นักกีฬาข้ามเพศ กับเรื่องความยุติธรรมในการแข่งขันประเภทหญิง ซึ่งไม่ใช่ “ครั้งแรก” และก็จะไม่ใช่ “ครั้งสุดท้าย”
นักกีฬาข้ามเพศ กับเรื่องความยุติธรรมในการแข่งขันประเภทหญิง ซึ่งไม่ใช่ “ครั้งแรก” และก็จะไม่ใช่ “ครั้งสุดท้าย”กลายเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก เมื่ออิมาน เคลิฟ จาก แอลจีเรีย และ หลิน ยู่ ถิง จาก ไต้หวัน ซึ่งเคยถูกตัดสิทธิไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันในรายการ Women’s World Boxing Championships 2023ของ สมาคมมวยสากลนานาชาติ (IBA) ที่กรุงนิวเดลี, อินเดีย เนื่องจากตรวจพบว่าทั้งคู่มีโครโมโซม XY ของผู้ชาย แต่กลับได้เข้าร่วมการแข่งขันชกมวยโอลิมปิกที่ปารีส
ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ประกาศกฎว่านักกีฬาข้ามเพศที่จะลงแข่งในประเภทหญิงนั้น จะต้องมีค่าฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (ฮอร์โมนเพศชายที่มีส่วนในการพัฒนามวลกล้ามเนื้อ และกระดูกของเพศชาย) ตามเกณฑ์ที่กำหนดในระยะเวลา 12 เดือนก่อนแข่งขัน
และในการแข่งขันโอลิมปิกในครั้งนี้ ได้เพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นด้วยการตั้งกฎว่านักกีฬาที่จะลงแข่งประเภทหญิงนั้น จะต้องผ่านการแปลงเพศก่อนอายุ 12 ปี โดยให้เหตุผลว่า นักกีฬาที่มีการแปลงเพศหลังจากอายุ 12 ปี ไปแล้ว ร่างกายจะได้รับการพัฒนาสรีระ และมวลกล้ามเนื้อจนทำให้นักกีฬาข้ามเพศมีความได้เปรียบมากกว่านักกีฬาที่เป็นเพศสภาพหญิงโดยกำเนิด
ข้อถกเถียงเรื่องอนุญาตให้นักกีฬาข้ามเพศ เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาประเภทหญิง เป็นข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่ปีนี้ ในสังคมนานาชาติ โดยฝ่ายผู้สนับสนุนให้เหตุผลว่าควรจะมีการ “เปิดพื้นที่อย่างเสรี” ให้แก่ชาว LGBTQ+ ได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาด้วยในขณะที่ผู้คัดค้านว่า “ไม่ยุติธรรม” ต่อนักกีฬาเพศสภาพหญิงโดยกำเนิด เนื่องจากนักกีฬาข้ามเพศนั้น ในช่วงอายุตั้งแต่ 12 ปี เป็นต้นไป ร่างกายจะได้รับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ร่างกายของนักกีฬาข้ามเพศได้รับการพัฒนา ให้มีความได้เปรียบเหนือกว่านักกีฬาเพศหญิง
เคยมีประเด็นถกเถียงในเรื่องนี้มาแล้วในสหรัฐ เมื่อลีอา โธมัส (Lia Thomas) นักกีฬาว่ายน้ำข้ามเพศ กลายเป็นนักกีฬาข้ามเพศคนแรกที่คว้าแชมป์ตำแหน่ง NCAA Division 1 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการแข่งขันกีฑาระดับอุดมศึกษาของสหรัฐ ในปี 2564 และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ‘ผู้หญิงแห่งปี’ (NCAA Woman of the Year Award 2022) ในปี 2565
โดยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวระบุว่า เป็นการ ‘ตบหน้า’ นักกีฬาว่ายน้ำหญิงที่เป็นผู้หญิงโดยกำเนิด, ไม่มีความเป็นธรรมในการแข่งขัน และเป็น “การรณรงค์ต่อต้านผู้หญิง”
ในวงการยกน้ำหนักหญิงเองก็เคยมีข้อถกเถียงในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยเมื่อปี 2566 แอนน์ อันเดรส (Anne Andres) วัย 40 ปี นักยกน้ำหนักหญิงข้ามเพศ คว้าแชมป์ในการแข่งขัน Western Canadian Championship 2023 ด้วยสถิติน้ำหนักรวม 597.5 กิโลกรัม ทิ้งห่างซูจัน กิล (SuJan Gil) คู่แข่งหญิงแท้ที่ได้อันดับ 2 แบบไม่เห็นฝุ่นด้วยผลต่างน้ำหนักถึง 210 กิโลกรัม
ชัยชนะของอันเดรสทำให้เกิดข้อถกเถียงในหมู่นักเคลื่อนไหวบางคน โดย ICFS ประกาศว่าสถิตินี้ชนะโดย “ผู้ชาย” ดังนั้นจึงไม่ “ถูกต้องตามกฎหมาย” และยังกล่าวหาผู้จัดการแข่งขันว่า “เลือกปฏิบัติต่อผู้เข้าแข่งขันที่เป็นหญิงแท้”
ในวงการฟุตบอลอังกฤษ ฟรานเชสก้า นีดแฮม นักฟุตบอลหญิงข้ามเพศในสหราชอาณาจักร วัย 30 ปี ถูกผู้เล่นรายอื่นปฏิเสธที่จะลงสนามร่วมกับเธอ ในปี 2566 เนื่องจากว่าผู้เล่นรายหนึ่งเข่าหัก จากการบล็อกลูกยิงของเธอ สร้างความกังวลถึง “ความปลอดภัย” ในการร่วมแข่งขันในแมตช์ที่มีเธอลงสนามด้วย
ผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “ทีมของผมมีนักเตะสาวอายุ 16-17 ปี และพ่อแม่ของพวกเขาก็ไม่ต้องการที่จะเอาความปลอดภัยของสาวๆ ไปเสี่ยง”
ปี 2566 รัฐบาลนิวซีแลนด์ ประกาศตัดเงินทุนสำหรับองค์กรกีฬาที่อนุญาตให้ผู้หญิงข้ามเพศแข่งขันกับผู้หญิงโดยกำเนิด โดยคำนึงถึงความปลอดภัย และความไม่เป็นธรรมต่อนักกีฬาเพศหญิง ซึ่งโฆษกรัฐบาลนิวซีแลนด์กล่าวว่า “หากมีเด็กสาววัยรุ่นปะทะกับวัยรุ่นชาย วัยรุ่นสาวจะต้องได้รับบาดเจ็บ” และรัฐบาลฯ จะไม่สนับสนุนเงินภาษีให้กับสิ่งที่ผู้เสียภาษีมองว่าไม่ปลอดภัยและไม่ยุติธรรม
ล่าสุดในการแข่งขันการแข่งขันจักรยานประจำปี Marymoor Grand Prix ประเภทหญิง ทีม 2 คน ในสหรัฐ เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา นักกีฬาทีมที่มีหญิงข้ามเพศร่วมทีม กวาดเหรียญรางวัลทั้ง 3 อันดับไปครอง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสหรัฐ
ซึ่งตัวหญิงข้ามเพศผู้ชนะทั้ง 3 อันดับในรายการนี้ ต่างล้วนแต่มีประวัติว่าเคยลงแข่งในฐานะผู้ชายมาก่อนทั้งสิ้น—
เป็นที่น่าสังเกตว่า ข้อถกเถียงในลักษณะนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นในการแข่งขันประเภทชาย และโดยธรรมชาติ สรีระของเพศชายนั้น มีความได้เปรียบเรื่องการใช้พละกำลัง ความแข็งแกร่งทนทานและความว่องไวเหนือกว่าเพศหญิง
ในขณะที่ร่างกายของเพศหญิงนั้น มีความได้เปรียบเรื่องความยืดหยุ่น และความอดทน เนื่องจากโดยธรรมชาติเพศหญิงมีแหล่งสะสมพลังงานสำรองเหนือกว่าผู้ชายความได้เปรียบ-เสียเปรียบของทั้ง 2 เพศ ทำให้การแข่งขันกีฬาจำเป็นจะต้องแยกระหว่างเพศชายและเพศหญิงออกจากกัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันกีฬา
อย่างไรก็ดี เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันถึงการคงอยู่ของบุคคลที่มีภาวะเพศกำกวม (Intersex) ที่มิได้มีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงเพศโดยกำเนิดของตนเอง แต่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของโครโมโซม (Chromosome Abnormality) ซึ่งถือได้ว่าเป็นโรคทางพันธกรรมประเภทหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดความผิดปกติในการพัฒนาทางเพศ (Disorders of Sex Development: DSDs)
ทำให้การระบุเพศในวันนี้ เราไม่สามารถอ้างอิงได้จากโครโมโซม XX (หญิง) และ XY (ชาย) ได้อีกต่อไป มีความเป็นไปได้ที่ผู้หญิง จะมีลักษณะบางอย่างคล้ายเพศชาย และเพศชายจะมีลักษณะคล้ายเพศหญิง เนื่องจากพัฒนาการทางเพศที่ไม่ปกติจากโครโมโซมที่ไม่ปกติ
ซึ่งนี่ทำให้การแบ่งประเภทการแข่งขันกีฬาออกเป็นเพียงหญิงและชาย อาจจะไม่เพียงพอ และกลายเป็นข้อถกเถียงในเรื่องความยุติธรรมกันต่อไป และจะไม่จบสิ้น แต่เรื่องนี้อาจจะจบลงได้ หากสังคมสามารถเปิดพื้นที่ให้กลุ่มผู้มีภาวะกำกวมทางเพศได้มีพื้นที่ในการแสดงออกถึงขีดความสามารถที่เขาสามารถสร้างสรรคเพื่อสังคมได้ ภายใต้กฎกติกาที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย