โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

TK Park พาเจาะเส้นทางความสำเร็จนักเขียนไทย ผู้เจาะตลาดอินเตอร์

Campus Star

อัพเดต 31 มี.ค. 2568 เวลา 06.11 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. 2568 เวลา 06.11 น.

“นักเขียนไทย สู้ต่างชาติได้จริงไหม?” เป็นคำถามที่หลายคนอาจสงสัย ทั้งที่นักเขียนไทยหลายคน ก็มีฝีมือไม่แพ้ใคร แต่ทำไมยังไม่ค่อยเห็นวรรณกรรมไทยไปไกลถึงตลาดโลก ในขณะที่หลายประเทศมีวรรณกรรมเป็นซอฟต์พาวเวอร์และเป็นสินค้าส่งออก เช่น เกาหลีใต้ที่ผลักดัน Webtoon และนิยายออนไลน์สู่ K-Drama และ K-Series ญี่ปุ่นที่เปลี่ยนมังงะและไลต์โนเวล (Light Novel) ให้กลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ เช่นเดียวกับจีน ที่ส่งออกวรรณกรรมออนไลน์โกยรายได้มหาศาลจากทั่วโลก และถึงแม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยจะคึกคักขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะจากกระแสนิยายวายที่ถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์โด่งดังไปทั่วโลก แต่วรรณกรรมไทยที่ได้รับการแปลและตีพิมพ์ในต่างประเทศ ต้องยอมรับว่ายังมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ

นักเขียนไทย ผู้เจาะตลาดอินเตอร์

ในโอกาสฉลองครบรอบ 20 ปี สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ศูนย์การเรียนรู้ที่จุดประกายความคิดสร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจให้นักอ่านและนักเขียนที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนานได้เชิญพิม หวังเดชะวัฒน์ นักเขียนไทยที่สามารถพาผลงานไปสู่เวทีระดับโลก เจ้าของผลงาน The Moon Represents My Heart – เราต่างเป็นดวงจันทร์อันโดดเดี่ยว นวนิยายที่ได้รับการแปลและตีพิมพ์ถึง 6 ภาษา ทั้งไทย อินโดนีเซีย รัสเซีย สเปน อิตาลี และ ตุรกี และถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปพัฒนาเป็นซีรีส์ทาง Netflix
มาร่วมพูดคุย บอกเล่าประสบการณ์ แลกเปลี่ยนมุมมองและความคิดเห็น รวมถึงโอกาสและอุปสรรคที่วงการนักเขียนไทยต้องเผชิญ พร้อมเปิดเวิร์กช็อปสุดพิเศษ “หนังสือไทยสู่ตลาดโลก” ที่เจาะลึกเทคนิคการสร้างสรรค์งานเขียน สร้างความประทับใจ และแนวทางการส่งออกวรรณกรรมไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมตอบคำถามที่หลายคนสงสัย “นักเขียนไทย สู้ต่างชาติได้ไหม?” “อยากเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จในระดับสากลต้องทำอย่างไร?” และงานเขียนแบบไหนที่มีโอกาสโดนใจในระดับสากล?

นักอ่าน ต้นทุนสำคัญของการเป็น “นักเขียนมือทอง”

จากความสำเร็จแบบถล่มทลายและเหนือความคาดหมายของ The Moon Represents My Heart – เราต่างเป็นดวงจันทร์อันโดดเดี่ยว ผลงานเขียนชิ้นแรกของนักเขียนหน้าใหม่อย่าง พิม หวังเดชะวัฒน์ จนอาจดูเหมือนเป็นความบังเอิญหรือความโชคดี แต่หากดูกันจริงๆ แล้ว จะพบว่านี่ไม่ใช่ความสำเร็จเพียงชั่วข้ามคืน เพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้พิมสะสม “ต้นทุน” การเป็นนักเขียนไว้ตั้งแต่เยาว์วัย และไม่เคยหยุดนิ่งที่จะไขว่คว้าหาโอกาส
พิมย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียนว่า ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ และเป็นนักอ่านตัวยง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร สิ่งที่มีติดมืออยู่ตลอดเวลาจนพ่อของเธอต้องบอกให้วางลงบ้าง คือ “หนังสือ”
ความรักการอ่านทำให้เธอซึมซับศิลปะของการเล่าเรื่อง ฝึกจินตนาการ เกิดแรงบันดาลใจ และกลายมาเป็นความฝันที่อยากเป็นนักเขียนในที่สุด แต่กว่าจะก้าวไปสู่เวทีระดับสากลและประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ เส้นทางของพิมก็เต็มไปด้วยอุปสรรคและความท้าทาย หนึ่งในนั้นคือข้อจำกัดของวงการวรรณกรรมไทยที่ยังไม่ค่อยเปิดกว้างและขาดระบบสนับสนุนที่แข็งแกร่ง ทำให้การจะเป็นนักเขียนอาชีพดูเป็นเรื่องยาก
“รู้ตัวว่าอยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็กๆ แต่พอโตขึ้นมาแทบไม่รู้จักใครเลยที่อยากเป็นนักเขียน ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน ทำอย่างไร ในขณะที่ต่างประเทศ มีทุนสนับสนุน มีคลาสเรียน มีเวิร์กช็อปสอน แต่ประเทศเราแทบจะไม่มีสิ่งเหล่านี้… จนกระทั่งได้ไปเรียนด้านการเขียนโดยตรงที่ต่างประเทศ ทำให้ได้เจอคนมากมายที่อยากเป็นนักเขียนเหมือนกัน ก็รู้สึกถึงความแตกต่าง”

มองอุปสรรคนักเขียนไทย กับเวทีอินเตอร์

พิมมองว่า จริงๆ แล้วนักเขียนไทยหลายคนมีพรสวรรค์ มีความสามารถไม่แพ้ใคร แต่ด้วยธรรมชาติของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดที่ทำให้การพาผลงานไปสู่ตลาดโลกเป็นเรื่องยาก อย่างเช่น การจะมีผลงานตีพิมพ์ในต่างประเทศได้ต้องมีเอเจนต์ (Literary Agent) ที่ช่วยผลักดันผลงานของนักเขียนไปสู่สำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ และตลาดโลกได้ แต่ในไทยยังไม่ค่อยมี นักเขียนส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนด้วยตนเอง มีภาษาเป็นกำแพงใหญ่ แม้ผลงานของนักเขียนไทยหลายคนจะมีศักยภาพ แต่หากไม่ได้รับการแปลหรือแปลอย่างไม่มีคุณภาพ โอกาสในการเข้าถึงตลาดโลกก็ยิ่งน้อย
วรรณกรรมไทยส่วนใหญ่จึงยังจำกัดอยู่แค่ตลาดในประเทศ และสุดท้ายขึ้นอยู่กับความสนใจของสำนักพิมพ์ เพราะถึงแม้ผลงานจะดีแค่ไหน แต่การที่สำนักพิมพ์จะสนใจและตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์ไปตีพิมพ์ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพเพียงอย่างเดียว เช่นหากสำนักพิมพ์มีนักเขียนที่ทำรายได้สูงอยู่แล้ว ก็อาจเลือกลงทุนกับนักเขียนเหล่านั้นมากกว่าผลงานของนักเขียนใหม่ๆ ทำให้นักเขียนฝีมือดีหลายคน แม้จะมีผลงานดีก็ไม่ได้การันตีว่าจะได้รับการตีพิมพ์ ขณะเดียวกันการได้รับการตีพิมพ์ก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าจะเป็นผลงานที่มีคุณภาพเสมอไป
“ตลาดในต่างประเทศการแข่งขันสูงมาก กว่าผลงานชิ้นหนึ่งจะเดินทางมาถึงจุดที่เรียกว่าประสบความสำเร็จจะต้องผ่านหลายด่าน ตั้งแต่กว่าจะเสนอผลงานให้เข้าตาเอเจนต์และเลือกเอเจนต์ที่เหมาะสมก็ยาก ได้เอเจนต์แล้วกว่าสำนักพิมพ์จะสนใจและเลือกไปตีพิมพ์ก็ยากอีกขั้น พิมพ์ออกมาแล้วจะมีคนอ่านไหม ขายดีไหม ก็ยากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง” พิมกล่าว
เมื่อถูกถามต่อไปว่าหากต้องการให้วงการนักเขียนไทยเติบโตและแข่งขันในระดับสากลได้ควรทำอย่างไร พิมมองว่า อาจไม่ใช่แค่การวางระบบสนับสนุนนักเขียนในปัจจุบัน แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนตั้งแต่รากฐานโดยเริ่มจากการปลูกฝังการอ่าน สร้างวัฒนธรรมที่ทำให้การอ่านหยั่งรากลึกในสังคมไทย เพราะการอ่านเป็นจุดเริ่มต้นของความคิด ส่งเสริมจินตนาการ และสร้างแรงบันดาลใจ แต่สภาพแวดล้อมของสังคมไทยยังไม่ค่อยเอื้อต่อการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านเท่าไรนัก พื้นที่ที่กระตุ้นให้เด็กเติบโตมากับหนังสือยังมีน้อย และระบบการศึกษาไทยก็ยังไม่ส่งเสริมการอ่านเท่าที่ควร
“ตอนเด็กๆ รู้สึกว่าที่โรงเรียนยังไม่ค่อยมีการเรียนการสอนที่ช่วยสนับสนุนให้เด็กรักการอ่าน เช่น ให้อ่านหนังสือแล้วมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่าทำไมชอบหนังสือเล่มนี้ หรือการฝึกให้เด็ก ๆ หัดเขียน เขียนเรียงความ เขียนบรรยายความคิดตัวเอง หรือเขียนเพื่อฝึกฝนจนตนาการและความคิดสร้างสรรค์ รู้สึกว่าเป็นวัฒนธรรมที่ยังขาดอยู่ในเมืองไทย ที่จะช่วยให้การอ่านและการเขียนของเราแข็งแรงขึ้น ทำให้เด็กไทยจำนวนมากไม่ได้ซึมซับนิสัยรักการอ่านมาตั้งแต่เด็กๆ นอกจากนี้ระบบการศึกษาไทยยังให้ความสำคัญกับการเรียนสายวิทยาศาสตร์มากกว่าสายศิลป์ ทำให้การพัฒนาทักษะด้านภาษาและความคิดสร้างสรรค์มักจะถูกมองข้าม ซึ่งหากเราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้เด็ก ๆ รักการอ่านได้ ตั้งแต่เล็กๆ พวกเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และมีทักษะการเขียนที่ดีโดยธรรมชาติซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาวงการนักเขียนไทยในระยะยาว เพราะเชื่อว่าไม่มีนักเขียนคนไหนไม่เคยเป็นนักอ่านมาก่อน” พิมกล่าว

นักเขียนไทยจะฝ่าฟันไปสู่ตลาดโลกได้อย่างไร?

นอกจากร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองและความเห็นที่น่าสนใจแล้ว พิม ยังได้เปิดเวิร์กช็อปสุดพิเศษ “หนังสือไทยสู่ตลาดโลก” ที่เจาะลึกเทคนิคการสร้างสรรค์งานเขียน สร้างความประทับใจ และแนวทางการส่งออกวรรณกรรมไทยสู่ระดับสากล ครอบคลุมตั้งแต่เทคนิคการสร้างพล็อตเรื่องและตัวละครที่มีมิติให้เข้ากับแนวทางของตลาดโลก การเขียน Cover Letter และการนำเสนอต้นฉบับให้เอเจนต์และสำนักพิมพ์สนใจจนได้รับการตีพิมพ์ การทำงานร่วมกับบรรณาธิการและเอเจนต์ระดับโลก และความสำคัญของการแปลเพื่อให้วรรณกรรมไทยสามารถไปไกลในเวทีระดับโลก
พร้อมแนะนำแนวทางการเขียนสำหรับใครที่อยากโกอินเตอร์ว่า “อยากแนะนำให้เขียนในสิ่งที่เราเชื่อ เรื่องราวที่เราอยากเล่า เรื่องที่เราภาคภูมิใจ เรื่องที่เป็นตัวของเราเอง แม้จะยังไม่แน่ใจว่าเรื่องของเราจะได้รับความสนใจมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าถ้าเราเล่าเรื่องที่มาจากประสบการณ์ มาจากความรู้สึก และถ่ายทอดออกมาด้วยหัวใจ มันจะมีพลังบางอย่างที่ทำให้ผู้อ่านมีความรู้สึกร่วมหรืออินกับมันได้ เชื่อว่างานเขียนที่ออกมาจากความจริงใจจะทัชใจผู้อ่านได้ในที่สุด และที่สำคัญ ต้องเตรียมใจยอมรับการถูกปฏิเสธเพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้ก็ถูกปฏิเสธมาเยอะมาก ต้องอดทน เชื่อมั่น อย่าสูญเสียกำลังใจหรือเสียความมั่นใจในตัวเอง”
เรื่องราวของ พิม หวังเดชะวัฒน์ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การอ่านคือรากฐานของการเขียน และเป็นก้าวแรกสู่ความสำเร็จของนักเขียนทุกคน หากต้องการให้วงการวรรณกรรมไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากลต้องเริ่มจากสร้างสังคมที่รักการอ่าน

TK Park แหล่งปั้นคนมีคมคิดจากการอ่าน และแหล่งบ่มเพาะนักเขียนคุณภาพ

นายวัฒนชัย วินิจจะกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park กล่าวว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา TK Park ในฐานะ “ศูนย์กลางการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์” ได้มุ่งมั่นผลักดัน TK Park ให้เป็นพื้นที่ที่ช่วยสร้างระบบนิเวศของการอ่านและการเขียนแบบครบวงจร ตั้งแต่สร้างพื้นที่ให้คนรักการอ่านได้เข้าถึงหนังสือด้วยคลังหนังสือคุณภาพ และพื้นที่การอ่านที่ทันสมัย มีชีวิตชีวา สนับสนุนการพัฒนาทักษะการเขียน ผ่านกิจกรรมฝึกอบรม และเวิร์กช็อปมากมาย พร้อมการพบปะนักเขียนมืออาชีพ บ่มเพาะนักเขียนรุ่นใหม่ สานฝันให้แก่เยาวชนที่มีความสนใจในอาชีพนักเขียนให้มีโอกาสเข้าร่วมฝึกอบรม ได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจนสามารถพัฒนาและต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานเขียนได้สำเร็จ
และล่าสุดTK Park ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งใน คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านหนังสือ ซึ่งอยู่ภายใต้ คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ทำให้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการที่เกี่ยวกับการอ่าน การเขียน และการพัฒนานักเขียนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการสร้างระบบนิเวศการอ่านที่แข็งแกร่งเพื่อผลักดัน “หนังสือ” ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ของไทย
“ความมุ่งหวังของ TK Park คือ อยากเห็นวรรณกรรมไทยได้รับการแปลและตีพิมพ์ในหลายภาษา หนังสือไทยมีโอกาสไปไกลกว่าแค่ตลาดภายในประเทศ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของคอนเทนต์ที่สามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือแอนิเมชัน เช่นเดียวกับที่เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีนกำลังทำอยู่
“สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยการวางรากฐานที่มั่นคง และ TK Park กำลังทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างรากฐานนั้น เพราะเราเชื่อว่าวัฒนธรรมการอ่านที่แข็งแกร่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์งานเขียนที่มีคุณค่า และงานเขียนที่มีคุณค่าจะช่วยขับเคลื่อนวงการวรรณกรรมไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากลและเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศ” นายวัฒนชัย กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...