พรรคส้มวิกฤตหนัก อดีตหลอน!‘วิโรจน์’ขู่แจ้งจับ‘นักการเมือง-ไอโอ’เปิดศึก‘ชูวิทย์’
ก่อนเข้าโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 พรรคการเมืองหาเสียงคึกคัก แต่พรรคส้มต้องเผชิญกับวาทกรรมที่สร้างขึ้นตามกลับมาหลอน นัดสื่อแถลงข่าวใหญ่ฝ่าวิกฤตกระแสตีกลับ ตัวตึง "วิโรจน์" แถลงข่าวใหญ่ตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม จ่อแจ้งความเอาผิดบุคคล, นักการเมือง, เพจไอโอ กางสมุดเดธโน้ตฟ้อง กกต. ขณะที่ "ชูวิทย์" ถล่มซ้ำ เปิดสงครามสั่งสอน "อนุทิน" ลุยชุมพรชาวบ้านบอกให้เป็นนายกฯ สู้กับเขมรต่อ ส่วน "ศุภจี-สีหศักดิ์" หาเสียงในกทม. ขอบคุณกระแสดีเบตออกมาดี "อภิสิทธิ์" อุ่นใจมาถึงจุดไม่มีใครพูดเรื่้อง ปชป.สูญพันธุ์แล้ว
เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการหาเสียงของพรรคการเมืองในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นไปอย่างคึกคัก บรรดาผู้สมัคร สส.ทั้งระบบเขตเลือกตั้ง และระบบบัญชีรายชื่อ รวมทั้งแกนนำพรรคต่างเดินสายตั้งแต่เช้ายันค่ำ เนื่องจากเข้าใกล้โค้งสุดท้ายเข้าไปทุกที
อย่างไรก็ตาม การกระทบกระทั่งระหว่างการหาเสียงก็เกิดขึ้นเป็นระยะเช่นกัน โดยเฉพาะพรรคประชาชน (ปชน.) โดนหนักที่สุด จนต้องนัดผู้สื่อข่าวเตรียมแถลงครั้งใหญ่ มีรายงานว่า พรรคประชาชนแจ้งหมายแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในหัวข้อว่า "พรรคส้มจะไม่ตกเป็นเหยื่ออีกต่อไป!" วันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น. ชั้น 1 อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน โดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมรวบตึง ม้วนเดียวจบ
อภิปรายโชว์และกางสมุดเดธโน้ตฟ้อง กกต. และแจ้งความเอาผิดบุคคล, นักการเมือง, เพจไอโอ ใส่ร้ายป้ายสีพรรคประชาชน ยืนยันต้องปกป้องประชาชนจากการใช้เทคนิคหาเสียงสายมาร สายเทาดำ ปล่อยข่าวปลอม สร้างมลพิษให้การเลือกตั้ง
ส่วนกรณีชูวิทย์ ขอให้ประชาชนไตร่ตรองให้ดีว่า ชูวิทย์เล่นงานพรรคส้มด้วยคำพูดลอยๆ ไม่มีหลักฐาน เพราะกลัวว่าพรรคส้มเป็นรัฐบาล จะสาวถึงต้นตอคนที่เป็นแบ็กให้เบน สมิธ ซึ่งเคยมีรูปถ่ายกอดคอคู่กันกับเบน และเป็นผู้ใหญ่ระดับบิ๊กที่ชูวิทย์นับถือ ชื่อย่อ ด. หรือไม่
ขณะที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ยังโพสต์เฟซบุ๊กต่อเนื่อง โดยมีโพสต์หลักตั้งชื่อเรื่องว่า "สงครามสั่งสอน" มีรายละเอียดดังนี้ "มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ผมโพสต์ถึงพรรคประชาชนทุกวัน บางวัน 2 โพสต์ มีนัยอะไรแอบแฝง? อย่าได้แปลกใจ เพราะนี่คือ 'การสั่งสอนพรรคประชาชน'
มันเป็นเรื่องอะไรของผมที่ต้องไปสั่งสอน ผมเก่งอะไรนักหนา? นั่นเพราะมีบรรดาอาจารย์นักวิชาเกินแบกส้มไว้เต็มสมอง โดยไม่มีความเข้าใจใน 'โลกการเมืองจริง' สาเหตุของผมง่ายๆ ชัดเจน เพราะพรรคประชาชนกำลังหลงระเริงกับคะแนนครั้งที่แล้ว ที่บวมขึ้นด้วยกระแส 'มีลุง ไม่มีเรา' ทำให้พรรคประชาชนที่ผมเลือกมากับมือได้เปลี่ยนจุดยืน
ไม่ว่าผู้ช่วยหาเสียงบรรดาศักดิ์อย่างธนาธร ที่ท่องคาถาว่า 'ทุกคนในพรรคเท่าเทียม เราไม่เทา ไทยเท่าทัน'
แต่เกิดอาการ 'พลิกลิ้น' อยู่หลายรอบ และรอบสำคัญคือ เอาคะแนน 14.4 ล้านเสียง ที่ประชาชนมอบให้ไปบรรณาการเซ่นพรรคภูมิใจไทย จนทำให้เติบโตเป็นพรรคอันดับหนึ่งอย่างทุกวันนี้"
การเมืองเก่า
"เบื้องหลังของ 'ดีลลับ' ที่ยันว่าไม่มี เพียงแค่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น ดันเป็นธนาธรคนเดิมไปดีลกับอนุทินเอง คนเดียวกับที่ไปดีลทักษิณที่ฮ่องกงก่อนการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทยคราวที่แล้ว เมื่อพรรคส้มเป็น 'การเมืองใหม่' ที่จะรื้อการเมืองเก่า สร้างชุดความเชื่อเสนอทิศทางใหม่ในการบริหารประเทศด้วยมืออาชีพ และการปฏิรูประบบอย่างถอนรากถอนโคนออกจากวังวน 'การเมืองเก่า' แต่การเปลี่ยนแปลงต้องเป็นไปด้วยวิธีการที่ประนีประนอม เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความแตกแยกครั้งแล้วครั้งเล่า"
"ชูวิทย์ก็เป็น 'ราษฎรใหม่' ที่จะรื้อการเมืองที่นำเอาเรื่องล่อแหลมต่อศรัทธาของคน แบ่งแยกความคิด แบ่งชนชั้นให้คนเชื่อ สร้างความแตกแยกบาดลึกแก่สังคม และพรรคการเมืองนั้นคือ 'พรรคประชาชน' ราษฎรใหม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองได้อย่างเสรี มีเหตุผล และต่อต้านอย่างแข็งขัน เมื่อไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างๆ รวมถึงการนำบ้านเมืองไปในทิศทางสุ่มเสี่ยง
อย่างเช่นในครั้งก่อน เมื่อการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผมต่อต้าน 'กัญชาเสรี' ของพรรคภูมิใจไทย ผมต่อสู้ด้วยตัวคนเดียวในฐานะราษฎร จนถูกพรรคภูมิใจไทยฟ้องนับสิบคดี ผมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผลออกมายกฟ้องทุกคดี เพราะศาลเห็นว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างชอบธรรมตามสิทธิที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
แต่พรรคประชาชนกลับนำคะแนนที่ราษฎรโหวตให้ไปยกให้พรรคภูมิใจไทยด้วยข้อเสนอสุดประหลาด ให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และตัวเองยอมไปเป็นฝ่ายค้าน (ฝ่ายค้ำ)
ความหลงผิดนี้เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ จำต้องถูกลงโทษโดยราษฎรที่เคยให้คะแนน การสั่งสอนพรรคประชาชนที่บอกว่าเป็นการเมืองใหม่ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องชอบหรือเชียร์การเมืองเก่า แต่เราเบื่อ 'ราษฎรเก่า' ที่หลงมัวเมากับทุกพรรคการเมืองทั้งใหม่และเก่า ที่อ้างว่าทำเพื่อประเทศชาติ ยึดมั่นถือมั่นเพียงภาพลวงตาของนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง พรรคใดพรรคหนึ่งอย่างหัวปักหัวปำ ไร้เหตุผล ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง"
เปิดการ 'สั่งสอน'
"พรรคทำผิดพลาดแล้วกลับมาขอโอกาสซ้ำๆ อีกด้วยนโยบายใหม่ อันจะทำให้พรรคหลงกับอำนาจที่ราษฎรมอบให้ทุกครั้ง ด้วยโอกาสของราษฎรเพียงแค่หนึ่งครั้งในวันเลือกตั้งเท่านั้น หลังจากนั้นพรรคการเมืองจะทำอย่างไรกับราษฎรก็ได้ ผมจึงขอใช้โอกาสนี้เปิดการ 'สั่งสอน' พรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทยในครั้งที่แล้ว
เราไม่ได้เป็นศัตรูทางการเมือง และไม่สนับสนุนอย่างไม่ลืมหูลืมตา เพราะไม่ได้เป็นนักการเมือง หรือมีแรงปรารถนาทางการเมืองในอนาคต ราษฎรทั้งหลายจะเลือกพรรคใดนับเป็นสิทธิของท่าน มีถึง 50 พรรค ในการแข่งขันหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ และผมจะไม่ชี้นำ
หากพรรคประชาชนได้พิสูจน์ปรับปรุงตัวในครั้งหน้า ไม่ว่าจะได้เป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ในการนำความเชื่อมั่นกลับมาสู่ราษฎร พวกเราอาจจะกลับมาโหวตให้ท่านอีกก็ได้ แต่ในครั้งนี้ ต้องให้ท่านได้รับการลงโทษจากการทำงานการเมืองที่ผิดพลาดของตัวพวกท่านเองก่อน เพราะทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งพวกท่านก็หันมาหาเรา เพื่อให้ลงคะแนนสนับสนุนด้วยการหาเสียงที่ฉาบฉวย หากราษฎรไม่เข้มแข็ง ไม่รู้เท่าทัน ไม่ร่วมมือกัน จะถูกนักการเมืองหลอกใช้เรื่อยไป ไม่ว่านักการเมืองเก่าใหม่สีเทาทั้งหลาย เราเป็น 'คนสุดท้ายในห่วงโซ่การเมือง' ที่ต้องรับชะตากรรมต่อการลงคะแนนให้พรรคการเมืองเพียงครั้งเดียว
ดังนั้นไม่ว่าการตัดสินใจใดๆ ของพรรคการเมือง จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นอย่างจริงใจ และระวังตัวไม่ทำตามอำเภอใจอีกต่อไป ผมในฐานะ 'ราษฎรใหม่' จะรณรงค์สุดความสามารถเพื่อสั่งสอนบทเรียนนี้ให้แก่พรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้"
วันเดียวกันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางไปหาเสียงที่ จังหวัดชุมพร โดยนายอนุทินเผยว่า เป็นพื้นที่มั่นคงเพราะมีผู้สมัครที่แข็งแรง เป็นพื้นที่มั่นคงให้กับประชาชน ตนเพิ่งเคยมาชุมพร และเพิ่งรู้จักทีมชุมพรประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา และไม่คิดว่าจะแข็งแรงกันขนาดนี้
"นี่คือพลังและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อผู้แทน ซึ่งก็ต้องเป็นแบบอย่าง อยากให้ทุกคนมั่นใจในตัวของตน เชื่อมั่นผมด้วย และพรรคภูมิใจไทย เหมือนที่พี่น้องชาวชุมพรมอบให้กับ สส. สามารถตั้งเป็น KPI ได้" นายอนุทินกล่าว
ให้เป็นนายกฯ ต่อไปสู้กับเขมร
นายอนุทินกล่าวถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ออกมาระบุถ้าพรรคสีน้ำเงินได้คะแนนมาเป็นอันดับที่ 1 พรรคส้มจะเป็นฝ่ายค้านว่า ยังไม่ได้ยิน ต้องได้ยินเองก่อน เพราะถ้าไปตอบเลยจะทำให้ขัดแย้ง
เมื่อถามถึงกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าถ้าเอาเฉพาะวันนี้ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 พรรคที่จับได้มีทั้งพรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม แต่พรรคที่จับไม่ได้คือพรรคเพื่อไทย เนื่องจากที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่ามีความเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ นายอนุทินตอบว่า ไม่ได้คุยกับนายไชยชนก แต่ก็มีสิทธิ์จะแสดงความเห็น ทุกอย่างต้องเข้าไปในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค แต่ตรงนี้ทุกคนสามารถที่จะใช้ความเห็นในทางส่วนตัวไปก่อน
ที่ตลาดนัดดอนหว้า ต.ครน อ.สวี นายอนุทินไปช่วยช่วยนายวิชัย สุดสวาสดิ์ ผู้สมัคร สส.ชุมพร เขต 1 หาเสียง ทันทีที่ลงจากรถได้มีคุณยายผูกผ้าขาวม้าให้ จากนั้นคุณยายได้อวยพรให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีนานๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสถาบันและแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งนายอนุทินน้อมรับก่อนถ่ายภาพร่วมกัน
ต่อมา นายอนุทินเดินทางมาที่ตลาดสดเทศบาลเมืองชุมพร ท่ามกลางกองเชียร์ส่งเสียงสนับสนุนเลือกเบอร์ 37 ตลอดทาง นอกจากนี้ยังมีแฟนคลับเข้ามามอบเหรียญหลวงพ่อคล้ายวาจาสิทธิ์ให้นายอนุทิน ก่อนจะอวยพรให้โชคดี และมีแม่ค้าขายเค้กส้มได้เรียกให้นายอนุทินลองชิม ซึ่งเจ้าตัวก็ลองชิมด้วย
ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย, นางสาวศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียงกทม., นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่พบปะประชาชน เขตวังทองหลาง เขตบางกะปิ เพื่อช่วยนางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ผู้สมัคร สส.กทม. เบอร์ 13 หาเสียงที่ตลาดนัดบริเวณสวนพฤกษชาติคลองจั่น
'ศุภจี' ขอบคุณกระแสดี
มีประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดตอนเช้าเข้ามาพบปะพูดคุย รวมทั้งมอบดอกไม้ให้กำลังใจ พร้อมกับขอถ่ายรูปนางศุภจีและนางสาวฐิติภัสร์ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน และบอกเลือกตั้งครั้งนี้จะเลือกเบอร์ 13 และพรรคภูมิใจไทยเบอร์ 37 โดยประชาชนที่มารอถ่ายรูปบอกกับ น.ส.ฐิติภัสร์ ว่ารอบนี้มาอยู่พรรคที่ถูกใจ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ว่า มาทักทาย รับฟังว่าประชาชนมีความเห็นอะไร ที่อยากจะแนะนำให้เราทำให้ดีขึ้น และรับฟังเพื่อไปเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา ซึ่งประชาชนมีการสะท้อนเรียกร้องเรื่องของโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การจัดแผงค้าในพื้นที่ ไฟส่องสว่างตอนกลางคืน
เธอกล่าวว่า จากการตอบรับคิดว่ามีคนสนใจ มาช่วยลงพื้นที่เพื่อให้เข้าใจถึงสภาพ เวลามีโอกาสเข้าไปบริหารงานจะได้เอาข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบการทำงานได้ ส่วนที่กระแสตอบรับดีหลังไปออกรายการดีเบต นางศุภจีกล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้มองว่าไม่ใช่เวทีที่จะมาซักค้านกัน แต่เป็นการพูดคุยถึงนโยบายที่เราจะทำ ซึ่งเมื่อมีเสียงตอบรับที่ดีก็ถือเป็นกำลังใจและขอบคุณ ซึ่งก็จะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่
ที่โรงละครเคแบงค์ สยามพิฆเนศ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอนหนึ่งในงานรวมพลคนทำเป็น ร่วมสนับสนุนงานระดมทุนประชาธิปัตย์ว่าในการสร้างการเมืองที่สุจริต 2 ปีที่ผ่านมาตนใช้ชีวิตในสิ่งหรือในสถานการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เพราะไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคที่ตนรักหลงใหลผูกพันมาตั้งแต่ตนยังเรียนหนังสืออยู่ในระดับประถมศึกษา ตนออกไปไม่ใช่เพราะไม่สนใจการเมือง หรือไม่สนใจบ้านเมือง แต่ออกไปเพราะสภาวะแวดล้อมทางการเมืองไม่เปิดทางให้ตนสามารถทำงานทางการเมืองตามความเชื่อตามอุดมการณ์ของตนได้
ไม่มีใครพูดเรื่องสูญพันธุ์แล้ว
"2 ปีนั้นผมเจอผู้คน ไม่ว่าจะที่ไหนต้องเจอกับประโยคที่ได้ยินบ่อยมากอยู่ 2 ประโยค คือ 1.เสียดายพรรคนะ แม้จะสั้นแต่เจ็บปวด สำหรับคนที่อยู่บ้านหลังนี้มาเป็นเวลานาน กับประโยคที่ 2 คุณปล่อยให้ประเทศเป็นแบบนี้ได้อย่างไร คุณอยู่เฉยได้อย่างไร และหากซักไซ้ไล่เลียงประเทศเป็นแบบนี้ได้อย่างไร คือทนกับความเสื่อมของค่านิยมที่ปล่อยให้การโกงการทุจริต คอร์รัปชันระบาดไปทั่ว บ่อนทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเมืองของเรา”
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "3 เดือนเดินมาถึงจุดนี้ผมอุ่นใจในระดับหนึ่ง ไม่มีใครพูดเรื่องสูญพันธุ์แล้ว เริ่มมีคนบอกว่าไม่ใช่พรรคเล็กแล้ว มีคนเริ่มพูดว่าเป็นพรรคตัวแปรแล้ว กลัวอย่างเดียวอีก 20 วันจะได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะเตรียมตัวไม่ทัน"
ที่ จ.ชลบุรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียงจ.ชลบุรี ทำอย่างไรจะให้ได้ สส.มากกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาว่า เรื่องนโยบายเป็นสิ่งสำคัญ เรามีทั้งเรื่องแก้มลพิษ ทะเล การประมง รวมถึงทุนเทา ซึ่งผู้สมัครทำการบ้านอย่างดีและลงพื้นที่ต่อเนื่อง วันนี้ดีใจที่หลายคนตอบรับและพูดถึงนโยบายได้
ที่ จ.นครศรีธรรมราช น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าพื้นที่อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อช่วยรณรงค์หาเสียงให้ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 1 พรรคประชาชน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดย น.ส.ภคมนกล่าวว่า ตนแสดงความมั่นใจหลังเดินหาเสียงพูดคุยกับประชาชนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้พื้นที่เมืองคอน เขต 1 จะเกิดจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ โดยจากการเดินเท้าสำรวจพื้นที่ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในภาคใต้ ยิ่งเดินยิ่งสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ประชาชนชาวนครฯ ตื่นตัวและส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ไม่เอาแล้วกับของเดิม” วาทกรรมในอดีตที่ว่าคนใต้รักใครชอบใคร “ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้รับเลือก” ใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคสมัยนี้.