เอลนีโญซ้ำเติมแล้ง "ทุเรียนไทย" เสี่ยงผลผลิตลด
ผู้เขียน : สุทธิภัทร ราชคม
แม้ขณะนี้ในประเทศไทยจะเกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ แต่องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) คาดการณ์ว่าโอกาสเกิดเอลนีโญสูงเกินกว่า 95% ผลกระทบอาจเริ่มต้นหลังเดือนตุลาคมนี้ หลายประเทศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก แถบทวีปออสเตรเลียและทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยจะได้รับผลกระทบปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยลดลงอย่างน้อย 5-10% จากปรากฏการณ์เอลนีโญต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2567 หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับความแห้งแล้ง
และแม้ว่าผลกระทบความแห้งแล้งจากเอลนีโญจะทุเลาลงภายหลังกลางปี 2567 แต่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าปริมาณน้ำฝนจะมีปริมาณน้อยกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา ยาวนานกว่า 5 ปี หรือจนถึงปี 2571 เลยทีเดียว
แน่นอนว่าปรากฏการณ์นี้ย่อมส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการใช้น้ำมากที่สุด 87% รวมถึงการปลูกทุเรียนซึ่งเป็นพืชทางเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่สำคัญของประเทศไทย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาราคาทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากความนิยมของตลาดภายในและนอกประเทศ โดยเฉพาะจีน ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนเพิ่มมากขึ้น
จากการลงพื้นที่สำรวจของ TDRI ในปี 2566 พบว่าเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรีและระยอง หลายรายตัดต้นยางและพืชชนิดอื่น ไปปลูกทุเรียนมากขึ้น เพราะรายได้จากการขายทุเรียนอาจมากถึง 1 แสนบาทต่อไร่
ด้วยเหตุนี้พื้นที่เพาะปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ใน จ.จันทบุรี จาก 228,924 ไร่ในปี 2561 กลายเป็น 320,494 ไร่ในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้น 40% ขณะที่ใน จ.ระยองจาก 71,128 ไร่ในปี 2561 กลายเป็น 117,753 ไร่ในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้นถึง 66%
สำหรับการทำสวนทุเรียน ในช่วง 6 เดือนของการปลูก ในพื้นที่ 10 ไร่ต้องใช้น้ำไม่ต่ำกว่า 4,152 ลบ.ม. แต่จากการที่ปริมาณน้ำฝนมีแนวโน้มลดลงจากเอลนีโญในปลายปีนี้ ตรงกับช่วงระยะการเจริญเติบโตของผลทุเรียนภาคตะวันออกพอดี ดังนั้นผลกระทบย่อมเกิดขึ้นกับชาวสวนทุเรียนภาคตะวันออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งผลผลิตลดลง และอาจทำให้ทุเรียนขาดน้ำในช่วงระยะเวลาสำคัญ ส่งผลให้ผลทุเรียนมีขนาดเล็ก ไม่ได้มาตรฐาน ขาดความสมบูรณ์
ปรากฏการณ์เอลนีโญนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเท่านั้น ยังส่งผลกระทบต่อทุเรียนภาคใต้ด้วย แม้ว่าจะเพาะปลูกช้ากว่าก็ตาม
ความน่ากังวลอีกประการคือ เกษตรกรมีการปลูกทุเรียนในพื้นที่นอกเขตชลประทาน หรือพื้นที่ป่า อีกทั้งยังมีแนวโน้มขยายพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการปลูกในพื้นที่เหล่านี้ต้องอาศัยการส่งน้ำผ่านท่อหรือรถขนส่งน้ำที่สูบจากเขตน้ำชลประทาน ทำให้เกิดการขาดแคลน และแย่งชิงน้ำจากทั้งผู้ใช้น้ำเก่าและใหม่ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับการปลูก “ทุเรียนป่าละอู” ในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เกษตรกรจำนวนกว่า 350 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูกทุเรียนกว่า 300 ไร่ เผชิญหน้ากับการขาดแคลนน้ำ ทำให้ต้นทุเรียนยืนต้นตายอย่างน้อย 500 ต้น ผลผลิตจากต้นที่เหลืออยู่ก็ไม่ได้มาตรฐาน บางส่วนร่วงหล่นจากต้น เกษตรกรเชื่อว่าสาเหตุที่ทำให้น้ำน้อยเป็นเพราะการเปลี่ยนทิศทางผันน้ำเพื่อการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำป่าละอู
อย่างไรก็ดี ปัญหาที่แท้จริง คือ แม้กรมชลประทานได้มีการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร โดยผันน้ำไปบรรเทาความเดือดร้อน แต่ผู้ที่อยู่ต้นน้ำได้ทำการผันน้ำ และยังพบการใช้ท่อผีในการสูบน้ำเข้าบ่อในสวนตัวเอง อีกทั้งยังมีนายทุนรายใหญ่ดึงน้ำไปใช้ระหว่างทาง ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลไปถึงเกษตรกรที่ปลูกทุเรียนจึงไม่เพียงพอกับความต้องการเช่นเดิม
แล้วปัญหานี้จะแก้ไขได้อย่างไร ?
ทางออกคือ ภาครัฐควรส่งเสริม สนับสนุนและเผยแพร่นวัตกรรมการเพาะปลูกที่ลดการใช้น้ำในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม ครบวงจร และต่อเนื่อง เช่น เทคนิคการปลูกทุเรียนแบบลดการใช้น้ำ โดยก่อนหน้านี้มีการทดลองของ ดร.ทรงศักดิ์ ภัทราวุฒชัย ภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน พบว่า การปลูกทุเรียนไม่จำเป็นต้องให้น้ำในปริมาณมาก ๆ ตามความเข้าใจของเกษตรกร
(เช่นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มกราคม ชาวสวนนิยมให้น้ำมากถึง 200-300 ลิตร/ตัน/วัน แต่การทดลองพบว่าสามารถให้น้ำเพียง 150 ลิตร/ต้น/วัน ปริมาณและคุณภาพผลผลิตไม่แตกต่างกัน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำ/สูบน้ำ)
นอกจากนี้ควรสร้างระบบพี่เลี้ยงจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือร่วมมือกับมหาวิทยาลัย บริษัทเอกชน ในการถ่ายทอดองค์ความรู้พร้อมการติดตามช่วยแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด จนเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่จัดการอบรมทางทฤษฎี ที่เน้นนับจำนวนผู้เข้าร่วม แต่เกษตรกรไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง เกิดการสูญเปล่าของงบประมาณแผ่นดิน
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ชลประทานและใกล้เคียง ภาครัฐต้องสร้างกลไกการเจรจาต่อรองระหว่างกลุ่มผู้ใช้น้ำ รวมถึงการลงทุนเทคโนโลยีระบบการจัดสรรน้ำและการตรวจสอบปริมาณการสูบน้ำที่มีความแม่นยำ เช่น ท่อส่งน้ำที่มีมาตรวัดน้ำคุณภาพดี พร้อมกับสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบำรุงรักษาแหล่งน้ำ ผ่านการเก็บค่าใช้น้ำ 2-5 บาท/ลบ.ม. โดยมีหน่วยราชการเป็นตัวกลางในการลดความขัดแย้ง และมีกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ที่บรรเทาผลกระทบแก่กลุ่มที่ไม่ได้รับการจัดสรรน้ำ ครอบคลุมทั้งเชิงรายได้และความเป็นอยู่
เหล่านี้คือการปรับตัวเพื่อรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ