สนามเลือกอบจ. ผ่านไป สนามเลือกตั้งใหญ่ 70 กำลังมา กับตัวแปรที่ต่างกัน
สนามเลือกอบจ. ผ่านไป สนามเลือกตั้งใหญ่ 70 กำลังมา กับตัวแปรที่ต่างกัน
ภายหลังการเลือกตั้งนายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดผ่านพ้นไปแล้วนั้น ถือว่าเป็นอีกสนามหนึ่งที่เป็นการเช็คเรตติ้งระหว่างพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชนและม้ามืดพรรคภูมิใจไทย ที่สู้ชิงกันเหนียวแน่นทั้งนายใหญ่ผู้นำจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่งานนี้ไม่พักไม่ผ่อน ลุยปราศรัยเมื่อโค่งสุดท้าย ต้น กลาง ปลายเดือนมกราคม ปลุกพลังชาวเสื้อแดงเหรืออีสานรากหญ้า อ้อนขอคะแนนนายกอบจ.ทั้งสิ้น 16 จังหวัด ซึ้งได้มาเพียง 10จังหวัดเท่านั้น จนถึงกับมีคำถามว่า หรือนายใหญ่จะเสื่อมมนต์ขลังแล้วจริงๆ
ทางด้านลูกสมุนน้อยใหญ่ กลับออกมาปัดป้องมือเป็นพัลวัลบอกว่า ยังไม่เสื่อมมนต์ขลังถือว่ายังมีคะแนนนิยมดีอยู่ ผลคะแนนก็เป็นที่น่าพอใจทั้งส่วนตัวนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ก็ออกมาบอกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาน่าพอใจ และเป็นโจทย์ให้ปรับปรุงในส่วนที่บกพร่องเพื่อจะนำไปใช้กับสนามใหญ่
ทางส่วนพรรคส้มพรรคประชาชน ก็ไม่น้อยหน้าจัดปราศรัยดาวกระจาย ทั่วทุกภูมิภาค เหนือ กลาง อีสาน ใตั ขึ้น“รถแห่”ปราศรัยรอบเมือง ทางด้านผู้นำจิตวิญญาณด้อมส้มนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า นายพิธา ลิ้ม เจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เดินทางตะลอนหลายภูมิภาคกระจายกันปราศรัยดึงพลังด้อมส้มทั่วประเทศกับนายกอบจ. พรรคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือเชียงใหม่หรือภาคใต้ ก็ไปมาทั่วสารทิศ
ซึ่งสิ่งที่นายทักษิณปราศรัยในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีการพาดพิงถึงการเมืองหลักคือรัฐบาลที่พยายามโน้มน้าวให้ประชาชนเลือกพรรคในการเลือกนายกอบจ. ส่วนในการเลือกตั้งใหญ่ก็พยายามปักหมุดธงชัยเลนส์สไลด์ขึ้นให้ได้เพื่อที่จะสานต่อนโยบายของรัฐบาลและสส.ระหว่างรัฐบาลกับส่วนท้องถิ่นซึ่งถือว่าเป็นโมเดลหลักในการหาเสียงของนายทักษิณทุกเวที เพื่อเป็นการหวาดล้อมว่าหากประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยจะเป็นเสมือนการทำงานสอดประสานกับรัฐบาล
โดยผลคะแนนการเลือกตั้งนายกอบจ. เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาปรากฏว่าพรรคเพื่อไทย กวาดมาได้ 10 จังหวัดจาก 16 จังหวัด ส่วนพรรคประชาชนได้มาเพียงหนึ่งจังหวัดเท่านั้นคือจังหวัดลำพูน โดยมีอยู่หนึ่งวจังหวัดที่สู้กันบาดเลือดแค้นที่สุดคือจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นบ้านเกิดของนายทักษิณและเคลมว่าเป็นบ้านเกิดของพรรคเพื่อไทยที่คะแนนห่างกันเพียงหลักหมื่นเท่านั้นเรียกได้ว่าในช่วงแรกพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่คะแนนของนายกก๊อง พิชัย เลิศพงศ์อดิศร ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยทิ้งห่างคู่แข่ง นายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้สมัครพรรคประชาชน หลายพันคะแนน เนื่องจากนักวิชาการหลายๆท่านต่างวิเครราะห์กันว่า จังหวัดเชียงใหม่ อาจถูกตีแตกเนื่องจากการเลือกตั้งใหญ่ 2566 ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกล กวาดไปได้ ถึง7 ที่นั่ง แต่พรรคเพื่อไทยกลับได้มาเพียง 2 ที่นั่งเท่านั้น
ซึ่งในการเลือกตั้งอบจ. ที่ผ่านมาหลายหลายฝ่ายก็มองว่าเป็นการเช็คเรตติ้งก่อนการเลือกตั้งปี 2570 แต่ก็ไม่สามารถวัดได้ทั้งหมดทั้งมวลเนื่องจากในการเลือกตั้งใหญ่มีกติกาหลายรูปแบบไม่ว่าจะการเลือกตั้ง นอกเขตการเลือกตั้งขณะอยู่ต่างประเทศซึ่งแตกต่างจากท้องถิ่นที่ไม่มีการเลือกตั้งนอกเขตและต่างประเทศทำให้เสียงส่วนใหญ่นั้นก็จะเป็นเสียงชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่และคนที่อยู่ในชุมชนมาเลือกตั้งซึ่งยอดการเลือกตั้งก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรมีเพียง 50% กว่ากว่าเท่านั้น ยังไม่รวมถึงการเลือกตั้งใหญ่ที่มีเวลาอีกเกือบสองปีกว่าทำให้รัฐบาลอาจจะมีผลงานเพิ่มมากขึ้นเป็นที่น่าประทับใจของประชาชนจนได้คะแนนเสียงมา จะมีผลงานที่ไม่เข้าเป้าตามที่ประชาชนหวังไว้จนอาจเสียได้ซึ่งคะแนนเสียง ก็ เป็นสิ่งที่ตัวแปร ได้
ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ต้องอยู่ที่รัฐบาลเป็นผู้บริหารเพราะการเลือกตั้งท้องถิ่นก็ผ่านไปแล้วอีกสนามที่เป็นสับเซตก็อาจจะเป็นการเลือกตั้งเทศบาลที่อาจจะไม่ได้รับความสำคัญมากนักเท่าการเลือกตั้งท้องถิ่นแต่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเมืองมากยิ่งขึ้น ที่อยู่ในการตัดสินใจของประชาชน เพื่อให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยตามที่ควรจะเป็น