โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิมานหนาม และโอกาสสมรสเท่าเทียม

Thairath Money

อัพเดต 31 ส.ค. 2567 เวลา 07.38 น. • เผยแพร่ 30 ส.ค. 2567 เวลา 10.52 น.
ภาพไฮไลต์

“วิมานหนาม” ภาพยนตร์ที่กำลังมาแรงและเป็นกระบอกเสียงให้ผู้คนหันกลับมามองถึงการเรียกร้องสิทธิของคู่รักเพศเดียวกัน ของบอส นฤเบศ กูโน ผู้กำกับ “แปลรักฉันด้วยใจเธอ” นำแสดงโดย เจฟ ซาเตอร์ และ อิงฟ้า วราหะ

ปัญหาการถูกแย่งชิงสวนทุเรียนของคู่รักเพศเดียวกันที่อุตสาหะมาด้วยกัน แต่เมื่อ “พี่เสก” คนรักของ “ทองคำ” เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ทำให้กรรมสิทธิ์เหนือที่ดินและสวนทุเรียนต้องถูกแย่งชิงไป

เป็นเรื่องราวของความไม่เท่าเทียมทางเพศ ที่ “ทองคำ” ไม่สามารถใช้สิทธิต่างๆ ที่ควรจะมีได้ เพราะในภาพยนตร์เรื่องนี้ กฎหมายสมรสเท่าเทียมยังไม่มีผลบังคับใช้

มาถึงเรื่องราวในโลกความเป็นจริง อีกไม่นานประเทศไทยจะไม่มีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น เพราะกฎหมายสมรสเท่าเทียมหรือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่..) พ.ศ.. ได้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาไปเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2567

ทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน ที่เปิดกว้างให้คู่รักเพศหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) สามารถสมรสกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการลดช่องว่างของความเสมอภาคและการเลือกปฏิบัติทางเพศ โดย พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 120 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ออกบทความเรื่อง “เตรียมพร้อมอย่างไรเพื่อรองรับการสมรสเท่าเทียม” สรุปเรื่องราวของสิทธิที่คู่สมรสเพศหลากหลายจะได้รับตามกฎหมาย อาทิ สิทธิในการตั้งครอบครัว สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมร่วมกัน สิทธิทางทรัพย์สินและมรดก สิทธิในการดูแลระหว่างคู่ชีวิต

นอกเหนือจากนั้นได้นำเสนอประเด็นว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียม ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสมรสของคู่รักเพศหลากหลายโดยยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะย้อนกลับมาประเทศไทย

ในสหรัฐฯ มีผลการศึกษาของสถาบันวิจัย The William Institute พบว่า ภายหลังที่ได้มีการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมทั่วประเทศในปี 2558-2562 สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถึง 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 133,000 ล้านบาท รวมทั้งช่วยสร้างการจ้างงานในธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นถึง 45,000 ราย

ประโยชน์ของเศรษฐกิจส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจาก 75% ของกลุ่ม LGBTQ+ เป็นกลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงและไม่มีลูก หรือ “Double Income, No Kid” (DINK) ทำให้เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้หลักหักภาษี และรายได้หลักหักค่าใช้จ่ายพื้นฐานอยู่ในระดับสูงกว่าประชากรทั่วไป รวมทั้งพฤติกรรมการใช้จ่ายของครอบครัวกลุ่มนี้ในสหรัฐฯ มีการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคสูงกว่าครัวเรือนทั่วไป

กลับมาที่ประเทศไทย จากข้อมูลของบริษัทวิจัย Ipsos ในปี 2566 คาดว่า ไทยอาจมีประชากร LGBTQ+ วัยผู้ใหญ่ประมาณ 9% ของประชากรหรือคิดเป็นจำนวนกว่า 4.4 ล้านคน หากในจำนวนนี้มีการสมรสในอัตราเดียวกับการจดทะเบียนสมรสระหว่างชายหญิง อาจทำให้ในแต่ละปีมีการจัดงานแต่งงานเพิ่มขึ้น 12,000 งาน อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึงปีละ 1,700 ล้านบาท เป็นโอกาสในการเติบโตของหลายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานแต่ง เช่น ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจสตูดิโอถ่ายภาพ ธุรกิจซื้อเช่าชุดแต่งงาน ธุรกิจบริการรับจัดงานแต่งงาน

กฎหมายสมรสเท่าเทียมยังเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อและการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน โดยคู่สมรสสามารถใช้สิทธิในการกู้ร่วมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ โดยมีข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พบว่า ในจำนวนผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย 4.9% เป็นกลุ่ม LGBTQ+

การเตรียมความพร้อมทางธุรกิจเพื่อรองรับคนกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญและเป็นโอกาส เพราะยังมีธุรกิจด้านสินค้าและบริการที่จะได้ประโยชน์ร่วมด้วย เนื่องจากครอบครัว LGBTQ+ มีการใช้จ่ายค่อนข้างสูง ภาคธุรกิจจึงควรศึกษาพฤติกรรมการบริโภคและความต้องการของกลุ่ม เพื่อเตรียมความพร้อมกลยุทธ์ทางการตลาดให้สามารถตอบโจทย์กลุ่มนี้ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มได้ประโยชน์ จากการที่ไทยอนุญาตให้คู่รัก LGBTQ+ สมรสได้ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มนี้ได้มากขึ้น รวมทั้งอาจส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ เช่น คลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย ที่ตรวจและให้คำปรึกษาแบบครบวงจร ทั้งด้านสุขภาพร่างกาย จิตใจ และครอบครัว

ที่มองข้ามไม่ได้ คือ การเตรียมพร้อมงบประมาณเพื่อรองรับการได้รับสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น เพราะคู่สมรสของกลุ่มเพศหลากหลายที่เป็นข้าราชการย่อมมีสิทธิได้รับสวัสดิการจากภาครัฐเช่นกัน ดูการใช้งบด้านการรักษาพยาบาลในปี 2564 มีทั้งสิ้น 3.25 ล้านคน ในจำนวนนี้ 51% เป็นคนในครอบครัว และใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 79,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกันคู่สมรสเพศหลากหลายยังมีโอกาสการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี อาจทำให้การจัดเก็บภาษีของรัฐลดลง การบริหารจัดการภาครัฐจึงต้องคำนึงถึงการเบิกจ่ายที่เพิ่มมากขึ้นและการลดลงของรายได้ภาครัฐด้วย

ทั้งหมดนี้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเตรียมพร้อม เพื่อให้การสมรสเท่าเทียม ไม่เป็น “วิมานหนาม” และต้องทำให้เป็นโอกาสใหม่ของชีวิต เศรษฐกิจ สังคม

ติดตามข่าวสารอัปเดต อ่านการตลาด และธุรกิจ กับ Thairath Money ที่จะทำให้ "การเงินดีชีวิตดี" ล่าสุด ได้ที่นี่ https://www.thairath.co.th/money/business_marketing

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...