไม่ว่าสถานการณ์ของโลกจะเป็นอย่างไร โดยทีมไทยแลนด์มียุทธศาสตร์ที่พร้อมรับมือและสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย การเข้าร่วม WEF ทำให้ปักหมุดประเทศไทยให้อยู่ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน และยังคงถูกมองจากนานาชาติว่ามีความสำคัญ เป็นพันธมิตรที่ดีในการสร้างความมั่นคง

"ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้พูดถึงเฉพาะเรื่องความมั่นคงในการป้องกันประเทศ ความมั่นคงทางกองทัพทหารเท่านั้น แต่เราจะใช้ความมั่นคงในประเด็นที่เรามีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะประเด็นทางด้านการเกษตรที่เราจะสามารถสนับสนุนเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหารให้กับโลก" นายอนุทิน กล่าว

อย่างไรก็ตามหากมีสถานการณ์วิกฤตในทุกทวีป ทุกภาคของโลก ประเทศไทยพร้อมผลิต Food Supply Chain ให้กับประเทศเหล่านั้น เพราะมีความมั่นคงในด้านอาหาร เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมในภาคส่วนใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนจากนานาชาติ

เตรียมเป็นเจ้าภาพ World Bank ตุลาคมนี้

นายอนุทิน ระบุว่า ในเดือนตุลาคม 2569 นี้ ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพว่ายังเป็นประเทศที่ได้รับความเชื่อมั่นไว้วางใจจากนานาชาติ โดยจะได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมธนาคารโลก หรือ World Bank ซึ่งจะช่วยเสริมสถานะและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอีกมากมาย เป็นการประชุมที่สำคัญมากของโลก และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจนั้นจะสามารถดำเนินการได้ในทุกระดับ

พร้อมย้ำว่า แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ แต่รัฐบาลไม่ได้ละเลยหรือหยุดการทำงาน และจะเตรียมข้อมูลเหล่านี้ไว้ให้รัฐบาลชุดต่อไปได้พิจารณานำไปดำเนินการต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเริ่มนับหนึ่งใหม่

ขณะเดียวกันยังได้แจ้งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ โดยกำชับและให้การสนับสนุนหน่วยงานราชการ ข้าราชการ บุคลากรที่เกี่ยวข้อง รัฐวิสาหกิจ และองค์กรภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถในการประคองสถานการณ์ และดำเนินการตามภารกิจที่ยังคั่งค้างให้มีความคืบหน้ามากที่สุดในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่มาบริหารราชการแผ่นดินต่อไป

สร้างความมั่นใจประชาชน เน้นสถานการณ์ควบคุมได้

นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้พี่น้องประชาชนได้มีความมั่นใจว่า ทีมไทยแลนด์ยังมีความแข็งแกร่งและพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจที่จะสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศทุกนาที และจะให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในขณะนี้ต้องถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมที่ดี

ทั้งนี้ขอให้ประชาชนได้ไปดำเนินการตามสิ่งที่ตัวเองได้วางแผนเอาไว้ ทั้งเรื่องการลงทุน การวางแผนครอบครัว วางแปลนชีวิต โดยรับรองว่าจะไม่มีการคุกคามใด ๆ จากภายนอกประเทศที่จะทำให้ประเทศไทยเกิดความเป็นอันตราย โดยเฉพาะการเป็นอันตรายต่อวิถีชีวิตหรือความปลอดภัยของประชาชน

นายอนุทินระบุว่า ได้ติดต่อประสานงานให้การสนับสนุนฝ่ายความมั่นคงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าไม่ว่าจะมีสถานการณ์ความขัดแย้งใดๆ กับประเทศใด ๆ ทั้งใกล้และไกล ประเทศไทยยังสามารถยืนหยัดให้มีความเป็นปึกแผ่น มีความมั่นคงต่อการดำรงชีวิตของประชาชนได้อย่างปกติ

เอกนิติ เผยผล WEF ดาวอส ดึงดูดลงทุน 5 แสนล้าน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวว่า ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้นำทีมไทยแลนด์ เข้าร่วมเวที WEF ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีหัวใจสำคัญคือการเป็นเวทีแห่งการพูดคุยของผู้นำเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการลงทุนของโลก โดยเรื่องแรกประเทศไทยได้แสดงบทบาทอยู่ในเรดาร์ของเวทีโลกอย่างชัดเจน ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และโลกแตกขั้ว

"อาเซียนโดยเฉพาะเมืองไทยที่เป็นศูนย์กลางในอาเซียน เราได้แสดงบทบาทว่าความเป็นกลางของเราเป็นที่ที่ทุกคนพยายามบริหารความเสี่ยงจากโลกแตกขั้วแล้วมาลงทุนค้าขายกับพวกเรามากขึ้น เห้นได้จากตัวเลขคำขอลงทุนในปีที่แล้วอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 60% โดยนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมหลากหลาย เช่น เกษตรสมัยใหม่ แปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า Smart Electronics และ Data Center” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง

เรื่องที่สองคือการสร้างเครือข่ายผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ ในการเดินทางครั้งนี้ ได้มีโอกาสพบกับประธานธนาคารโลก กรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF เลขาธิการ OECD และผู้นำของหน่วยงานและรัฐบาลหลายประเทศ โดยไทยได้นำข้อมูลเรื่องการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไปหารือพบกับเลขาธิการ OECD และได้รับการยืนยันว่าจะพยายามขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นสมาชิก OECD ภายใน 5 ปี

ขณะเดียวกันประเทศไทยยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะมีผู้นำประเทศด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยประเทศไทยไม่ได้เป็นเจ้าภาพงานนี้มา 35 ปีแล้ว

ส่วนเรื่องที่สามคือการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ นายเอกนิติระบุว่า ได้พบกับผู้บริหารของบริษัทชั้นนำประมาณ 30 บริษัทที่สนใจมาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในเรื่องดิจิทัลและ AI ซึ่งทุกบริษัทยืนยันที่จะลงทุนและจะลงทุนเพิ่มในประเทศไทย รวมมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท ทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่

“รัฐบาลไม่ได้ขอให้นักลงทุนมาลงทุนเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องการให้มาเพิ่มศักยภาพของคนไทยด้วย โดยขอให้มาส่งเสริมการเพิ่มทักษะคนไทยและส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำในโลกยุคใหม่ ผ่านโครงการ Skill Bridge ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักลงทุนทุกรายที่พร้อมมาร่วมงาน โดยเฉพาะการสร้างวิศวกรด้าน Data เพื่อให้คนไทยมีงานทำและมีรายได้ที่สูงขึ้นในยุคเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และ Data” นายเอกนิติ กล่าว

อย่างไรก็ตามจากการเข้าร่วม WEF ครั้งนี้นักลงทุนพร้อมมาลงทุนมากกว่านี้ถ้าประเทศไทยมีพลังงานสะอาดเพียงพอ ซึ่งเป็นนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้หารือในคณะรัฐมนตรีว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม เพื่อเป็นจุดดึงดูดให้ประเทศไทยน่าสนใจยิ่งขึ้น

“ศุภจี” กางกลยุทธ์การค้าโลกยุคใหม่ เป็นพันธมิตรทุกขั้วอำนาจ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ แถลงว่าปัจจุบันบริบทของการค้าโลกได้เปลี่ยนผ่านจากยุคพหุอำนาจ (Multipolar World) เข้าสู่สภาวะ การแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว (Extreme Polarization) ซึ่งไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอีกต่อไป แต่เป็นสถานการณ์ที่ประเทศต่างๆ ถูกบีบให้ต้องเลือกข้างในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน

โดยในปัจจุบันเรื่องของการค้าได้ถูกผนวกรวมเข้ากับเรื่องความมั่นคงอย่างแยกไม่ออก หลายประเทศเริ่มใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีที่ตนมีเป็นเครื่องมือต่อรองและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก สำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลาง เราเลือกที่จะหาทางรอดโดยการ แสวงหาตลาดใหม่ รูปแบบการค้าใหม่ และความร่วมมือใหม่ๆ เพื่อลดความเปราะบางจากระบบโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์

ทั้งนี้ในบริบทการค้าโลกใหม่ กระทรวงพาณิชย์ได้วางกรอบการดำเนินงานเชิงรุกไว้ในประเด็นหลักได้แก่

1. การวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย (Positioning as an Ally to All) โดยไทยต้องเป็นมิตรกับทุกขั้วอำนาจ ซึ่งจากการหารือในเวทีระดับโลก เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ประธานสหภาพยุโรป (EU) ได้แสดงทัศนะว่าอาเซียนคือโอกาสสำคัญ โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่ประเทศไทยสามารถที่จะเป็นพันธมิตรที่แข็งแรงของ EU โดยได้มีการหารือกับประธาน EU ในการเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้บรรลุผลโดยเร็วภายในปีนี้

2. ประเทศไทยต้องเดินหน้าสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ให้กับคู่ค้า โดยปัจจุบัน “Trust” ได้กลายเป็นสกุลเงินที่มีค่าที่สุด ซึ่งไทยต้องสร้างสิ่งนี้ให้คู่ค้าเห็นเพื่อเปลี่ยนจากคู่ค้าธรรมดาให้กลายเป็นพันธมิตรที่แท้จริง โดยจุดยืนในเรื่องนี้เป็นไปตามบริบทการมุ่งเน้นผลประโยชน์ร่วมมากกว่าการเลือกข้าง (Mutual Benefit over Side-Taking) โดยต้องมองถึงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เพียงประโยชน์ส่วนตัวของประเทศใดประเทศหนึ่ง

3.ประเทศไทยต้องมุ่งสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าในเชิงลึก และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Deep Integration in Supply Chain) โดยการค้ายุคใหม่ต้องลงรายละเอียดและทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อให้รู้ว่าสินค้าของเราจะไปอยู่ในส่วนใดของห่วงโซ่อุปทานของคู่ค้า โดยไทยต้องวางตัวเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ขาดหายไปเพื่อเติมเต็มความต้องการของคู่ค้า และร่วมมือกันไปเจาะตลาดที่สามหรือสี่ต่อไป โดยแต่ละประเทศที่ไทยไปเจรจาจะมีการวางแผนที่แตกต่างกันตามประโยชน์ร่วมที่มีต่อกันซึ่งเป็นกลยุทธ์สำหรับการค้าและการส่งออกในอนาคต

4.ยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยประเทศไทยต้องใช้ประโยชน์ผ่านกรอบเศรษฐกิจดิจิทัล Digital Economy Framework Agreement (DEFA) โดยในประเด็นนี้ตนเองได้มีการเข้าร่วมประชุมในเวทีการประชุม "Recoding Trade" โดยกระทรวงพาณิชย์ไทยได้ชูบทบาทการเป็นประธานการเจรจากรอบเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนของอาเซียน ซึ่งหากทำสำเร็จ อาเซียนจะเป็นภูมิภาคแรกในโลกที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าด้วยกัน โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 นี้

นอกจากนี้ นางศุภจีได้กล่าวถึงความคืบหน้าของการเจรจา FTA กับแคนาดา โดยตั้งเป้าจะบรรลุข้อตกลงให้ได้ภายในปีนี้ รวมถึงการเร่งรัดกระบวนการสัตยาบันของ FTA ต่างๆ ที่ได้ลงนามไปก่อนหน้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติว่านโยบายของไทยมีความต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเป้าหมายคือการทำให้ข้อตกลงต่างๆ มีผลบังคับใช้เพื่อเริ่มใช้สิทธิประโยชน์ได้จริงในวันที่ 1 มกราคม 2570

นอกจากนี้ในการเข้าร่วมการประชุมดาวอสได้มีการหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization) หรือ WIPO เพื่อนำระบบทรัพย์สินทางปัญญามาสนับสนุน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถปกป้องไอเดียและสิทธิบัตรของตนเองเพื่อนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มศักยภาพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...