MCA หุ้นไอพีโอน้องใหม่ ผู้อยู่เบื้องหลังกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดครบวงจร
บมจ.มาร์เก็ต คอนเน็กชั่นส์ เอเชีย (MCA) หนึ่งในผู้นำในการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด และเป็นผู้ให้บริการจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดที่ครบวงจร ผ่านรูปแบบของกิจกรรมการตลาดภาคสนาม (Field Marketing) ที่ตอบโจทย์ทุกกิจกรรมทางการตลาดให้กับกลุ่มลูกค้าได้ครบทุกมิติ ตั้งแต่การเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ (Brand Awareness) การสร้างความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้อุปโภคบริโภค (Customer Engagement) ตลอดจนการผลักดันยอดขาย (Boost Sales) ภายใต้การให้บริการ
MCA เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 60 ล้านหุ้น และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในเดือนช่วงไตรมาส 4/2566 อีกทั้งเป็นหุ้นที่ประกอบธุรกิจด้านแผนกลยุทธ์ทางการตลาดและจัดกิจกรรมส่งเสริททางการตลาดที่ครบวงจร รายแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ
นายภักดี เหล่างาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.มาร์เก็ต คอนเน็กชั่นส์ เอเชีย (MCA) กล่าวว่า หัวใจหลักที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจคือ “ความเชื่อใจ วัดผลได้ อย่างมืออาชีพ” บริษัทเชื่อว่าระบบที่ดีจะสร้างผลงานที่มีคุณภาพ และทีมงานที่ดีจะสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือแรงขับเคลื่อนองค์กรสู่การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ในครั้งนี้ เพื่อยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานสากล และสร้างมูลค่าเพิ่มการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
สอดรับกับวิสัยทัศน์ การมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำและผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจบริการกิจกรรมทางการตลาดและการสร้างสรรค์อย่างครบวงจร โดยใช้นวัตกรรมดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานจึงนำไปสู่ผลสำเร็จและการเติบโตอย่างยั่งยืน สู่พันธกิจที่จะมุ่งมั่นพัฒนาบริการ ศักยภาพบุคลากร นวัตกรรม พันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้ถือหุ้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับผลตอบแทนสูงสุด
“บริษัทมีความมั่นใจว่า “ความเชื่อใจ วัดผลได้ อย่างมืออาชีพ” เป็นจุดแข็งของบริษัท วัดได้จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ทั้งระบบรีพอร์ต ยอดขาย ยอดกิจกรรมทางการตลาด ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการของเรารู้สึกคุ้มค่าในการลงทุน และสามารถวัดผลได้ ทั้งต้นทุนและรายได้” นายภักดี กล่าว
แผนใช้เงินระดมทุนจาก IPO
ขยาย Scale งาน ต่อยอดธุรกิจ Distributor
นายภักดี กล่าวว่า บริษัทมีแผนนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการขยายธุรกิจสู่การดำเนินธุรกิจใหม่ ในการเข้าไปเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้า (Distributor) และรองรับการลงทุนในสินทรัพย์ สำหรับการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายรูปแบบให้ครบทุกมิติมากขึ้น รวมทั้งเพื่อใช้ในการชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพความมั่นคงทางการเงินให้กับบริษัทในอนาคต
สำหรับโครงการต่อเนื่องในอนาคต โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจในเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้า (Distributor) บริษัทเล็งเห็นถึงโอกาสในการขยายเข้าไปสู่การดำเนินธุรกิจใหม่ ใน Distributor เนื่องจาก MCA มีความเชี่ยวชาญในกลยุทธ์ด้าน Brand Awareness พร้อมทั้งมีการปฏิบัติงานในแต่ละช่องทางจำหน่ายอยู่แล้วทั่วประเทศ ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นศักยภาพที่สามารถสนับสนุนธุรกิจ Distributor ได้ นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีผู้ประกอบการในธุรกิจดังกล่าวจำนวนน้อยราย จึงมองว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคตได้
“การขยายตัวสู่ Distributor จะช่วยให้ MCA เพิ่มการเข้าไปมีส่วนร่วมกับเจ้าของสินค้าในการวางกลยุทธ์ทางการตลาดตั้งแต่ต้นน้ำ (Product Introduction) จนถึงการที่สินค้าได้ไปอยู่ในมือผู้บริโภค (Off-Take) เพื่อให้ตอบโจทย์ทางธุรกิจของลูกค้าให้มากที่สุด” นายภักดี กล่าว
นายภักดี กล่าวต่อว่า บริษัทวางแผนการให้บริการเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าใน 2 รูปแบบ ได้แก่
- รูปแบบ Agent มุ่งเน้นเกี่ยวกับกลยุทธ์และกระบวนการขายเป็นหลัก รายได้ที่บริษัทได้รับจะอยู่ในรูปแบบ Distribution Fee หรือ Distribution Commission คล้ายกับการค่าธรรมเนียมหรือค่านายหน้า และอัตราค่าตอบแทนที่เกี่ยวข้องจะถูกอ้างอิงกับยอดขายสินค้าเป็นหลัก
- รูปแบบ Principal เป็นการให้บริการแบบ Full Service โดยบริษัทจะเป็นผู้บริหารจัดการคำสั่งซื้อจากร้านค้าจากช่องทางการจัดจำหน่ายต่าง ๆ โดยบริษัทเป็นผู้สั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า เข้ามาบริหารภายในคลังสินค้าของบริษัทพร้อมทั้งเป็นผู้รับผิดชอบการกระจายสินค้าหรือส่งมอบสินค้าให้แก่ร้านค้าในแต่ละช่องทางการจัดจำหน่าย และรับชำระเงินจากการขายสินค้าในนามของบริษัท
อย่างไรก็ดีรูปแบบบริการดังกล่าว ต้องการเงินลงทุนสูงกว่าเมื่อเทียบกับบริการรูปแบบ Agent เนื่องจากบริษัทต้องซื้อสินค้าจากลูกค้า ซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือเจ้าของแบรนด์สินค้า บริหารจัดการคลังสินค้า ส่งมอบสินค้า และรับชำระเงินจากการขายสินค้า ด้วยตนเอง เสมือนเป็นเจ้าของสินค้า แต่ทั้งนี้บริษัทจะรับรู้รายได้ในการขายสินค้า และต้นทุนสินค้า ควบคู่กัน
วางหมากเดินเกมธุรกิจด้วยกลยุทธ์
Cold Call และ Word of mouth
นายภักดี กล่าวว่า ปัจจุบัน MCA ถือเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดที่ครบวงจร อันดับต้นๆ ของประเทศ เนื่องจากในภาคอุตสาหกรรมประเภทเดียวกัน ยังไม่พบผู้ประกอบการที่สามารถดำเนินกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดได้อย่างครบวงจร และครบทุกมิติเหมือนกับ MCA
บริษัทยังคงวางยุทธ์ศาสตร์เพื่อเดินเกมรุกทางธุรกิจแบบไม่หยุดนิ่งที่จะมุ่งสู่การขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กลยุทธ์ Cold Call เพื่อแนะนำธุรกิจและบริการของเรากับลูกค้ารายใหม่ๆ และกลยุทธ์ Word of mouth ซึ่งบริษัทมุ่งมั่นที่จะส่งมอบผลลัพธ์ของการดำเนินงานที่ดีให้ลูกค้าได้เห็น เพื่อให้เกิดการแนะนำลูกค้าแบบปากต่อปาก รวมถึงการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าที่เคยใช้บริการ เพื่อแนะนำกลยุทธ์และนำเสนอบริการให้แก่ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ
สถานการณ์ Covid-19 สร้างโอกาส
ตอกย้ำการเป็นหุ้น Post-COVID
นายภักดี เล่าว่า ในช่วง Covid-19 ที่ผ่านมาภาพรวมในทุกอุตสาหกรรมเกิดการชะลอตัว ส่งผลให้ทุกธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน โดย MCA ได้ปรับกลยุทธ์โดยขยายขอบเขตการให้บริการจัดกิจกรรมทางการตลาดสู่งานในรูปแบบออนไลน์ พร้อมทั้งบริการสนับสนุนในกลุ่มบริการงานดิจิทัล และขยายธุรกิจบริการจัดเรียงสินค้า รูปแบบบริการแบบใช้ร่วมกัน (Shared Merchandiser)
“สถานการณ์ Covid-19 ส่งผลให้บริษัทปรับแผนการทำงานให้มีประสิทธิ์ภาพมากยิ่งขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ ทั้งอัตรากำไร ที่เคยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ซึ่งคาดว่าในปีนี้และในอนาคตบริษัทจะสามารถสร้างรายได้-กำไรเพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงแต่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่ทุกธุรกิจจะสามารถเติบโตได้ หลังผ่านพ้นช่วงวิกฤติมาแล้ว” นายภักดี กล่าว
แผนการดำเนินงานในอนาคต
ผลักดันสู่การเป็นผู้นำธุรกิจจัดจำหน่าย
นายภักดี กล่าวถึงมุมมองในอนาคตว่า การดำเนินงานในอนาคต มองเป็นการดำเนินงานตาม Big Step จากการต่อยอดธุรกิจเดิม รวมทั้งต่อยอดการบริการใหม่ ที่มองเห็นโอกาสในการเติบโต อีกทั้งเงินที่ได้จากการระดมทุน นอกเหนือจากการนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน เพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการโครงการ Scale ใหญ่ขึ้นแล้ว ยังถือเป็นเงินทุนสำคัญ สำหรับธุรกิจผู้จัดจำหน่ายสินค้า สามารถลงทุนสินทรัพย์ส่วน Infrastructure เพิ่มเติม พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำทางการตลาดอย่างครบวงจร
ในไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัทฯ ได้รับโอกาสจากลูกค้ากลุ่มธุรกิจของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์จำนวน 2 ราย ซึ่งทั้งคู่เป็นลูกค้าปัจจุบันของบริษัทฯ ในการเริ่มดำเนินธุรกิจการบริการเป็นผู้จัดจำหน่าย (Distributor) รูปแบบ Principal ในโครงการนำร่อง (Pilot Project) จำนวน 2 โครงการ ดังนี้
โครงการที่ 1 มีระยะเวลาโครงการ 6 เดือน สำหรับสินค้าจำนวน 7 แบรนด์ โดยมีขอบเขตการรับผิดชอบในการจัดจำหน่ายผ่านร้านค้าประเภทร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) 13 จังหวัดที่กระจายอยู่หลากหลายพื้นที่ในประเทศไทย และโครงการที่ 2 มีระยะเวลาโครงการ 6 เดือน สำหรับสินค้าจำนวน 7 แบรนด์ โดยมีช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นร้านค้าประเภทร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) ทั่วประเทศไทย
ทั้งนี้โครงการนำร่องดังกล่าว หรือโครงการอื่นๆ ถัดไปจะเป็นส่วนช่วยผลักดันความสามารถในการดำเนินงานบริการ Distributor ของบริษัทให้เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม สามารถดำเนินงานได้อย่างเชี่ยวชาญและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต และพร้อมที่จะขยายขอบเขตการให้บริการไปยังช่องทางการจัดจำหน่ายรูปแบบอื่นๆ เช่น ร้านค้าปลีกแบบสมัยใหม่ (Modern Trade) และร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store) เป็นต้น
“ผลการดำเนินผ่านมา MCA ได้ข้ามผ่านจุดต่ำสุดและความยากลำบากมาแล้ว อยากให้นักลงทุนลองเปิดใจเข้ามาลงทุนกับ MCA ซึ่งธุรกิจในอนาคตเป็นธุรกิจที่ต่อยอดจากธุรกิจเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับบริษัทและลูกค้า จึงอยากให้นักลงทุนมั่นใจว่า MCA จะสามารถเติบโตได้เป็นอย่างดีในอนาคต” นายภักดี กล่าวปิดท้าย