โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(มี e-book) นางร้ายเช่นข้า…จะไม่ยอมตายกลางเรื่อง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 24 ต.ค. 2566 เวลา 00.40 น. • เผยแพร่ 24 ต.ค. 2566 เวลา 00.40 น. • กุ้ยเหลียน 貴莲
เพราะชีวิตมันบัดซบเลยหาอ่านนิยายที่ชีวิตนางเอกรันทดยิ่งกว่า ที่ไหนได้ดันทะลุมิติเข้ามาในนิยาย แถมยังกลายเป็นตัวร้ายที่ต้องถูกฆ่าตายกลางเรื่องซะงั้น

ข้อมูลเบื้องต้น

อิงอิงสาวแกร่งผู้เป็นเดอะแบกของครอบครัว จู่ ๆ ก็ทะลุมิติเข้าไปในนิยายที่ตัวเองกำลังอินจัด แล้วกลายเป็นนางร้ายที่ถูกพระเอกฆ่าตายกลางเรื่อง

นี่มันเวรกรรมอะไรกัน หรือจะเป็นเพราะเธอคอมเมนต์ด่านางร้ายเอาไว้เยอะกันแน่ เพราะนอกจากต้องหาทางแก้ไขเส้นเรื่องเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดแล้ว ยังต้องคอยหลบสายตาต้องห้ามของพระเอกให้วุ่น

เพราะเมื่อเธอสบตากับเขาทีไรก็ถูกคาแร็คเตอร์ของนางร้ายกลืนจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ แล้วนางก็คลั่งรักพระเอกเสียขนาดนั้น อิงอิงเอ๋ย เธอจะรอดไหมเนี่ย

******* e-book มาแล้วนะคะ มีโปรโมชั่นราคาพิเศษด้วย ********

https://dekd.co/w/e/10622

จะเริ่มติด coin ตั้งแต่ตอนที่ 13 เป็นต้นไปแล้วนะคะ มีแบบอ่านล่วงหน้าเหมือนเดิม สายฟรีปลดล็อคให้อ่านวันละตอนจนจบเช่นเดิม (มีเวลาอ่าน 3 วัน) อย่าลืมกดติดตามกันเอาไว้นะคะ

จะไปตายที่ไหนก็ไป

ความสุขของผู้เป็นภรรยาอย่างหวางลี่อิงคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการได้รับความรักและการเอาใจใส่จากเย่เซียวผู้เป็นสามี ทั้งที่แต่งงานกันมาเกือบปีอย่าว่าแต่ร่วมหอเลย แม้แต่ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวเขากลับไม่เคยแตะต้อง

มาวันนี้นอกจากร่วมกินมื้อค่ำแล้ว เขายังร่วมดื่มสุรากับนางด้วย หวางลี่อิงรับจอกสุราจากเย่เซียวขึ้นยกดื่มด้วยความสุขที่ล้นปรี่ นางเฝ้ารอวันเวลาเช่นนี้มาเนิ่นนาน

ทันใดความรู้สึกร้อนวาบที่ไหลผ่านลงคอไปกลับกลายเป็นความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนราวถูกแผดเผาด้วยสุราพิษที่ลามไหลไปทั่วลำคอและช่องท้อง

“อ๊า…ท่าน…พี่…”

ทว่าใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของผู้เป็นภรรยากับเสียงจอกสุราที่ตกแตกกลับไม่ได้ทำให้ผู้เป็นสามีตกใจแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขากลับนั่งนิ่งและเฝ้ามองร่างกายของนางบิดเร่าด้วยความทรมานอยู่กับพื้น

“หากเทียบกับเรื่องชั่วช้าที่เจ้าทำลงไป สุราพิษจอกนี้นับว่ายังเมตตาเจ้ามากแล้ว”

น้ำเสียงเย็นชากับสายตาที่บ่งบอกถึงความรังเกียจนั้นทำให้หวางลี่อิงรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ ขณะที่ความเจ็บปวดราวกับถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทงไปทั่วร่างนั้นก็กำลังทรมานนางให้ตายอย่างช้า ๆ

ความรู้สึกหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจเมื่อนางกระอักเลือดสีแดงเข้มออกมา ก่อนจะยื่นมือออกไปหาสามีที่นางรักยิ่งผู้ยังคงนั่งนิ่งและจ้องมองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ช่วย…ข้า…ด้วย…”

ความเจ็บปวดที่รุนแรงเข้าจู่โจมไปทั่วร่างอีกครั้งพร้อมลมหายใจเฮือกสุดท้าย แต่ดวงตาที่เบิกค้างและมือของนางที่ร่วงหล่นกลับไม่ได้ทำให้เย่เซียวสะทกสะท้านแม้แต่น้อย

-จบตอน-

“สมน้ำหน้า สะใจจริง ๆ รอตอนต่อไปไม่ไหวแล้ว มาต่อเร็ว ๆ น๊า”

อิงอิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มีอารมณ์ร่วมไปกับฉากที่นางร้ายถูกพระเอกฆ่าตายในนิยายเรื่องโปรดที่เพิ่งอ่านจบตอนไป พร้อมกับนิ้วเรียวที่กดพิมพ์ข้อความเพื่อส่งความคิดเห็นลงไปในแอพลิเคชั่นอ่านนิยายชื่อดัง

แม้ในแต่ละวันจะมีเรื่องให้ต้องทำมากมายจนหัวหมุนขนาดไหน แต่การได้เจียดเวลามาแอบอ่านนิยายจีนโบราณแม้สักห้าหรือสิบนาทีก็ทำให้เธอเหมือนได้หนีไปจากความจำเจของชีวิตตัวเองได้สักครู่

นิยายที่ชีวิตของนางเอกรันทดยิ่งกว่าตัวเองนี้เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้อิงอิงรู้สึกว่าชีวิตของเธอเองก็ไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไหร่

อิงอิงยิ้มเศร้า ๆ ให้กับตัวเองขณะยกถาดข้าวต้มเข้าไปในบ้าน

“กูไม่กิน!”

มือเหี่ยวย่นของหญิงชราปัดมือบุตรสาวที่ถือข้าวต้มมาให้จนข้าวต้มร้อน ๆ ที่อิงอิงเพิ่งต้มมาใหม่ ๆ นั้นลวกลงไปบนมือของเธอ

“แม่กินอะไรรองท้องสักหน่อย จะได้กินยาไง”

อิงอิงเก็บสีหน้าจากแผลที่ถูกข้าวต้มร้อน ๆ ลวกเอาไว้ พลางยิ้มหวานเพื่อเกลี้ยกล่อมให้แม่กินข้าวกินยา

“กินทำไมนักหนาไอ้ยาเนี่ย กินจนกูจะไตวายตายอยู่แล้ว”

“งั้นก็กินแต่ข้าวต้มก็ได้ สักหน่อยนะแม่”

“โอ๊ย!…ก็บอกว่าไม่กิน จะไปไหนก็ไป ไป๊! กูจะนอน”

หญิงสาวก้มหน้านิ่งขณะเก็บถาดอาหารออกไป ก่อนจะรีบกลับเข้าครัวไปทำกับข้าวต่อให้เสร็จภายในหกโมงเย็นก่อนที่ทุกคนจะกลับมา

สักพักเธอกลับได้กลิ่นบุหรี่ลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง เมื่อเดินตามกลิ่นไปก็พบว่าหลานชายวัยสิบสองปีแอบมายืนสูบบุหรี่อยู่หลังบ้าน เธอจึงรีบเดินไปดึงบุหรี่ออกจากปากของหลาน ก่อนจะทิ้งมันลงไปกับพื้น

“เฮ้ย!”

สายตาขวางของเด็กที่เพิ่งเข้าวัยรุ่นจ้องกลับมาที่อิงอิงด้วยสีหน้าที่ไม่ได้เก็บซ่อนความหงุดหงิดเอาไว้แม้แต่น้อย

“เราเคยคุยเรื่องนี้กัน…”

“โว๊ะ!”

แต่คำพูดที่ยังไม่ทันจบประโยคนั้นกลับถูกเด็กชายวัยกร่างเมินใส่ ทั้งยังสะบัดหน้าเดินหนีไปก่อนจะทิ้งท้ายลอย ๆ ไว้ว่า

“เสือกไรวะ แม่กูก็ไม่ใช่”

อิงอิงกำมือไว้แน่นขณะข่มอารมณ์โกรธเอาไว้ พลางคิดปลอบใจตัวเองว่าหลานยังเด็กคำพูดพวกนี้อย่าได้เก็บมาใส่ใจ ทันใดเธอก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากในตัวบ้าน

“อิงอิง! อิงอิง! หายหัวไปไหนวะ!”

หญิงสาวรีบวิ่งเข้าไปในบ้านตามเสียงเรียกของพี่ชาย

“มัวไปมุดหัวอยู่ไหนมา ทำไมแม่ถึงยังไม่ได้กินข้าวกินยาอีก นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว”

“อ้าว…ก็แม่บอกว่าไม่อยากกิน”

“แม่กินโจ๊กจนหมดชามขนาดนี้ยังจะบอกไม่อยากกินอีก แกนี่มันขี้เกียจเกินไปแล้ว ปล่อยให้แม่หิวจนไส้กิ่วขนาดนี้ได้ยังไง”

“ไม่ใช่ ก็เมื่อกี๊อิงยกข้าวต้มมาให้แม่แล้ว แม่บอกจะนอนก่อน ยังไม่กิน”

“อย่ามาตอแหล นี่ถ้าพี่ไม่ซื้อโจ๊กเข้ามาจะทำยังไง อ้าว… แล้วมัวยืนบื้ออะไรอยู่ ไปจัดยามาสิ”

“แต่แม่บอกว่า…”

“โว้ย! ไป ๆ จะไปตายที่ไหนก็ไปปะ กูทำเองก็ได้ แม่งเอ๊ย! ทำงานกลับมาเหนื่อย ๆ ยังต้องมาเหนื่อยเรื่องที่บ้านอีก ถ้าแบบนี้จ้างคนมาดูแลยังจะดีซะกว่า อะไร!…กินฟรี อยู่ฟรี ยังไม่ช่วยกันแบ่งเบาอีก”

“กินฟรี…”

อิงอิงยั้งปากที่กำลังจะอ้าเถียงเอาไว้เพราะเห็นแก่แม่ที่หมอเตือนว่าอย่าให้มีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ จึงได้แต่ถอยออกมาจากห้องอย่างเงียบ ๆ

ใคร ๆ อาจจะมองว่าเธอตกงานเพราะโควิด แต่มีเพียงเธอและแม่เท่านั้นที่รู้ว่าสาเหตุที่เธอต้องลาออกจากงานประจำมาก็เพื่อดูแลแม่ที่เริ่มป่วยหนักเมื่อสองปีก่อน ทั้งยังพ่วงภาระงานบ้านและเลี้ยงหลาน ๆ อีกสองคนตามไปด้วย แต่เมื่อเริ่มมีเสียงบ่นจากแม่เรื่องเงินเธอจึงต้องเจียดเวลามาทำงานฟรีแลนซ์ออนไลน์เพื่อหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ซึ่งหาเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอใช้เพราะแม่คอยแอบเอาให้พี่ชายหยิบยืมออกไปเสมอ

อิงอิงถอนหายใจยาวออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อนขณะเดินออกจากบ้าน ป่วยการจะพร่ำบ่นในเมื่อเธอดันเกิดมาในครอบครัวที่เห็นลูกชายสำคัญกว่า และลูกสาวเป็นแค่คนที่เลี้ยงไว้ใช้ ไว้คอยดูแลตอนป่วยไข้เท่านั้น

เดินไปพลางมือก็กดโทรศัพท์โทรหาแป้งร่ำเพื่อนรุ่นน้องไปพลาง เพื่อหาที่พักสักสี่ห้าชั่วโมงรอให้ทุกคนในบ้านหลับกันก่อนแล้วเธอค่อยกลับมาเหมือนเช่นทุกครั้งเวลาที่เธอทำอะไรไม่ถูกใจจนถูกไล่ตะเพิดออกมา

เมื่อแป้งร่ำไม่รับสายเธอจึงต่อสายถึงธามแฟนหนุ่มของเธอด้วยความลังเล แต่แล้วก็กลับเปลี่ยนใจเมื่อนึกถึงว่าครั้งนี้จะหาข้ออ้างปฏิเสธอย่างไรถ้าธามขอมีอะไรด้วย แม้จะคบกันมาสามปี แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างกลับทำให้เธอลังเลที่จะมอบทั้งใจและกายให้เขา

จนทุกวันนี้เธอก็ยังตอบไม่ได้ว่าเป็นเพราะเงินหนึ่งแสนบาทที่เธอให้เขาหยิบยืมไปเมื่อสองปีก่อนหรือเปล่าที่ทำให้เธอไม่มั่นใจในตัวเขา หรือจะเป็นเพราะจนถึงวันนี้เขาก็ยังไม่เคยพาเธอไปเจอครอบครัวของเขากันแน่

คิดไปคิดมาอิงอิงที่เดินใจลอยมาเรื่อย ๆ ก็มาจนถึงอพาร์ทเม้นท์ของแป้งร่ำแล้ว เธอจึงตัดสินใจลองเคาะประตูดูแต่ก็ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา

“สงสัยแป้งร่ำจะยังกลับมาไม่ถึง”

อิงอิงต่อสายหาเพื่อนสาวอีกครั้ง ครั้งนี้เธอได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังออกมาจากโถงทางเดิน

“พี่อิงโทรมาอีกแล้วอ่ะพี่ธาม”

“ตัดสายทิ้งไป”

อิงอิงรู้สึกชาวาบไปทั้งร่างเมื่อได้ยินเสียงของคนสองคนที่ไม่ควรมาอยู่ด้วยกัน ความรู้สึกบางอย่างทำให้เธอรีบวิ่งไปหลบที่บันไดหนีไฟ

“แล้วก็ปิดเครื่องไปเลย น่ารำคาญ ก็คงจะเรื่องเดิม ๆ อีกนั่นแหละ ก็บอกแล้วว่าให้ออกมาอยู่คนเดียว ห่วงแต่จะทำตัวเป็นแม่พระอยู่นั่น น่าเบื่อ”

“พี่ธามอ่ะใจร้ายจัง นี่ถ้าเบื่อแป้งร่ำแล้วจะใจร้ายกับแป้งร่ำแบบนี้ด้วยรึเปล่า”

“ที่รัก…อย่าพูดแบบนี้สิครับ จะเอาไปเปรียบเทียบกันได้ยังไง ก็แป้งร่ำออกจะน่ารักซะขนาดนี้ ใครจะไปเบื่อได้ลง ดูสิตัวก็ห๊อมหอม…อื้ม…ชื่นใจ”

“บ้า…พี่ธามอย่าสิ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”

“เห็นก็ช่างมันสิ ผัวเมียเค้าจะ ‘กิน’ กัน”

“อื๊อ…พี่ธาม…อย่าค่ะ”

ภาพของแฟนหนุ่มและเพื่อนรักที่จูบกันไปพลางดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไปพลางขณะเดินเข้าห้องไปนั้นทำให้อิงอิงได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น

ไม่รู้ว่าขาที่อ่อนแรงพาเธอออกมาจากที่นั่นได้อย่างไร เพราะในหัวมีเพียงภาพของสองคนนั้นและเสียงที่ดังก้องวนเวียนอยู่ในหัว

‘น่าเบื่อ’

‘น่ารำคาญ’

‘จะไปตายที่ไหนก็ไป’

ในความมืดมิดของคืนเดือนดับมีเพียงสองเท้าที่ก้าวเดินอย่างไร้จุดหมาย ม่านน้ำตาก็บดบังภาพเบื้องหน้าจนพร่าเลื่อน

ทันใดกลับมีแสงสว่างจ้าพุ่งตรงเข้ามา พลันสติสัมปชัญญะของเธอก็หลุดลอย

ฤาฝันไป 1 : นี่มันฝันบ้าอะไรกันเนี่ย

อิงอิงลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พลางคิดว่าหรือเมื่อคืนจะมีฝนตกลงมาจึงทำให้เช้านี้อากาศเย็นสบายจนถึงขั้นรู้สึกหนาวขึ้นมานิด ๆ จนอยากจะขดตัวนอนต่ออีกสักห้านาที แต่แล้วเธอก็กลับผุดลุกขึ้น

“ตาย ๆ กี่โมงแล้วเนี่ย ยังไม่ได้รีดชุดนักเรียนเลย กับข้าวก็ยังไม่ได้ทำ ยาแม่ก็ยังไม่ได้จัด”

อิงอิงที่รีบผุดลุกขึ้นสะดุดเข้ากับผ้าที่ยาวกรอมเท้าจนล้มคะมำลงไป

“โอ๊ย!…อะไรเนี่ย คนยิ่งรีบ ๆ อยู่”

“คุณหนู!…เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ”

เสื้อผ้าที่ดูประหลาดตาของเด็กสาวอายุราวสิบสี่สิบห้าที่พุ่งพรวดเข้ามาในห้องนั้นทำให้อิงอิงชะงักค้างด้วยความประหลาดใจ

“วันนี้คุณหนูตื่นเช้ากว่าทุกวันนะเจ้าคะ เหตุใดไม่เรียกบ่าวเล่าเจ้าคะ แล้วเช้านี้คุณหนูจะกินมื้อเช้าพร้อมนายท่านหรือไม่ บ่าวจะได้สั่งให้โรงครัวเตรียมสำรับเพิ่ม”

“คุณหนู?”

คำพูดของเด็กสาวที่กุลีกุจอจัดเตรียมน้ำให้บ้วนปากและยื่นซีกไม้เล็ก ๆ มาให้เธอนั้นทำให้อิงอิงยิ่งรู้สึกสับสน

หญิงสาวหันมองไปรอบห้องยังฝาผนังสีขาวขุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นกระดาษก็ไม่ใช่จะเป็นผ้าก็ไม่เชิง โต๊ะกลมตัวใหญ่กลางห้องที่มีสีน้ำตาลเข้มจนแทบจะกลืนไปกับพื้นไม้สีเดียวกันที่ขัดจนขึ้นเงา เตียงไม้ขนาดใหญ่ไปจนถึงฉากบังตาที่ฉลุลายอย่างประณีต การตกแต่งของห้องนี้ดูโบราณราวกับเธอได้หลุดเข้ามาในฉากซีรี่ส์จีนย้อนยุค

“ฝันเหรอ?”

“คุณหนูว่าอะไรนะเจ้าคะ ถูฟันเสร็จแล้วหรือเจ้าคะ มาเจ้าค่ะบ่าวจะเปลี่ยนชุดให้”

อิงอิงลุกขึ้นยืนตามที่เด็กสาวบอกอย่างว่าง่าย ขณะปล่อยให้ตัวเองถูกจับเปลือยกายและแต่งตัวให้ใหม่ราวกับเป็นตุ๊กตาตัวหนึ่ง

“ฝันประหลาดดีเนอะ”

“คุณหนูพูดอะไรแปลก ๆ อีกแล้วนะเจ้าคะ รีบไปเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวนายท่านกับคุณหนูเย่จะรอนาน”

อิงอิงเดินตามเด็กสาวที่เดินถืออ่างน้ำออกจากห้องไปและเมื่อได้เห็นลานกว้างด้านหน้ากับต้นไม้ใหญ่ที่ออกดอกสีขาวอมชมพูเต็มต้น กลีบเล็ก ๆ ที่ร่วงหล่นลงมากลางลานดูงดงามราวกับภาพวาด

“ว้าว…วิวแบบนี้นี่ช่างเยียวยาจิตใจ ฝันดีแบบนี้ทำเอาไม่อยากจะตื่นเลย”

อิงอิงที่ไม่รู้ทิศทางจึงเดินตามเด็กสาวมาจนเกือบถึงเรือนหลังเล็กที่ดูเหมือนจะเป็นโรงครัว

“คุณหนูเดินตามบ่าวมาทำไมกันเจ้าคะ เหตุใดจึงยังไม่รีบไปที่โถงใหญ่อีก”

“อ้าว…ก็น้องบอกให้พี่ตามมา”

“น้อง?…วันนี้คุณหนูดูแปลก ๆ ไปนะเจ้าคะ รีบเข้าเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวก็มีเรื่องให้ปะคารมกับคุณหนูเย่เข้าให้อีก”

หญิงสาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเด็กสาวไปอย่างตื่นเต้น ฝันนี้จะพาเธอไปผจญภัยแบบไหนกันนะ แต่เมื่อมาถึงโถงใหญ่ที่ตกแต่งด้วยเครื่องลายครามลวดลายประณีต ทั้งเครื่องเรือนไม้สีน้ำตาลเข้มที่ถูกขัดจนขึ้นเงา ยิ่งพื้นไม้มันปลาบสีน้ำตาลยิ่งทำให้ทั้งห้องดูมืดทึม บรรยากาศที่กดข่มของห้องนี้ทำให้อิงอิงรู้สึกอึดอัด หายใจได้ไม่ค่อยทั่วท้อง

ยิ่งเมื่อมองเห็นชายหนุ่มร่างสูงในชุดสีดำที่นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงโต๊ะตัวใหญ่ แม้ใบหน้าหล่อเหลาคมคายนั้นจะดูสะดุดตา ทว่ารังสีอำมหิตที่แผ่ออกมากลับทำให้อิงอิงรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

ข้าง ๆ กันเป็นเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่นั่งเชิดหน้าอย่างถือตัว และเมื่อดวงตากลมโตคู่นั้นเหลือบมาเห็นอิงอิงใบหน้าเล็ก ๆ นั้นกลับยิ่งเชิดขึ้นพร้อมกับแผ่นหลังที่ตั้งตรงราวกับสัตว์เล็กที่กำลังเผชิญหน้ากับศัตรู

“ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างหวางลี่อิงจะตื่นเช้าอย่างคนอื่นเป็น”

น้ำเสียงที่ฟังดูไม่ค่อยเป็นมิตรจากเด็กสาวผู้กำลังลุกยืนขึ้นนั้นทำให้ขาทั้งสองข้างของอิงอิงหยุดนิ่งราวกับถูกตรึงเอาไว้

“พี่ใหญ่…น้องต้องขอตัวก่อน เช้านี้เห็นหน้าใครบางคนแล้วท้องไส้ก็พาลปั่นป่วน น้องนัดกับจางอวี้หรูเอาไว้ วันนี้วันเกิดนางน้องอยากพาเพื่อนไปหย่อนใจในเมืองสักหน่อย”

“ไปเถิด เอาเงินนี่ไปซื้อของให้นางสักชิ้น พี่ฝากอวยพรนางด้วย”

“จริงหรือพี่ใหญ่…ท่านนี่ช่างใจดีกับนางยิ่งนัก หากไม่ติดราชโองการแล้วล่ะก็พี่สะใภ้ของน้องต้องเป็นจางอวี้หรูไม่ผิดแน่ จวนเราจะได้ไม่ต้องมาทนกับหญิงแพศยาเช่น…”

“หลันเอ๋อร์!”

น้ำเสียงดุของพี่ชายทำให้ผู้เป็นน้องสาวหันมาค้อนขวับใส่อิงอิงก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีออกจากห้องไป

“สงสัยจะไม่ใช่ฝันดีซะแล้ว”

อิงอิงพึมพำกับตัวเองด้วยความงุนงงพลางลังเลว่าจะเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวนั้นดีหรือไม่ หรือจะเดินหนีไปให้พ้นจากสถานการณ์ที่ชวนให้กระอักกระอ่วนใจ

“ไปเตรียมสำรับมาให้ฮูหยิน”

ร่างสูงนั้นขยับลุกขึ้นขณะออกคำสั่งกับบ่าวชายโดยไม่แม้แต่จะชายตามองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้อง ราวกับเธอไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น ช่างเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยดีเสียจริง ๆ แม้แต่ในฝันเธอก็ยังหนีไม่พ้นการเป็นคนไร้ตัวตนในสายตาคนในบ้าน

แต่เมื่อร่างสูงนั้นเดินเข้ามาใกล้ เพียงหางตาของเขาที่เหลือบมาสบกับดวงตาของเธอเพียงชั่วแวบ กลับทำให้อิงอิงรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ช่างเป็นความรู้สึกที่รุนแรงมากจนขาที่เคยถูกตรึงไว้กับที่นั้นกลับก้าวตามออกไป และสองมือของเธอที่ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวไปเองโดยอัตโนมัตินั้นยื่นออกไปรั้งแขนของเขาเอาไว้

ความรู้สึกแปลก ๆ ที่รุนแรงนี้คล้ายกับความรู้สึกที่อิงอิงเคยเป็นตอนเด็ก ราวกับเขาเป็นของเล่นที่เธอรักและหวงแหนมากเสียจนไม่อยากห่างจากเขาแม้สักเสี้ยววินาที

ร่างสูงนั้นชะงักเพียงครู่ก่อนจะสะบัดแขนออกอย่างแรงจนอิงอิงทรุดลงไปกองกับพื้น ความรู้สึกที่ทั้งเจ็บตัวทั้งตกใจ ยังไม่สู้ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่เขาเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะชายตาแล จนเมื่อเขาหายลับไปจากสายตาความรู้สึกหลงใหลที่รุนแรงนั้นกลับอันตรธานหายไปราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

“นี่มันอะไรกัน นี่มันฝันบ้าอะไรกันเนี่ย”

ฤาฝันไป 2 : ฉันจะถูกฆ่าด้วยสุราพิษ

“คุณหนู!”

บ่าวรับใช้ข้างกายรีบโผเข้ามาพยุงนายหญิงของตนขึ้นด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ พลางภาวนาอยู่ในใจว่าขออย่าให้นางลุกขึ้นมาอาละวาดทำลายข้าวของเหมือนเช่นทุกครั้งเลย

“นี่มันอะไรกัน นี่มันฝันบ้าอะไรกันเนี่ย”

เป็นดังคาดนายหญิงของตนเริ่มโวยวายเสียงดังเช่นเคย อีกประเดี๋ยวคงต้องพังข้าวของใกล้มืออีกเป็นแน่ นางรีบปรี่ไปกอดแจกันใหญ่ข้างประตูไว้แน่น แต่กลับผิดคาดเมื่อนายหญิงของตนกลับตบหน้าตัวเองดังฉาด

“โอ๊ย! ก็เจ็บนี่ ฝันอยู่ทำไมเจ็บได้ล่ะ ตื่น ๆ ตื่นสักที”

“คุณหนู! ท่านทำร้ายตัวเองทำไมกันเจ้าคะ”

เด็กสาวรีบโผกลับไปหานายหญิงตน พลางลูบรอยแดงบนแก้มของผู้เป็นนายอย่างแผ่วเบาพลางคิดว่าหรือจะเป็นแผนเจ็บตัวเพื่อเรียกร้องความสนใจจากนายท่าน แต่แล้วผู้เป็นบ่าวก็ต้องตกใจเมื่อจู่ ๆ นายหญิงกลับวิ่งเตลิดออกไปจากห้อง

เมื่อสายตาของอิงอิงเหลือบไปเห็นบ่าวชายกำลังหาบน้ำอยู่จึงรีบปราดเข้าไปแย่งถังน้ำนั้นยกขึ้นราดหัวตัวเอง แต่ทันทีที่ร่างกายสัมผัสถูกน้ำที่เย็นเยียบร่างทั้งร่างกลับแข็งทื่อจากความหนาวสะท้าน

“ตายแล้ว คุณหนู! เหตุใดจึงทำเช่นนี้ ใครก็ได้มาช่วยข้าประคองคุณหนูเข้าไปที”

“บ้าจริง…ทำไม…มันหนาว…ขนาดนี้เนี่ย…แล้วทำไมถึงยังไม่ตื่นอีก…หรือว่า…”

อิงอิงหันไปมองบ่อน้ำด้านหลังด้วยคิดว่าทั้งความเจ็บและความหนาวระดับนี้คงยังไม่พอที่จะปลุกให้เธอตื่นจากฝันประหลาด ก่อนจะผุดลุกขึ้นแล้วพุ่งตัวไปยังบ่อน้ำนั้น

“ว้าย…คุณหนู…ใครก็ได้ มาช่วยห้ามคุณหนูที”

แต่เด็กสาวที่กอดเอวเธอไว้แน่นนั้นทำให้อิงอิงที่ก้าวขาข้างหนึ่งลงไปในบ่อแล้วกลับไม่สามารถกระโดดลงไปได้

“ปล่อยฉันนะ”

“อย่าเจ้าค่ะคุณหนู ถึงนายท่านจะไม่ใยดีก็อย่าทำร้ายตัวเองเลยเจ้าค่ะ มาเจ้าค่ะ ตบตีบ่าวเถิด หรือปาแจกันให้แตกหมดจวนนี้เลยก็ได้ แต่อย่าคิดสั้นเลยเจ้าค่ะ”

“ปล่อยนะ ฉันไม่ได้จะคิดสั้น ฉันแค่อยากตื่น”

“มาเร็ว มาช่วยกันหามคุณหนูออกไปเร็ว”

“อย่าเข้ามานะ!”

อิงอิงร้องลั่นเมื่อถูกบ่าวรับใช้สามสี่คนพากันลากเธอออกไปจากบ่อน้ำและพาไปขังไว้ในห้องเดิมที่เธอตื่นขึ้นมา ขณะหันมองไปรอบห้องพลันความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในความคิด แต่เธอก็กลับส่ายหัวเพื่อไล่ความคิดไร้สาระนั้นออกไปขณะนั่งกอดเข่าไว้แน่นเพื่อคลายความหนาวให้ตัวเองอยู่ตรงมุมห้อง

ฝันประหลาดที่ทำให้รู้สึกสับสนกับร่างกายที่สั่นสะท้านจากความหนาวทำให้ความอ่อนเพลียเริ่มเข้าคืบคลานจนหญิงสาวผล็อยหลับไปบนพื้นที่เย็นเยียบ

ตลอดสามวันที่อิงอิงสะลึมสะลือด้วยพิษไข้อยู่นั้น ทุกครั้งที่เธอหลับตาลงภาพของเพื่อนรักกับแฟนหนุ่มของเธอที่จูบกันอย่างดูดดื่มก็เอาแต่ฉายวนอยู่ในหัว

‘น่ารำคาญ’ ‘น่าเบื่อ’ ‘จะไปตายที่ไหนก็ไป’

และประโยคเหล่านี้ก็ตามรังควาญราวกับเป็นฝันร้ายที่ซ้อนอยู่ในภาพฝันแห่งนี้จนเธอผวาตื่น แต่ทุกครั้งที่ลืมตาก็ยังหวังว่าตนจะตื่นจากวังวนของฝันซ้อนฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุดนี้เสียที

จนเริ่มสร่างไข้เสียงทุ้มของคนผู้นั้นที่พูดคุยอยู่กับหมอที่หน้าห้องก็ทำให้ความคิดไร้สาระที่อิงอิงเคยสังหรณ์ใจนั้นเริ่มเข้าเค้า

“นางเป็นอย่างไรบ้าง”

“แค่มีไข้จากไอเย็นเท่านั้น ท่านแม่ทัพอย่าได้เป็นกังวล”

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว เอ่อ ท่านหมอ…ท่านช่วย…”

“ความลำบากใจของท่านแม่ทัพข้าเข้าใจดี วางใจเถิดเรื่องนี้จะไม่มีวันได้ยินถึงหูของเสนาบดีหวาง”

“ขอบใจท่านมาก ข้าจะให้บ่าวไปส่งท่านที่จวน…”

ขณะที่เงาสูงใหญ่ของคนผู้นั้นกับหมอเฒ่าที่เพิ่งตรวจอาการให้อิงอิงกำลังถอยห่างออกไป เด็กสาวที่คอยเฝ้าดูแลอิงอิงมาตลอดสามวันก็เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอย่างคนกล้า ๆ กลัว ๆ

“เอ่อ…นายท่านจะไม่เข้าไปดูฮูหยินสักหน่อยหรือเจ้าคะ”

และคำตอบที่ไร้เสียงนั้นก็ทำให้เด็กสาวลอบถอนหายใจยาวด้วยความรู้สึกหน่วงหนักก่อนจะเดินเข้ามาในห้อง และเมื่อเห็นว่านายหญิงของตนลุกขึ้นนั่งได้แล้วจึงร้องลั่นออกมาด้วยความดีใจ

“คุณหนูฟื้นแล้ว! บ่าวจะรีบไปบอกนายท่านให้นะเจ้าคะ”

“เดี๋ยวก่อน”

“เอ่อ…แต่…”

“น้องมานี่ก่อน”

“น้อง? คุณหนูเรียกบ่าวหรือเจ้าคะ”

“ใช่…น้องนั่นแหละ พี่มีเรื่องอยากถามหน่อย”

เมื่อเห็นเด็กสาวยังคงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงง อิงอิงจึงลุกขึ้นไปดึงตัวมานั่งด้วยกันที่โต๊ะกลมกลางห้อง

“ที่นี่ที่ไหน”

“คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ หรือว่าไข้จนเพ้อ แต่ตัวก็ไม่ร้อนแล้ว”

“ตอบมา”

สีหน้าจริงจังของผู้เป็นนายกลับยิ่งทำให้เด็กสาวรู้สึกหวาดหวั่น

“…จวนท่านแม่ทัพเย่เจ้าค่ะ”

“แม่ทัพเย่…เย่เซียวน่ะเหรอ”

“เจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพเย่เซียวสามีของคุณหนูอย่างไรเล่าเจ้าคะ”

“สามี!?…งั้นนี่ก็คือหวางลี่อิง ลูกสาวเสนาบดีหวางฮั่วชงศัตรูคู่อาฆาตของเย่เซียว”

อิงอิงชี้นิ้วกลับมาที่ตัวเองขณะกำลังประมวลข้อมูลอยู่ในหัว

“หวางลี่อิงที่ถูกเย่เซียวฆ่าด้วยสุราพิษ!”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...