ฉันหวง ฉันมาทวงของฉันคืน : สมรสเท่าเทียมกำหนดให้คู่สมรส ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตามเรียกค่าทดแทนจากชู้ได้
Bangkok Pride
อัพเดต 27 ก.พ. 2568 เวลา 20.57 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. 2568 เวลา 09.48 น. • ณตภณ ดิษฐบรรจงนับตั้งแต่สมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา หนึ่งในกรณีที่คนถกเถียงกันมากขึ้น คือกรณีการฟ้องร้องชู้ จากเดิมที่ใช้คำว่า “ชู้สาว” ซึ่งเป็นกรณีที่คู่สมรสฝ่ายชายไปมีชู้ ซึ่งตามกฎหมายก็ได้เห็นการฟ้องร้องตั้งแต่ก่อนสมรสเท่าเทียมดำเนินการและมีผลบังคับใช้ไปแล้ว และหลังจากการที่สมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ ก็เป็นที่ถกเถียงว่าคำว่า “ชู้สาว” จะถูกเปลี่ยนไหม แล้วจะสามารถฟ้องร้องได้ไหมหากชู้เป็นเพศเดียวกัน
วารสาร “ข่าวเนติบัณฑิตยสภา” ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “กฎหมายสมรสเท่าเทียมกับหลักกฎหมายครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป” เขียนโดย ดร.สันติ ผิวทองคำ - ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดสรรคโลก ได้ให้ข้อมูลบางตอนที่น่าสนใจเอาไว้เกี่ยวกับ “เหตุเรียกค่าทดแทนจากชู้”
ซึ่งตามกฎหมายเดิม (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523) ได้วางหลักว่าสามีสามารถเรียกค่าทดแทนจากชายอื่นได้ หากชายอื่นล่วงเกินภริยาของตนในทำนองชู้สาว แต่ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้ ต้องได้ความว่าหญิงอื่นได้แสดงโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของตนเองในทำนองชู้สาว ซึ่งจากการตีความกฎหมายเดิมนี้ ส่งผลทำให้สามี (ชาย) สามารถมีสิทธิ์เรียกค่าทดแทนจากชู้ (ชาย) ได้มากกว่าและกว้างขวางกว่าภริยา (หญิง)
ในกฎหมายสมรสเท่าเทียมจึงได้แก้ไขมาตรานี้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้เป็นคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิ์เรียกค่าทดแทนจากผู้ล่วงเกินคู่สมรสตนเองในทำนองเป็นชู้ หรือเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับคู่สมรสทำนองชู้ได้ ซึ่งทำให้มีผลไม่ว่าคู่สมรสฝ่ายใดก็ตามมีสิทธิ์เรียกค่าทดแทนจากชู้ได้ไม่ว่าชู้จะแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับคู่สมรสตนในทำนองชู้หรือไม่ก็ตามอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีการระบุเพศลงไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขบทกฎหมายมาตรานี้ยังสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 13/2567 ซึ่งวินิจฉัยว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 เดิมนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 อีกด้วย ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ต่อการฟ้องชู้ในประเทศไทยต่อไป