สงครามการค้า ไทยจะรับมืออย่างไร? ‘สภาอุตฯ’ เสนอ 10 มาตรการระยะสั้น – ยาว ในการรับมือกับนโยบายทรัมป์ 2.0
The Structure
อัพเดต 11 มี.ค. 2568 เวลา 15.58 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. 2568 เวลา 08.58 น. • The Structureนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เข้าร่วมเป็นวิทยากรเสวนางานสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทยในหัวข้อ “Trade War 2025: จะรับมือกับ Trump อย่างไร?” เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2568
ร่วมกับนายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา และ ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบริหารเงินสำรองธนาคารแห่งประเทศไทย
โดยมี ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรชัย ชั้น 7 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ในการเสวนาครั้งนี้ นายเกรียงไกร ได้กล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่มุ่งแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนที่มีนโยบาย Made in China 2025 และเป็นโรงงานของโลกด้วยการเติบโตและขนาดตลาดที่ใหญ่
ในยุคทรัมป์ 1.0 สหรัฐฯ ใช้สงครามการค้าเพื่อชะลอการเติบโตของจีน ขณะที่ไทยมีการค้ากับทั้งสหรัฐฯ และจีน โดยได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ แต่เสียเปรียบดุลการค้ากับจีน
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันได้ย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังสหรัฐฯ ผ่านมาตรการ Friend-shoring, Reshoring และ Near-shoring และในปี 2562 ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ เป็นอันดับ 14 และในปี 2567 เป็นอันดับ 11 ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกใช้สงครามการค้า
ถัดมาในยุคทรัมป์ 2.0 สหรัฐฯ เน้นนโยบาย Reshoring เป็นหลัก มีการเก็บภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย นอกจากนี้ การที่จีนถูกขึ้นภาษีการค้าทำให้จีนปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้า โดยลดสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และส่งออกสินค้ามายังอาเซียนมากขึ้น
ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมและปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม โดยในระยะสั้น ควรดำเนินการดังนี้ 1) บูรณาการการค้า 2) จัดตั้ง War room เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน 3) เข้มงวดการใช้กฎหมายกับสินค้านำเข้าราคาถูกแต่ไม่ได้มาตรฐาน และ 4) สร้างมาตรฐาน Made in Thailand เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในตลาด ส่วนในระยะยาว ควรดำเนินการดังนี้ 1) ส่งเสริมการผลิตแบบ ODM (Original Design Manufacturer) เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า 2) ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและตลาดโลก 3) ปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม 4) ปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อต่อการลงทุนและการแข่งขัน 5) ส่งเสริมความแข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน และ 6) พยายามหาตลาดใหม่ในการส่งออกเพื่อกระจายความเสี่ยง