(มี e-book) นางร้ายเช่นข้า…จะไม่ยอมตายกลางเรื่อง
ข้อมูลเบื้องต้น
อิงอิงสาวแกร่งผู้เป็นเดอะแบกของครอบครัว จู่ ๆ ก็ทะลุมิติเข้าไปในนิยายที่ตัวเองกำลังอินจัด แล้วกลายเป็นนางร้ายที่ถูกพระเอกฆ่าตายกลางเรื่อง
นี่มันเวรกรรมอะไรกัน หรือจะเป็นเพราะเธอคอมเมนต์ด่านางร้ายเอาไว้เยอะกันแน่ เพราะนอกจากต้องหาทางแก้ไขเส้นเรื่องเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดแล้ว ยังต้องคอยหลบสายตาต้องห้ามของพระเอกให้วุ่น
เพราะเมื่อเธอสบตากับเขาทีไรก็ถูกคาแร็คเตอร์ของนางร้ายกลืนจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ แล้วนางก็คลั่งรักพระเอกเสียขนาดนั้น อิงอิงเอ๋ย เธอจะรอดไหมเนี่ย
******* e-book มาแล้วนะคะ มีโปรโมชั่นราคาพิเศษด้วย ********
https://dekd.co/w/e/10622
จะเริ่มติด coin ตั้งแต่ตอนที่ 13 เป็นต้นไปแล้วนะคะ มีแบบอ่านล่วงหน้าเหมือนเดิม สายฟรีปลดล็อคให้อ่านวันละตอนจนจบเช่นเดิม (มีเวลาอ่าน 3 วัน) อย่าลืมกดติดตามกันเอาไว้นะคะ
จะไปตายที่ไหนก็ไป
ความสุขของผู้เป็นภรรยาอย่างหวางลี่อิงคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการได้รับความรักและการเอาใจใส่จากเย่เซียวผู้เป็นสามี ทั้งที่แต่งงานกันมาเกือบปีอย่าว่าแต่ร่วมหอเลย แม้แต่ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวเขากลับไม่เคยแตะต้อง
มาวันนี้นอกจากร่วมกินมื้อค่ำแล้ว เขายังร่วมดื่มสุรากับนางด้วย หวางลี่อิงรับจอกสุราจากเย่เซียวขึ้นยกดื่มด้วยความสุขที่ล้นปรี่ นางเฝ้ารอวันเวลาเช่นนี้มาเนิ่นนาน
ทันใดความรู้สึกร้อนวาบที่ไหลผ่านลงคอไปกลับกลายเป็นความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนราวถูกแผดเผาด้วยสุราพิษที่ลามไหลไปทั่วลำคอและช่องท้อง
“อ๊า…ท่าน…พี่…”
ทว่าใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของผู้เป็นภรรยากับเสียงจอกสุราที่ตกแตกกลับไม่ได้ทำให้ผู้เป็นสามีตกใจแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขากลับนั่งนิ่งและเฝ้ามองร่างกายของนางบิดเร่าด้วยความทรมานอยู่กับพื้น
“หากเทียบกับเรื่องชั่วช้าที่เจ้าทำลงไป สุราพิษจอกนี้นับว่ายังเมตตาเจ้ามากแล้ว”
น้ำเสียงเย็นชากับสายตาที่บ่งบอกถึงความรังเกียจนั้นทำให้หวางลี่อิงรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ ขณะที่ความเจ็บปวดราวกับถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทงไปทั่วร่างนั้นก็กำลังทรมานนางให้ตายอย่างช้า ๆ
ความรู้สึกหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจเมื่อนางกระอักเลือดสีแดงเข้มออกมา ก่อนจะยื่นมือออกไปหาสามีที่นางรักยิ่งผู้ยังคงนั่งนิ่งและจ้องมองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ช่วย…ข้า…ด้วย…”
ความเจ็บปวดที่รุนแรงเข้าจู่โจมไปทั่วร่างอีกครั้งพร้อมลมหายใจเฮือกสุดท้าย แต่ดวงตาที่เบิกค้างและมือของนางที่ร่วงหล่นกลับไม่ได้ทำให้เย่เซียวสะทกสะท้านแม้แต่น้อย
-จบตอน-
“สมน้ำหน้า สะใจจริง ๆ รอตอนต่อไปไม่ไหวแล้ว มาต่อเร็ว ๆ น๊า”
อิงอิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มีอารมณ์ร่วมไปกับฉากที่นางร้ายถูกพระเอกฆ่าตายในนิยายเรื่องโปรดที่เพิ่งอ่านจบตอนไป พร้อมกับนิ้วเรียวที่กดพิมพ์ข้อความเพื่อส่งความคิดเห็นลงไปในแอพลิเคชั่นอ่านนิยายชื่อดัง
แม้ในแต่ละวันจะมีเรื่องให้ต้องทำมากมายจนหัวหมุนขนาดไหน แต่การได้เจียดเวลามาแอบอ่านนิยายจีนโบราณแม้สักห้าหรือสิบนาทีก็ทำให้เธอเหมือนได้หนีไปจากความจำเจของชีวิตตัวเองได้สักครู่
นิยายที่ชีวิตของนางเอกรันทดยิ่งกว่าตัวเองนี้เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้อิงอิงรู้สึกว่าชีวิตของเธอเองก็ไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไหร่
อิงอิงยิ้มเศร้า ๆ ให้กับตัวเองขณะยกถาดข้าวต้มเข้าไปในบ้าน
“กูไม่กิน!”
มือเหี่ยวย่นของหญิงชราปัดมือบุตรสาวที่ถือข้าวต้มมาให้จนข้าวต้มร้อน ๆ ที่อิงอิงเพิ่งต้มมาใหม่ ๆ นั้นลวกลงไปบนมือของเธอ
“แม่กินอะไรรองท้องสักหน่อย จะได้กินยาไง”
อิงอิงเก็บสีหน้าจากแผลที่ถูกข้าวต้มร้อน ๆ ลวกเอาไว้ พลางยิ้มหวานเพื่อเกลี้ยกล่อมให้แม่กินข้าวกินยา
“กินทำไมนักหนาไอ้ยาเนี่ย กินจนกูจะไตวายตายอยู่แล้ว”
“งั้นก็กินแต่ข้าวต้มก็ได้ สักหน่อยนะแม่”
“โอ๊ย!…ก็บอกว่าไม่กิน จะไปไหนก็ไป ไป๊! กูจะนอน”
หญิงสาวก้มหน้านิ่งขณะเก็บถาดอาหารออกไป ก่อนจะรีบกลับเข้าครัวไปทำกับข้าวต่อให้เสร็จภายในหกโมงเย็นก่อนที่ทุกคนจะกลับมา
สักพักเธอกลับได้กลิ่นบุหรี่ลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง เมื่อเดินตามกลิ่นไปก็พบว่าหลานชายวัยสิบสองปีแอบมายืนสูบบุหรี่อยู่หลังบ้าน เธอจึงรีบเดินไปดึงบุหรี่ออกจากปากของหลาน ก่อนจะทิ้งมันลงไปกับพื้น
“เฮ้ย!”
สายตาขวางของเด็กที่เพิ่งเข้าวัยรุ่นจ้องกลับมาที่อิงอิงด้วยสีหน้าที่ไม่ได้เก็บซ่อนความหงุดหงิดเอาไว้แม้แต่น้อย
“เราเคยคุยเรื่องนี้กัน…”
“โว๊ะ!”
แต่คำพูดที่ยังไม่ทันจบประโยคนั้นกลับถูกเด็กชายวัยกร่างเมินใส่ ทั้งยังสะบัดหน้าเดินหนีไปก่อนจะทิ้งท้ายลอย ๆ ไว้ว่า
“เสือกไรวะ แม่กูก็ไม่ใช่”
อิงอิงกำมือไว้แน่นขณะข่มอารมณ์โกรธเอาไว้ พลางคิดปลอบใจตัวเองว่าหลานยังเด็กคำพูดพวกนี้อย่าได้เก็บมาใส่ใจ ทันใดเธอก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากในตัวบ้าน
“อิงอิง! อิงอิง! หายหัวไปไหนวะ!”
หญิงสาวรีบวิ่งเข้าไปในบ้านตามเสียงเรียกของพี่ชาย
“มัวไปมุดหัวอยู่ไหนมา ทำไมแม่ถึงยังไม่ได้กินข้าวกินยาอีก นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว”
“อ้าว…ก็แม่บอกว่าไม่อยากกิน”
“แม่กินโจ๊กจนหมดชามขนาดนี้ยังจะบอกไม่อยากกินอีก แกนี่มันขี้เกียจเกินไปแล้ว ปล่อยให้แม่หิวจนไส้กิ่วขนาดนี้ได้ยังไง”
“ไม่ใช่ ก็เมื่อกี๊อิงยกข้าวต้มมาให้แม่แล้ว แม่บอกจะนอนก่อน ยังไม่กิน”
“อย่ามาตอแหล นี่ถ้าพี่ไม่ซื้อโจ๊กเข้ามาจะทำยังไง อ้าว… แล้วมัวยืนบื้ออะไรอยู่ ไปจัดยามาสิ”
“แต่แม่บอกว่า…”
“โว้ย! ไป ๆ จะไปตายที่ไหนก็ไปปะ กูทำเองก็ได้ แม่งเอ๊ย! ทำงานกลับมาเหนื่อย ๆ ยังต้องมาเหนื่อยเรื่องที่บ้านอีก ถ้าแบบนี้จ้างคนมาดูแลยังจะดีซะกว่า อะไร!…กินฟรี อยู่ฟรี ยังไม่ช่วยกันแบ่งเบาอีก”
“กินฟรี…”
อิงอิงยั้งปากที่กำลังจะอ้าเถียงเอาไว้เพราะเห็นแก่แม่ที่หมอเตือนว่าอย่าให้มีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ จึงได้แต่ถอยออกมาจากห้องอย่างเงียบ ๆ
ใคร ๆ อาจจะมองว่าเธอตกงานเพราะโควิด แต่มีเพียงเธอและแม่เท่านั้นที่รู้ว่าสาเหตุที่เธอต้องลาออกจากงานประจำมาก็เพื่อดูแลแม่ที่เริ่มป่วยหนักเมื่อสองปีก่อน ทั้งยังพ่วงภาระงานบ้านและเลี้ยงหลาน ๆ อีกสองคนตามไปด้วย แต่เมื่อเริ่มมีเสียงบ่นจากแม่เรื่องเงินเธอจึงต้องเจียดเวลามาทำงานฟรีแลนซ์ออนไลน์เพื่อหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ซึ่งหาเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอใช้เพราะแม่คอยแอบเอาให้พี่ชายหยิบยืมออกไปเสมอ
อิงอิงถอนหายใจยาวออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อนขณะเดินออกจากบ้าน ป่วยการจะพร่ำบ่นในเมื่อเธอดันเกิดมาในครอบครัวที่เห็นลูกชายสำคัญกว่า และลูกสาวเป็นแค่คนที่เลี้ยงไว้ใช้ ไว้คอยดูแลตอนป่วยไข้เท่านั้น
เดินไปพลางมือก็กดโทรศัพท์โทรหาแป้งร่ำเพื่อนรุ่นน้องไปพลาง เพื่อหาที่พักสักสี่ห้าชั่วโมงรอให้ทุกคนในบ้านหลับกันก่อนแล้วเธอค่อยกลับมาเหมือนเช่นทุกครั้งเวลาที่เธอทำอะไรไม่ถูกใจจนถูกไล่ตะเพิดออกมา
เมื่อแป้งร่ำไม่รับสายเธอจึงต่อสายถึงธามแฟนหนุ่มของเธอด้วยความลังเล แต่แล้วก็กลับเปลี่ยนใจเมื่อนึกถึงว่าครั้งนี้จะหาข้ออ้างปฏิเสธอย่างไรถ้าธามขอมีอะไรด้วย แม้จะคบกันมาสามปี แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างกลับทำให้เธอลังเลที่จะมอบทั้งใจและกายให้เขา
จนทุกวันนี้เธอก็ยังตอบไม่ได้ว่าเป็นเพราะเงินหนึ่งแสนบาทที่เธอให้เขาหยิบยืมไปเมื่อสองปีก่อนหรือเปล่าที่ทำให้เธอไม่มั่นใจในตัวเขา หรือจะเป็นเพราะจนถึงวันนี้เขาก็ยังไม่เคยพาเธอไปเจอครอบครัวของเขากันแน่
คิดไปคิดมาอิงอิงที่เดินใจลอยมาเรื่อย ๆ ก็มาจนถึงอพาร์ทเม้นท์ของแป้งร่ำแล้ว เธอจึงตัดสินใจลองเคาะประตูดูแต่ก็ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา
“สงสัยแป้งร่ำจะยังกลับมาไม่ถึง”
อิงอิงต่อสายหาเพื่อนสาวอีกครั้ง ครั้งนี้เธอได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังออกมาจากโถงทางเดิน
“พี่อิงโทรมาอีกแล้วอ่ะพี่ธาม”
“ตัดสายทิ้งไป”
อิงอิงรู้สึกชาวาบไปทั้งร่างเมื่อได้ยินเสียงของคนสองคนที่ไม่ควรมาอยู่ด้วยกัน ความรู้สึกบางอย่างทำให้เธอรีบวิ่งไปหลบที่บันไดหนีไฟ
“แล้วก็ปิดเครื่องไปเลย น่ารำคาญ ก็คงจะเรื่องเดิม ๆ อีกนั่นแหละ ก็บอกแล้วว่าให้ออกมาอยู่คนเดียว ห่วงแต่จะทำตัวเป็นแม่พระอยู่นั่น น่าเบื่อ”
“พี่ธามอ่ะใจร้ายจัง นี่ถ้าเบื่อแป้งร่ำแล้วจะใจร้ายกับแป้งร่ำแบบนี้ด้วยรึเปล่า”
“ที่รัก…อย่าพูดแบบนี้สิครับ จะเอาไปเปรียบเทียบกันได้ยังไง ก็แป้งร่ำออกจะน่ารักซะขนาดนี้ ใครจะไปเบื่อได้ลง ดูสิตัวก็ห๊อมหอม…อื้ม…ชื่นใจ”
“บ้า…พี่ธามอย่าสิ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”
“เห็นก็ช่างมันสิ ผัวเมียเค้าจะ ‘กิน’ กัน”
“อื๊อ…พี่ธาม…อย่าค่ะ”
ภาพของแฟนหนุ่มและเพื่อนรักที่จูบกันไปพลางดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไปพลางขณะเดินเข้าห้องไปนั้นทำให้อิงอิงได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
ไม่รู้ว่าขาที่อ่อนแรงพาเธอออกมาจากที่นั่นได้อย่างไร เพราะในหัวมีเพียงภาพของสองคนนั้นและเสียงที่ดังก้องวนเวียนอยู่ในหัว
‘น่าเบื่อ’
‘น่ารำคาญ’
‘จะไปตายที่ไหนก็ไป’
ในความมืดมิดของคืนเดือนดับมีเพียงสองเท้าที่ก้าวเดินอย่างไร้จุดหมาย ม่านน้ำตาก็บดบังภาพเบื้องหน้าจนพร่าเลื่อน
ทันใดกลับมีแสงสว่างจ้าพุ่งตรงเข้ามา พลันสติสัมปชัญญะของเธอก็หลุดลอย
ฤาฝันไป 1 : นี่มันฝันบ้าอะไรกันเนี่ย
อิงอิงลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พลางคิดว่าหรือเมื่อคืนจะมีฝนตกลงมาจึงทำให้เช้านี้อากาศเย็นสบายจนถึงขั้นรู้สึกหนาวขึ้นมานิด ๆ จนอยากจะขดตัวนอนต่ออีกสักห้านาที แต่แล้วเธอก็กลับผุดลุกขึ้น
“ตาย ๆ กี่โมงแล้วเนี่ย ยังไม่ได้รีดชุดนักเรียนเลย กับข้าวก็ยังไม่ได้ทำ ยาแม่ก็ยังไม่ได้จัด”
อิงอิงที่รีบผุดลุกขึ้นสะดุดเข้ากับผ้าที่ยาวกรอมเท้าจนล้มคะมำลงไป
“โอ๊ย!…อะไรเนี่ย คนยิ่งรีบ ๆ อยู่”
“คุณหนู!…เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ”
เสื้อผ้าที่ดูประหลาดตาของเด็กสาวอายุราวสิบสี่สิบห้าที่พุ่งพรวดเข้ามาในห้องนั้นทำให้อิงอิงชะงักค้างด้วยความประหลาดใจ
“วันนี้คุณหนูตื่นเช้ากว่าทุกวันนะเจ้าคะ เหตุใดไม่เรียกบ่าวเล่าเจ้าคะ แล้วเช้านี้คุณหนูจะกินมื้อเช้าพร้อมนายท่านหรือไม่ บ่าวจะได้สั่งให้โรงครัวเตรียมสำรับเพิ่ม”
“คุณหนู?”
คำพูดของเด็กสาวที่กุลีกุจอจัดเตรียมน้ำให้บ้วนปากและยื่นซีกไม้เล็ก ๆ มาให้เธอนั้นทำให้อิงอิงยิ่งรู้สึกสับสน
หญิงสาวหันมองไปรอบห้องยังฝาผนังสีขาวขุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นกระดาษก็ไม่ใช่จะเป็นผ้าก็ไม่เชิง โต๊ะกลมตัวใหญ่กลางห้องที่มีสีน้ำตาลเข้มจนแทบจะกลืนไปกับพื้นไม้สีเดียวกันที่ขัดจนขึ้นเงา เตียงไม้ขนาดใหญ่ไปจนถึงฉากบังตาที่ฉลุลายอย่างประณีต การตกแต่งของห้องนี้ดูโบราณราวกับเธอได้หลุดเข้ามาในฉากซีรี่ส์จีนย้อนยุค
“ฝันเหรอ?”
“คุณหนูว่าอะไรนะเจ้าคะ ถูฟันเสร็จแล้วหรือเจ้าคะ มาเจ้าค่ะบ่าวจะเปลี่ยนชุดให้”
อิงอิงลุกขึ้นยืนตามที่เด็กสาวบอกอย่างว่าง่าย ขณะปล่อยให้ตัวเองถูกจับเปลือยกายและแต่งตัวให้ใหม่ราวกับเป็นตุ๊กตาตัวหนึ่ง
“ฝันประหลาดดีเนอะ”
“คุณหนูพูดอะไรแปลก ๆ อีกแล้วนะเจ้าคะ รีบไปเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวนายท่านกับคุณหนูเย่จะรอนาน”
อิงอิงเดินตามเด็กสาวที่เดินถืออ่างน้ำออกจากห้องไปและเมื่อได้เห็นลานกว้างด้านหน้ากับต้นไม้ใหญ่ที่ออกดอกสีขาวอมชมพูเต็มต้น กลีบเล็ก ๆ ที่ร่วงหล่นลงมากลางลานดูงดงามราวกับภาพวาด
“ว้าว…วิวแบบนี้นี่ช่างเยียวยาจิตใจ ฝันดีแบบนี้ทำเอาไม่อยากจะตื่นเลย”
อิงอิงที่ไม่รู้ทิศทางจึงเดินตามเด็กสาวมาจนเกือบถึงเรือนหลังเล็กที่ดูเหมือนจะเป็นโรงครัว
“คุณหนูเดินตามบ่าวมาทำไมกันเจ้าคะ เหตุใดจึงยังไม่รีบไปที่โถงใหญ่อีก”
“อ้าว…ก็น้องบอกให้พี่ตามมา”
“น้อง?…วันนี้คุณหนูดูแปลก ๆ ไปนะเจ้าคะ รีบเข้าเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวก็มีเรื่องให้ปะคารมกับคุณหนูเย่เข้าให้อีก”
หญิงสาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเด็กสาวไปอย่างตื่นเต้น ฝันนี้จะพาเธอไปผจญภัยแบบไหนกันนะ แต่เมื่อมาถึงโถงใหญ่ที่ตกแต่งด้วยเครื่องลายครามลวดลายประณีต ทั้งเครื่องเรือนไม้สีน้ำตาลเข้มที่ถูกขัดจนขึ้นเงา ยิ่งพื้นไม้มันปลาบสีน้ำตาลยิ่งทำให้ทั้งห้องดูมืดทึม บรรยากาศที่กดข่มของห้องนี้ทำให้อิงอิงรู้สึกอึดอัด หายใจได้ไม่ค่อยทั่วท้อง
ยิ่งเมื่อมองเห็นชายหนุ่มร่างสูงในชุดสีดำที่นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงโต๊ะตัวใหญ่ แม้ใบหน้าหล่อเหลาคมคายนั้นจะดูสะดุดตา ทว่ารังสีอำมหิตที่แผ่ออกมากลับทำให้อิงอิงรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
ข้าง ๆ กันเป็นเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่นั่งเชิดหน้าอย่างถือตัว และเมื่อดวงตากลมโตคู่นั้นเหลือบมาเห็นอิงอิงใบหน้าเล็ก ๆ นั้นกลับยิ่งเชิดขึ้นพร้อมกับแผ่นหลังที่ตั้งตรงราวกับสัตว์เล็กที่กำลังเผชิญหน้ากับศัตรู
“ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างหวางลี่อิงจะตื่นเช้าอย่างคนอื่นเป็น”
น้ำเสียงที่ฟังดูไม่ค่อยเป็นมิตรจากเด็กสาวผู้กำลังลุกยืนขึ้นนั้นทำให้ขาทั้งสองข้างของอิงอิงหยุดนิ่งราวกับถูกตรึงเอาไว้
“พี่ใหญ่…น้องต้องขอตัวก่อน เช้านี้เห็นหน้าใครบางคนแล้วท้องไส้ก็พาลปั่นป่วน น้องนัดกับจางอวี้หรูเอาไว้ วันนี้วันเกิดนางน้องอยากพาเพื่อนไปหย่อนใจในเมืองสักหน่อย”
“ไปเถิด เอาเงินนี่ไปซื้อของให้นางสักชิ้น พี่ฝากอวยพรนางด้วย”
“จริงหรือพี่ใหญ่…ท่านนี่ช่างใจดีกับนางยิ่งนัก หากไม่ติดราชโองการแล้วล่ะก็พี่สะใภ้ของน้องต้องเป็นจางอวี้หรูไม่ผิดแน่ จวนเราจะได้ไม่ต้องมาทนกับหญิงแพศยาเช่น…”
“หลันเอ๋อร์!”
น้ำเสียงดุของพี่ชายทำให้ผู้เป็นน้องสาวหันมาค้อนขวับใส่อิงอิงก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีออกจากห้องไป
“สงสัยจะไม่ใช่ฝันดีซะแล้ว”
อิงอิงพึมพำกับตัวเองด้วยความงุนงงพลางลังเลว่าจะเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวนั้นดีหรือไม่ หรือจะเดินหนีไปให้พ้นจากสถานการณ์ที่ชวนให้กระอักกระอ่วนใจ
“ไปเตรียมสำรับมาให้ฮูหยิน”
ร่างสูงนั้นขยับลุกขึ้นขณะออกคำสั่งกับบ่าวชายโดยไม่แม้แต่จะชายตามองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้อง ราวกับเธอไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น ช่างเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยดีเสียจริง ๆ แม้แต่ในฝันเธอก็ยังหนีไม่พ้นการเป็นคนไร้ตัวตนในสายตาคนในบ้าน
แต่เมื่อร่างสูงนั้นเดินเข้ามาใกล้ เพียงหางตาของเขาที่เหลือบมาสบกับดวงตาของเธอเพียงชั่วแวบ กลับทำให้อิงอิงรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ช่างเป็นความรู้สึกที่รุนแรงมากจนขาที่เคยถูกตรึงไว้กับที่นั้นกลับก้าวตามออกไป และสองมือของเธอที่ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวไปเองโดยอัตโนมัตินั้นยื่นออกไปรั้งแขนของเขาเอาไว้
ความรู้สึกแปลก ๆ ที่รุนแรงนี้คล้ายกับความรู้สึกที่อิงอิงเคยเป็นตอนเด็ก ราวกับเขาเป็นของเล่นที่เธอรักและหวงแหนมากเสียจนไม่อยากห่างจากเขาแม้สักเสี้ยววินาที
ร่างสูงนั้นชะงักเพียงครู่ก่อนจะสะบัดแขนออกอย่างแรงจนอิงอิงทรุดลงไปกองกับพื้น ความรู้สึกที่ทั้งเจ็บตัวทั้งตกใจ ยังไม่สู้ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่เขาเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะชายตาแล จนเมื่อเขาหายลับไปจากสายตาความรู้สึกหลงใหลที่รุนแรงนั้นกลับอันตรธานหายไปราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
“นี่มันอะไรกัน นี่มันฝันบ้าอะไรกันเนี่ย”
ฤาฝันไป 2 : ฉันจะถูกฆ่าด้วยสุราพิษ
“คุณหนู!”
บ่าวรับใช้ข้างกายรีบโผเข้ามาพยุงนายหญิงของตนขึ้นด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ พลางภาวนาอยู่ในใจว่าขออย่าให้นางลุกขึ้นมาอาละวาดทำลายข้าวของเหมือนเช่นทุกครั้งเลย
“นี่มันอะไรกัน นี่มันฝันบ้าอะไรกันเนี่ย”
เป็นดังคาดนายหญิงของตนเริ่มโวยวายเสียงดังเช่นเคย อีกประเดี๋ยวคงต้องพังข้าวของใกล้มืออีกเป็นแน่ นางรีบปรี่ไปกอดแจกันใหญ่ข้างประตูไว้แน่น แต่กลับผิดคาดเมื่อนายหญิงของตนกลับตบหน้าตัวเองดังฉาด
“โอ๊ย! ก็เจ็บนี่ ฝันอยู่ทำไมเจ็บได้ล่ะ ตื่น ๆ ตื่นสักที”
“คุณหนู! ท่านทำร้ายตัวเองทำไมกันเจ้าคะ”
เด็กสาวรีบโผกลับไปหานายหญิงตน พลางลูบรอยแดงบนแก้มของผู้เป็นนายอย่างแผ่วเบาพลางคิดว่าหรือจะเป็นแผนเจ็บตัวเพื่อเรียกร้องความสนใจจากนายท่าน แต่แล้วผู้เป็นบ่าวก็ต้องตกใจเมื่อจู่ ๆ นายหญิงกลับวิ่งเตลิดออกไปจากห้อง
เมื่อสายตาของอิงอิงเหลือบไปเห็นบ่าวชายกำลังหาบน้ำอยู่จึงรีบปราดเข้าไปแย่งถังน้ำนั้นยกขึ้นราดหัวตัวเอง แต่ทันทีที่ร่างกายสัมผัสถูกน้ำที่เย็นเยียบร่างทั้งร่างกลับแข็งทื่อจากความหนาวสะท้าน
“ตายแล้ว คุณหนู! เหตุใดจึงทำเช่นนี้ ใครก็ได้มาช่วยข้าประคองคุณหนูเข้าไปที”
“บ้าจริง…ทำไม…มันหนาว…ขนาดนี้เนี่ย…แล้วทำไมถึงยังไม่ตื่นอีก…หรือว่า…”
อิงอิงหันไปมองบ่อน้ำด้านหลังด้วยคิดว่าทั้งความเจ็บและความหนาวระดับนี้คงยังไม่พอที่จะปลุกให้เธอตื่นจากฝันประหลาด ก่อนจะผุดลุกขึ้นแล้วพุ่งตัวไปยังบ่อน้ำนั้น
“ว้าย…คุณหนู…ใครก็ได้ มาช่วยห้ามคุณหนูที”
แต่เด็กสาวที่กอดเอวเธอไว้แน่นนั้นทำให้อิงอิงที่ก้าวขาข้างหนึ่งลงไปในบ่อแล้วกลับไม่สามารถกระโดดลงไปได้
“ปล่อยฉันนะ”
“อย่าเจ้าค่ะคุณหนู ถึงนายท่านจะไม่ใยดีก็อย่าทำร้ายตัวเองเลยเจ้าค่ะ มาเจ้าค่ะ ตบตีบ่าวเถิด หรือปาแจกันให้แตกหมดจวนนี้เลยก็ได้ แต่อย่าคิดสั้นเลยเจ้าค่ะ”
“ปล่อยนะ ฉันไม่ได้จะคิดสั้น ฉันแค่อยากตื่น”
“มาเร็ว มาช่วยกันหามคุณหนูออกไปเร็ว”
“อย่าเข้ามานะ!”
อิงอิงร้องลั่นเมื่อถูกบ่าวรับใช้สามสี่คนพากันลากเธอออกไปจากบ่อน้ำและพาไปขังไว้ในห้องเดิมที่เธอตื่นขึ้นมา ขณะหันมองไปรอบห้องพลันความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในความคิด แต่เธอก็กลับส่ายหัวเพื่อไล่ความคิดไร้สาระนั้นออกไปขณะนั่งกอดเข่าไว้แน่นเพื่อคลายความหนาวให้ตัวเองอยู่ตรงมุมห้อง
ฝันประหลาดที่ทำให้รู้สึกสับสนกับร่างกายที่สั่นสะท้านจากความหนาวทำให้ความอ่อนเพลียเริ่มเข้าคืบคลานจนหญิงสาวผล็อยหลับไปบนพื้นที่เย็นเยียบ
ตลอดสามวันที่อิงอิงสะลึมสะลือด้วยพิษไข้อยู่นั้น ทุกครั้งที่เธอหลับตาลงภาพของเพื่อนรักกับแฟนหนุ่มของเธอที่จูบกันอย่างดูดดื่มก็เอาแต่ฉายวนอยู่ในหัว
‘น่ารำคาญ’ ‘น่าเบื่อ’ ‘จะไปตายที่ไหนก็ไป’
และประโยคเหล่านี้ก็ตามรังควาญราวกับเป็นฝันร้ายที่ซ้อนอยู่ในภาพฝันแห่งนี้จนเธอผวาตื่น แต่ทุกครั้งที่ลืมตาก็ยังหวังว่าตนจะตื่นจากวังวนของฝันซ้อนฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุดนี้เสียที
จนเริ่มสร่างไข้เสียงทุ้มของคนผู้นั้นที่พูดคุยอยู่กับหมอที่หน้าห้องก็ทำให้ความคิดไร้สาระที่อิงอิงเคยสังหรณ์ใจนั้นเริ่มเข้าเค้า
“นางเป็นอย่างไรบ้าง”
“แค่มีไข้จากไอเย็นเท่านั้น ท่านแม่ทัพอย่าได้เป็นกังวล”
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว เอ่อ ท่านหมอ…ท่านช่วย…”
“ความลำบากใจของท่านแม่ทัพข้าเข้าใจดี วางใจเถิดเรื่องนี้จะไม่มีวันได้ยินถึงหูของเสนาบดีหวาง”
“ขอบใจท่านมาก ข้าจะให้บ่าวไปส่งท่านที่จวน…”
ขณะที่เงาสูงใหญ่ของคนผู้นั้นกับหมอเฒ่าที่เพิ่งตรวจอาการให้อิงอิงกำลังถอยห่างออกไป เด็กสาวที่คอยเฝ้าดูแลอิงอิงมาตลอดสามวันก็เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอย่างคนกล้า ๆ กลัว ๆ
“เอ่อ…นายท่านจะไม่เข้าไปดูฮูหยินสักหน่อยหรือเจ้าคะ”
และคำตอบที่ไร้เสียงนั้นก็ทำให้เด็กสาวลอบถอนหายใจยาวด้วยความรู้สึกหน่วงหนักก่อนจะเดินเข้ามาในห้อง และเมื่อเห็นว่านายหญิงของตนลุกขึ้นนั่งได้แล้วจึงร้องลั่นออกมาด้วยความดีใจ
“คุณหนูฟื้นแล้ว! บ่าวจะรีบไปบอกนายท่านให้นะเจ้าคะ”
“เดี๋ยวก่อน”
“เอ่อ…แต่…”
“น้องมานี่ก่อน”
“น้อง? คุณหนูเรียกบ่าวหรือเจ้าคะ”
“ใช่…น้องนั่นแหละ พี่มีเรื่องอยากถามหน่อย”
เมื่อเห็นเด็กสาวยังคงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงง อิงอิงจึงลุกขึ้นไปดึงตัวมานั่งด้วยกันที่โต๊ะกลมกลางห้อง
“ที่นี่ที่ไหน”
“คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ หรือว่าไข้จนเพ้อ แต่ตัวก็ไม่ร้อนแล้ว”
“ตอบมา”
สีหน้าจริงจังของผู้เป็นนายกลับยิ่งทำให้เด็กสาวรู้สึกหวาดหวั่น
“…จวนท่านแม่ทัพเย่เจ้าค่ะ”
“แม่ทัพเย่…เย่เซียวน่ะเหรอ”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพเย่เซียวสามีของคุณหนูอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
“สามี!?…งั้นนี่ก็คือหวางลี่อิง ลูกสาวเสนาบดีหวางฮั่วชงศัตรูคู่อาฆาตของเย่เซียว”
อิงอิงชี้นิ้วกลับมาที่ตัวเองขณะกำลังประมวลข้อมูลอยู่ในหัว
“หวางลี่อิงที่ถูกเย่เซียวฆ่าด้วยสุราพิษ!”