สังเกตให้มากกับสัญญาณเตือน เมื่อเกิดความผิดปกติของประจำเดือน
เมนหลอน หรือ ประจำเดือน“ผิดปกติ”
ประจำเดือนที่ว่า “ผิดปกติ” ต้องผิดปกติแบบไหน
สำหรับสาวๆเรื่องของประจำเดือนคงเป็นเรื่องชวนอึดอัดพาหงุดหงิดไม่น้อย และยิ่งถ้าเมื่อไหร่ประจำเดือนที่เคยมาเป็นประจำสม่ำเสมอและไม่ได้สร้างอาการปวดท้องหรืออาการใดๆ กลับมีความผิดปกติไป เช่น มามากและนาน มาน้อยเกินไป มากะปริบกะปรอย หรือทำให้ปวดท้องมากกว่าปกติเพิ่มขึ้นทุกๆ เดือน รวมทั้งปวดท้องทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ในช่วงการมีรอบเดือน หรือมีรอบเดือนแล้วมีลิ่มเลือดปนเป็นก้อนออกมา การทที่ “ประจำเดือนผิดปกติ” เมื่อไหร่ ให้เริ่มตระหนักไว้เลยว่าอาจเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายที่เกิดขึ้นกับมดลูกหรือรังไข่ได้ ทางที่ดีอย่าปล่อยละเลยควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ผู้ชำนาญการ
ประจำเดือน ควรมีลักษณะอย่างไร?
ประจำเดือนมักมีสีแดง ไม่มีลิ่มเลือดหรือชิ้นเนื้อปน บางครั้งประจำเดือนอาจออกมาพร้อมกับตกขาวจึงดูเป็นก้อนได้แต่ไม่อันตราย
ประจำเดือนมักไม่เกิน 7 วันต่อรอบ และมาเพียง 1 รอบต่อเดือน แต่ในบางครั้ง หากมีรอบเดือนในช่วงต้นเดือน อาจมีรอบเดือนอีกครั้งในช่วงวันท้ายๆของเดือนได้
โดยเฉลี่ยแล้ว แต่ละรอบประจำเดือนจะห่างกัน 28 วัน แต่สามารถเป็นได้ตั้งแต่ 21 ถึง 35 วัน โดยในแต่ละคนควรมีรอบเดือนที่สม่ำเสมอในทุกๆเดือน อย่างไรก็ตามในช่วงปีแรกๆที่เริ่มมีประจำเดือนหรือในวัยใกล้หมดประจำเดือนอาจไม่สม่ำเสมอได้
ปริมาณประจำเดือน ที่ปกตินั้นไม่ควรเกิน 80 ซีซี โดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 35 ซีซีต่อรอบ เทียบได้กับผ้าอนามัยประมาณ 3-4 ผืนต่อวัน
ดังนั้นการปวดประจำเดือนมากขึ้น รอบเดือนมาๆ หายๆ หรือมีตกขาวมาก ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยให้พบว่ามีโรคอะไรแฝงอยู่หรือไม่ จะได้รักษาได้อย่างถูกทาง
สัญญาณเตือนโรคร้าย จากอาการปวดท้องประจำเดือน สังเกตอะไรได้บ้าง?
ช็อกโกแลตซีสต์ เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งมักพบว่ามีการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงและมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเดือน หรือมีอาการปวดและเจ็บลึกๆ ที่ช่องคลอดหรือท้องน้อยเวลามีเพศสัมพันธ์ ซึ่งหากตรวจแล้วพบโรค ก็สามารถทำการรักษาได้
การรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือ “ช็อกโกแลตซีสต์”
สามารถเลือกรักษาจาก 2 วิธีหลักๆ คือการรักษาด้วยยา การใช้ยาเพื่อยับยั้งการทำงานของรังไข่ ซึ่งอาจทำให้ไม่มีประจำเดือน หรือลดอาการปวดขณะมีประจำเดือน ผลการรักษาด้วยวิธีนี้มักขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อยาของผู้ป่วยแต่ละคน โดยการใช้ยาจะมีการติดตามและประเมินอาการเป็นระยะๆ จากแพทย์ ถ้าการรักษาด้วยยาไม่ได้ผล แพทย์จะแนะนำให้รักษาโดยการผ่าตัดต่อไป
การผ่าตัด จะเป็นการผ่าตัดเพื่อนำถุงช็อกโกแลตซีสต์ออก ซึ่งเป็นทั้งการรักษาและสามารถนำชิ้นเนื้อมาตรวจวินิจฉัยว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ด้วย ซึ่งในปัจจุบันผู้ป่วยมักนิยมการผ่าตัด 2 วิธีนี้ คือ การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง และการผ่าตัดผ่านกล้องทางหน้าท้อง ซึ่งการผ่าตัดผ่านกล้องจะช่วยลดปัญหาการเกิดพังผืด แผลเล็กกว่า เจ็บน้อยกว่า และผู้ป่วยจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง
เนื้องอกมดลูก สามารถพบจากมีประจำเดือนมามากและนาน หรือมีลิ่มเลือดปนเป็นก้อน ปวดประจำเดือนมากขึ้น หรือในบางครั้งอาจมีอาการปวดคล้ายปวดประจำเดือน ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ในช่วงการมีประจำเดือน ซึ่งก้อนเนื้องอกอาจเติบโตไปกดทับอวัยวะใกล้เคียงทำให้มีอาการแทรกซ้อนหรือเป็นโรคอื่นๆ ตามมา
การรักษาเนื้องอกมดลูก
ปกติแล้ว หากเนื้องอกมดลูกยังมีขนาดเล็กและมักจะไม่มีอาการแสดง ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าเป็น…จนกว่าตรวจพบความผิดปกติ ซึ่งมักพบจากการตรวจสุขภาพประจำปี จากการตรวจภายใน หรือการตรวจด้วยอัลตราซาวด์ ดังนั้นผู้หญิงทุกคนจึงควรพิจารณาเข้ารับการตรวจภายในเป็นประจำ หากตรวจพบโรคเร็วก็สามารถรักษาได้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น
การฉีดสารเพื่อให้เกิดการอุดเส้นเลือดที่เลี้ยงเนื้องอกมดลูกโดยไม่ต้องผ่าตัด เป็นการรักษาโดยใช้เทคนิคทางรังสีวิทยา ด้วยการสอดสายผ่านหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบไปจนถึงเนื้องอก แล้วทำการฉีดสารเพื่อให้หลอดเลือดอุดตัน ก้อนเนื้องอกที่ขาดเลือดไปเลี้ยงจะฝ่อลง เหมาะกับการรักษาเนื้องอกก้อนที่ยังไม่ใหญ่มาก
การผ่าตัดเฉพาะเนื้องอกออก หากเนื้องอกมดลูกมีรขนาดใหญ่ แพทย์มักแนะนำให้ทำการผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดสามารถทำได้ทั้งผ่าตัดส่องกล้องทางช่องคลอด ผ่าตัดแบบเปิดผนังท้อง และแบบส่องกล้องผ่านหน้าท้องแผลเล็ก ซึ่งการจะเลือกผ่าตัดแบบใดนั้นต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ประกอบ เช่น ระดับอาการ ระยะของโรค โรคอื่นๆ ที่เป็นอยู่ สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และความต้องการในการมีบุตรในอนาคต
อีกอาการที่หลายคนสงสัย ?
เลือดล้างหน้าเด็ก ( Implantation bleeding ) คืออาการที่เลือดออกจากการฝังตัวของตัวอ่อนที่โพรงมดลูก ผู้หญิงที่มีรอบเดือนสม่ำเสมอทุกๆ 28 วัน จะมีการตกไข่ในช่วงประมาณวันที่ 14 ของรอบเดือน (นับจากการมีประจำเดือนวันแรก) เมื่อมีเพศสัมพันธ์ไข่ถูกผสมกับตัวอสุจิแล้วมีการปฏิสนธิเกิดขึ้นที่ท่อนำไข่ ซึ่งจะเกิดขึ้นภายใน 12-24 ชั่วโมงหลังไข่ตก หลังจากนั้นไข่ที่ถูกผสมแล้ว (Zygote) จะเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนเรื่อยๆ (Blastocyst) และเดินทางต่อไปยังมดลูกเพื่อฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูก จากการฝังตัวนี้เอง ในบางครั้งอาจทำให้มีหลอดเลือดเล็กๆในผนังมดลูกแตกจึงทำให้มีเลือดออกมาทางช่องคลอดได้ ซึ่งจะเกิดหลังตกไข่ประมาณ 6-12 วัน ขณะที่ประจำเดือนจะเกิดขึ้น 14 วันหลังจากไข่ตก สองเหตุการณ์นี้ คือเลือดประจำเดือนและเลือดล้างหน้าเด็กเกิดช่วงเวลาใกล้เคียงกันทำให้เกิดความสับสนได้
ควรสังเกตุอาการร่วมด้วยก็จะดี เพราะสัญญาณแรกของการตั้งครรภ์ที่จะรู้ง่ายสุด คือ การเจ็บ/คัดตึงเต้านมนั่นเอง ซึ่งเลือดล้างหน้าเด็กจะเกิดขึ้นในการตั้งครรภ์เพียงประมาณ 1 ใน 3 หรือเพียงร้อยละ 30 ผู้หญิงที่ตั้งท้องครั้งแรกมีความเป็นไปได้ที่จะมีเลือดล้างหน้าเด็ก
สามารถแยกแยะจากกันได้ 4 อย่างที่เห็นได้ชัดดังนี้
ระยะเวลาที่มีเลือดออก: เลือดล้างหน้าเด็กจะไหลออกทางช่องคลอดประมาณ 6-12 วันหรือเฉลี่ย 9วันหลังไข่ตก ซึ่งจะเท่ากับว่าเลือดล้างหน้ามาเร็วกว่าประจำเดือน โดยจะเป็นช่วง 1 สัปดาห์จนถึงไม่กี่วันก่อนที่ประจำเดือนปกติจะมา ยิ่งถ้ามีเลือดออกใกล้กับวันที่คาดว่าจะเป็นประจำเดือนเท่าไรโอกาสจะยิ่งน้อยที่จะเป็นเลือดล้างหน้าเด็ก
ลักษณะเลือดที่ออก: เลือดล้างหน้าเด็กจะมีออกมาเพียงเล็กน้อย กะปริดกะปรอยหรือเป็นแค่หยดเลือด เป็นรอยเปื้อนกางเกงใน บางคนอาจไม่รู้สึกอะไรไม่รู้ตัว และเลือดล้างหน้าเด็กจะหยุดไปได้เอง
ขณะที่ประจำเดือนจะมีเลือดออกมากกว่ามากสีเลือด: สีเลือดล้างหน้าเป็นสีชมพูจางๆ ไม่เป็นสีแดงสด และจะกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีสนิมแบบน้ำตาลอมแดง หรือเป็นสีดำ มีบางครั้งก็อาจเป็นสีแดงสดใสก็ได้ ส่วนเลือดประจำเดือนจะเป็นสีแดงสดใสหรือสีแดงเข้ม
ระยะเวลาที่เลือดออก: เลือดล้างหน้าจะอยู่นานแค่ 1 หรือ 2 วัน ขณะที่ประจำเดือนจะเป็นนาน 3-5วัน แต่ไม่เกิน 7 วัน
ข้อสังเกตุจากอาการร่วมอื่นๆ ขณะมีเลือดล้างหน้าเด็ก
1. ปวดเกร็งเล็กน้อยบริเวณท้องน้อย เกิดจากมดลูกมีการบีบรัดตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่ปกติ บ่งชี้ว่าอาจตั้งครรภ์แล้ว ฉะนั้นเมื่อมีอาการปวดเกร็งที่ท้องน้อยผู้หญิงควรต้องถามตนเองก่อนว่า “ท้องรึเปล่า” ในกรณีมีเลือดออกกะปริดกะปรอยในวันที่ใกล้กับวันที่จะเป็นประจำเดือนเพียง 1 วัน ก็จะยิ่งทำให้สับสน ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือ ต้องตรวจปัสสาวะเพื่อทดสอบการตั้งครรภ์
2. ขณะมีเลือดล้างหน้าเด็ก ผู้หญิงมักมีอารมณ์แปรปรวนและมักมีอาการปวดศรีษะ
ข้อแนะนำจากแพทย์ที่สำคัญเกี่ยวกับ เลือดล้างหน้าเด็ก
อย่าตระหนกตกใจเข้าใจผิดๆ ว่าการมีเลือดออกเล็กน้อยช่วงก่อนจะเป็นประจำเดือนจะเป็นเพียงแค่ประจำเดือนที่มาน้อย เพราะจะทำให้ผิดพลาดเรื่องการตั้งครรภ์ แล้วผิดพลาดเรื่องอายุของการตั้งครรภ์ด้วย
การมีเลือดล้างหน้าเด็กนั้น บ่งบอกการตั้งครรภ์ เป็นเรื่องปกติที่ไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ผู้หญิงก็สามารถตั้งครรภ์โดยไม่มีเลือดล้างหน้าเช่นกัน
เวลาของเลือดล้างหน้าเด็ก คือ ช่วงวันที่มีการฝังตัวของตัวอ่อนที่ผนังมดลูก ประมาณ 9-10 วันหลังตกไข่หรือการปฏิสนธิ ซึ่งจะอยู่ในช่วง 6-12 วันหลังตกไข่
หลังการฝังตัวที่มีเลือดล้างเด็กออกมาประมาณ 3-4 วัน สามารถไปตรวจเลือดเพื่อทราบการตั้งครรภ์ได้ หรืออาจตรวจปัสสาวะได้ผลบวก ประมาณ 5-6 วันหลังหลังจากนั้น
ดังนั้น ผู้หญิงที่ยังไม่มั่นใจว่าจะเป็นประจำเดือนหรือจะเป็นเลือดล้างหน้าเด็ก ควรจะรอประมาณ1 สัปดาห์หลังมีเลือดออกวันแรกเพื่อจะได้ตรวจปัสสาวะทดสอบการตั้งครรภ์เพื่อความมั่นใจ
เมื่อประจำเดือนผิดปกติ มีวิธีตรวจหาโรคได้จาก
การตรวจภายใน
คือตรวจดูช่องคลอด ปากมดลูกด้วยการคลำหรือส่องกล้องว่ามีก้อน แผล หรือติ่งเนื้อหรือไม่ ร่วมกับการเก็บเซลล์จากปากมดลูกเพื่อนำมาเพาะหาการติดเชื้อหรือการอักเสบ ตลอดจนคลำตรวจขนาดของมดลูกและรังไข่ ตรวจด้วยการกดแล้วสังเกตอาการว่าเจ็บหรือไม่ หรือพบก้อนแปลกปลอมหรือเปล่า
การอัลตราซาวด์
เมื่อแพทย์ตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นแล้ว หากพบความผิดปกติที่มดลูกหรือรังไข่ การอัลตราซาวนด์ทั้งทางหน้าท้องและทางช่องคลอดจะช่วยให้พบโรคและช่วยให้วินิจฉัยโรคได้แม่นยำขึ้น
โรคภายในช่องท้องและระบบสืบพันธุ์สตรี ส่วนใหญ่แล้วหากไม่ได้รับการตรวจสุขภาพหรือตรวจภายในอย่างสม่ำเสมอมักพบเมื่อมีอาการหนักแล้ว ทำให้การรักษายากขึ้น และผู้ป่วยต้องเจ็บตัวหรือมีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น ดังนั้นการตรวจภายในอย่างสม่ำเสมอ และการป้องกันที่ดีด้วยการฉีดวัคซีน ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณา
อ้างอิง ลุงหมอเรืองกิตติ์ , โรงพยาบาลเปาโล