โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

Pfizer เผยผลทดลองยารักษาโควิดระยะที่ 3 ประสิทธิภาพสูง 89% สูงกว่ายา Molnipiravir ของ Merck ที่ 50%

ทันข่าว Today

เผยแพร่ 08 พ.ย. 2564 เวลา 12.00 น. • ทันข่าว Today

Highlight

Pfizer เผยผลทดสอบระยะที่ 3 ยารักษาโควิด-19 ที่บริษัทกำลังดำเนินการที่ชื่อว่า 
แพ็กซ์โลวิด” (PAXLOVID) โดยมีประสิทธิภาพในการลดการเข้าโรงพยาบาลหรือลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต 89% มากกว่า ยา Molnipiravir ของ บริษัทเมอร์ค แอนด์ โค และบริษัทริดจ์แบ็ค ไบโอเธราพิวติกส์ ซึ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้กับผู้ป่วยโควิดในสหราชอาณาจักรเมื่อไม่นานนี้ และมีประสิทธิภาพอยู่ที่ 50% ในเมื่อมีผู้ผลิตยาได้เพิ่มขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นย่อมส่งผลดีต่อชาวโลกที่กำลังตกอยู่ในอันตรายของโรคระบาดใหม่ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเมื่อใด หากยาเจ้าไหนที่พิสูจน์ได้ว่า ใช้ดี ราคาถูกก็ย่อมได้รับการตอบรับที่ดีอย่างแน่นอน!

อุตสาหกรรมยาโลกยังคงแข่งขันกันต่อเนื่อง ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ล่าสุดเมื่อ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา บริษัทไฟเซอร์ อิงค์ ผู้ผลิตยารายใหญ่ที่สุดในสหรัฐ เปิดตัวยาเม็ดต้านโควิด-19 ชื่อ “แพ็กซ์โลวิด” (PAXLOVID) พร้อมอ้างข้อมูลผลทดสอบระยะที่ 3 ว่า มีประสิทธิภาพ 89% ซึ่งสูงกว่า ยา Molnipiravir ของ โดยบริษัทเมอร์ค แอนด์ โค และบริษัทริดจ์แบ็ค ไบโอเธราพิวติกส์ ซึ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้กับผู้ป่วยโควิดในสหราชอาณาจักรเมื่อไม่นานนี้ ที่มีประสิทธิภาพในการลดการเข้าโรงพยาบาลหรือลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต 50% 
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) กำลังหารือกับ 90 ประเทศเกี่ยวกับสัญญาการจัดหายาทดลองโควิด-19 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าลดความเสี่ยงของการรักษาในโรงพยาบาลหรือการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงถึง 89% 
หัวหน้าผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ Albert Bourla กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันศุกร์ เขากล่าวว่าไฟเซอร์คาดว่าจะกำหนดราคายารักษาที่เรียกว่า Paxlovid ใกล้กับคู่แข่งกับยากินของบริษัท Merck & Co Inc. 
ราคาตามสัญญาจัดซื้อของ Merck ในสหรัฐอเมริกาสำหรับยาเม็ด molnupiriavr อยู่ที่ประมาณ 700 ดอลลาร์สำหรับหลักสูตรการรักษา 5 วัน
Albert Bourla ยังเผยว่าบริษัทมุ่งเน้นการผลิตยา COVID-19 ด้วยตัวเอง และตั้งเป้าเพิ่มการผลิตแล้ว พร้อมพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มกำลังกาารผลิตเป็นสองเท่าทั่วโลก
การเปรียบยารักษาโควิด-19 ระหว่างของบริษัท Pfizer และ Merck 
แพ็กซ์โลวิด
ด้านยาเม็ดของไฟเซอร์จัดอยู่ในประเภท “โปรตีเอส อินฮิบิเตอร์ (Protease Inhibitor)” แบบเดียวกับยารักษา HIV โดยมีสรรพคุณสามารถย่อยสลายโปรตีนได้ โดยแพกซ์โลวิดจะย่อยสลายเอนไซม์ที่โควิด-19 ใช้ในการแบ่งตัวและแพร่พันธุ์ รวมถึงสลายโปรตีนหนามของโควิด-19 ซึ่งเป็นส่วนที่ไวรัสใช้ในการยึดเกาะและแพร่เชื้อในจมูก ลำคอ และปอดของเรา
ยาแพกซ์โลวิดจะใช้ 1 คอร์ส 30 เม็ด รับประทานต่อเนื่อง 5 วัน วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ครั้งละ 3 เม็ด
ผลการทดลองแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มได้รับยาภายใน 3 วันหลังแสดงอาการ 774 คน และกลุ่มได้รับยาภายใน 5 วันหลังแสดงอาการ 1,219 คน
ในกลุ่มแรกแบ่งย่อยอีกเป็นกลุ่มได้รับยาแพกซ์โลวิดของจริง 389 คน ได้รับยาหลอก 385 คน พบว่า ในกลุ่มได้รับยาจริง มีผู้ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลเพียง 3 ราย หรือ 0.8% และไม่มีผู้เสียชีวิตเลย ขณะที่กลุ่มยาหลอกมีผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาล 27 ราย หรือ 7% และมีผู้เสียชีวิต 7 ราย
ส่วนในกลุ่มสอง ได้รับยาจริง 607 ราย ได้รับยาหลอก 612 ราย พบว่า กลุ่มได้รับยาจริงป่วยเข้าโรงพยาบาล 6 ราย หรือ 1% และไม่มู้เสียชีวิต ส่วนกลุ่มยาหลอกป่วยเข้าโรงพยาบาล 41 ราย หรือ 6.7% และมีผู้เสียชีวิต 10 ราย
ไฟเซอร์จึงสรุปว่า การให้ยาแพกซ์โลวิดแก่ผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มเสี่ยงภายใน 3 วันหลังแสดงอาการ ลดโอกาสเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้ 89% ส่วนการให้ยาภายใน 5 วันหลังแสดงอาการ ประสิทธิภาพลดลงเหลือ 85%
ยาของไฟเซอร์ใช้ร่วมกับริโทนาเวียร์ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงในระบบทางเดินอาหาร และรบกวนการทำงานของยาอื่น ๆ ได้
ไฟเซอร์คาดว่า ปีนี้จะผลิตยาแพกซ์โลวิดได้อย่างน้อย 180,000 คอร์ส และในปีหน้าจะผลิตอีก 50 ล้านคอร์ส
ปัจจุบัน ไฟเซอร์อยู่ระหว่างยื่นข้อมูลและเอกสารให้องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) พิจารณาอนุมัติใช้จริง ส่วนประเทศไทยมีข้อมูลเปิดเผยว่า กรมการแพทย์กำลังหารือร่วมกับบริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทย
โมลนูพิราเวียร์
เริ่มกันที่ยาโมลนูพิราเวียร์ของเมอร์คที่มีการเผยแพร่ผลการทดลองออกมาก่อน ยาตัวนี้มีสรรพคุณในการยับยั้งการแบ่งตัวและแพร่พันธุ์ของไวรัส โดยจะไปเปลี่ยนหรือทำให้เกิดข้อผิลพลาดในสารพันธุกรรมของไวรัส จนมันไม่สามารถแพร่พันธุ์ได้
ยาโมลนูพิราเวียร์นี้จะใช้ 1 คอร์ส 40 เม็ด รับประทานต่อเนื่อง 5 วัน วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ครั้งละ 4 เม็ด
สำหรับประสิทธิภาพของโมลนูพิราเวียร์นั้น จากการทดลองในประชากรวัยผู้ใหญ่ 775 รายที่ป่วยด้วยโรคโควิด-19 ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยร้ายแรงอันเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจ ครึ่งหนึ่ง 385 รายได้รับยาจริง อีกครึ่งหนึ่ง 377 รายได้รับยาหลอก
พบว่า มีผู้ป่วย 53 ราย (14%) ในกลุ่มยาหลอกต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เทียบกับเพียง 28 ราย (7%) ของกลุ่มผู้ที่ได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ และไม่มีผู้เสียชีวิตเลยในกลุ่มที่ได้ยา แต่มีผู้เสียชีวิต 8 รายในกลุ่มที่ได้รับยาหลอก
ทำให้เมอร์คแถลงผลการทดลองว่า โมลนูพิราเวียร์สามารถลดอัตราการป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้ถึง 50% หากให้ยาภายใน 5 วันหลังแสดงอาการ
เมอร์คคาดว่า ปีนี้จะผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ได้อย่างน้อย 10 ล้านคอร์ส และในปีหน้าจะผลิตอีก 20 ล้านคอร์ส
ปัจจุบัน มีเพียงประเทศเดียวที่อนุมัติการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ได้ นั่นคือสหราชอาณาจักร ขณะที่สหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างพิจารณา ส่วนประเทศไทยเอง อยู่ระหว่างการขอขั้นทะเบียน อย. และขออนุมัติงบประมาณสำหรับการจัดซื้อ

20211108-a-01.jpg

หมอเฉลิมชัยวิเคราะห์ยา Paxlovid
น.พ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ (หมอเฉลิมชัย) รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์ blockdit ส่วนตัว "ร้อยแปดพันเก้ากับหมอเฉลิมชัย" โดยมีข้อความว่ายาต้านไวรัสโควิดลำดับที่ 2 ของโลก มีประสิทธิผลสูงถึง 89% เป็นของ Pfizer

Pfizer บริษัทยายักษ์ใหญ่สัญชาติสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเจ้าของวัคซีนป้องกันโควิดด้วยเทคโนโลยี mRNA
1. ได้เปิดเผยผลการศึกษายาต้านไวรัสตัวใหม่ชื่อว่า Paxlovid ( PZ-07321332) มีประสิทธิผลในการลดการป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลได้ถึง 89%

2. เป็นยาชนิดรับประทาน วันละ 2 ครั้ง จำนวน 5 วัน

3. จะยื่นขออนุมัติใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน (EUA) ต่อ อย.สหรัฐฯ (USFDA) ในเดือนพฤศจิกายนนี้

4. นโยบายการค้าของ Pfizer จะขายยาในราคาไม่เท่ากัน ประเทศรายได้น้อยและประเทศรายได้ปานกลางจะมีราคายาถูกกว่าประเทศร่ำรวย

5. บริษัทได้ลงทุนวิจัยพัฒนายาไปกว่า 33,000 ล้านบาท

6. คาดว่าจะผลิตยาได้ในปีนี้ 1.8 แสนคอร์ส คอร์สละ 30 เม็ด และปีหน้าจะผลิตได้ 50 ล้านคอร์ส
รายละเอียดของยาที่น่าสนใจ
1. Paxlovid เป็นยาต้านไวรัส (Antiviral drug) ที่ก่อโรค โควิดคือไวรัสโคโรนาลำดับที่ 7 โดยตรงเป็นตัวที่ 2 ของโลก
โดยยาตัวแรกคือ ยาของบริษัท Merck (Molnupiravir) ซึ่งขณะนี้ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในประเทศอังกฤษเรียบร้อยแล้ว ในชื่อว่า Lagevrio และรอการอนุมัติจากอย.สหรัฐฯอยู่
2. กลไกการออกฤทธิ์ของยาเริ่มพัฒนามาจากยาเดิม ที่บริษัท Pfizer วิจัยขึ้น เพื่อรักษาโคโรนาไวรัสลำดับที่ 5 ที่ก่อให้เกิดโรค SARS และมีการระบาดในปี 2002 โดยเป็นยาฉีด
การพัฒนาครั้งนี้ นำมาใช้เพื่อต่อต้านไวรัสโคโรนาลำดับที่ 7 ซึ่งก่อโรคโควิด โดยเริ่มงานวิจัยมาตั้งแต่กรกฎาคม 2563
เป็นยากลุ่มยับยั้งเอนไชม์ ที่ใช้ในการเพิ่มจำนวนของไวรัส ทำให้ไวรัสเพิ่มจำนวนก่อโรคไม่ได้ ซึ่งยากลุ่มนี้ ได้ผลดีในการต้านไวรัสก่อโรคเอดส์ หรือเอชไอวี(HIV)มาแล้ว โดยมีขั้นตอนดังนี้

2.1 ไวรัสจะเข้าไปในเซลล์มนุษย์
2.2 สารพันธุกรรมของไวรัสคือ RNA จะแยกตัวออกจากไวรัส โดยยังอยู่ในเซลล์มนุษย์
2.3 RNA จะทำการสร้างโปรตีน Polypeptide
2.4 เอนไซม์ Protease จะมาตัด Polypeptide ให้เป็นท่อนเล็กๆเพื่อประกอบกันเป็นไวรัสตัวใหม่รุ่นลูก เป็นการเพิ่มจำนวนและก่อให้เกิดโรค
2.5 ยาต้านไวรัส Paxlovid เป็นตัวยับยั้งเอนเซม์ดังกล่าว (Protease inhibitor)  จึงทำให้ไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้
3. ผลการศึกษา เป็นการศึกษาในเฟส 2/3 ซึ่งยังไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ พบว่าได้ผลดีต่อไวรัสกลายพันธุ์ รวมทั้งสายพันธุ์เดลตาด้วย โดยการให้ยารับประทานวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 เม็ด ร่วมกับยา Ritonavir ซึ่งจะออกฤทธิ์ชะลอการสลาย ตัวของยา Paxlovid ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้นานขึ้น
พบว่าถ้าให้ยาเร็วภายใน 3 วันแรกหลังติดเชื้อจะมีประสิทธิผลสูงถึง 89%
โดยกลุ่มที่ได้รับยา 389 คน เข้าโรงพยาบาล 3 คน ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้รับยา 385 คน เข้าโรงพยาบาล 27 คน และถ้าให้ยาภายใน 5 วันหลังจากติดเชื้อ
ประสิทธิภาพลงมาเล็กน้อยเป็น 85%
โดยกลุ่มที่ได้รับยา 607 คน เข้าโรงพยาบาล 6 คน ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้รับยา 612 คน เข้าโรงพยาบาล 41 คน ทั้งนี้ กลุ่มที่ได้รับยาไม่มีผู้เสียชีวิต 
ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้รับยา เสียชีวิตไป 10 คน
ยาที่ใช้รักษาโควิดในปัจจุบันเริ่มต้นมาจากเราใช้ยาเท่าที่มีอยู่เดิมเป็นยาที่
รักษาไวรัสสายพันธุ์ใกล้เคียงกับโคโรนาลำดับที่ 7 ที่ก่อโรคโควิด ได้แก่
1. ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) เป็นยาชนิดรับประทาน
2. เรมเดวิเวียร์ (Remdesivir) เป็นยาของบริษัท Gilead Science Inc.
3. Monoclonal Antibody ของบริษัท Regeneron Phamaceutical Inc. และ Eli Lilly
4. สเตียรอยด์กลุ่มเด็กซ่าเมธาโซน (Dexamethasone)
5. ฟ้าทะลายโจร
ส่วนยาที่ออกฤทธิ์โดยตรงต่อโคโรนาไวรัสที่ 7 ที่ก่อโรคโควิดตัวแรกคือ Molnupiravia ของบริษัท Merck ซึ่งได้ประกาศนโยบายสำคัญเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วโลก คือ จะไม่คิดค่าสิทธิบัตรยาที่ขายในประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางและยากจนครึ่งโลก 105 ประเทศ ทำให้ลดราคายาจากเม็ดละ 850 บาท เหลือ 6.60 บาท
ส่วนในครั้งนี้ บริษัท Pfizer ประกาศว่าจะขายยาให้กลุ่มประเทศรายได้น้อยต่ำกว่าในประเทศร่ำรวย แต่ยังไม่ประกาศตัวเลขที่ชัดเจนว่าจะถูกกว่ากันมากน้อยเพียงใด คงจะต้องติดตามความคืบหน้าของยาต้านไวรัสของบริษัท Pfizer ว่าจะได้รับการอนุมัติจาก อย.สหรัฐฯเมื่อใด และที่สำคัญคือจะมีราคาถูกแพงมากน้อยเพียงใด เมื่อเปรียบเทียบกับยาของบริษัท Merck
สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 (covid-19) ในประเทศไทย วันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 ข้อมูลจาก ศบค. รายงานพบยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 7,592 ราย ผู้ป่วยสะสม(ตั้งแต่ 1 เม.ย.64) 1,946,728 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 39 ราย หายป่วยเพิ่ม 7,495 ราย กำลังรักษา 98,425 ราย หายป่วยสะสม (ตั้งแต่ 1 เม.ย.64) 1,830,037 ราย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...