โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

แม่สาวเข็มเงิน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 16 มี.ค. 2567 เวลา 13.30 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. 2567 เวลา 13.30 น. • ตำหนักหมื่นบุปผา
นางจะใช้ปลายเข็มที่มีกระหน่ำแทงและเปลี่ยนแปลงโลกแสนบิดเบี้ยวใบนี้กลับกลายเป็นสิ่งวิจิตรตระการตา ! “…แต่ว่า คุณชายที่ป่วยคนนั้นน่ะ ข้าว่า…เรามาสะสางบัญชีที่ติดค้างไว้กันก่อนดีกว่า…

ข้อมูลเบื้องต้น

田园小针女

Author: 西兰花花

ลิขสิทธิ์: 17k

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย: Novel Kingdom

“สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๘)”

--เจียงป่าวชิง-- ผู้สืบทอดรุ่นที่สี่สิบห้าแห่งตระกูลเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการฝังเข็ม ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทว่าแทนที่จะได้ไปฟังคำพิพากษาในยมโลก แต่โชคชะตากลับพัดพาให้วิญญาณของเธอไปเกิดใหม่ในร่างของเด็กสาวปัญญาอ่อนในชนบทแสนห่างไกล ไกลแสนไกลเสียจนความเจริญ ความศิวิไลซ์ กระทั่งความรู้ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้

หมู่บ้านเล็ก ๆ ในชนบท….นิสัยเลวทรามสะเทือนขวัญของผู้คน….ญาติพี่น้องร่วมตระกูลที่เห็นแก่ตัวและหวังแต่ผลประโยชน์

เด็กสาวอ่อนแอและพี่ชายเพียงหนึ่งเดียวจะรักษาชีวิตให้รอดปลอดภัยจากสถานการณ์ที่ไม่ต่างจากถูกรายล้อมด้วยฝูงหมาป่าแสนชั่วร้ายได้อย่างไร? หมาป่าที่จ้องมองด้วยสายตาหิวกระหาย เตรียมพร้อมฉีกทึ้งเนื้อหนัง ขย่ำเหยื่อตัวน้อย ๆอย่างพวกนางลงท้องทุกเวลา

นางจะเปลี่ยนคมมีดให้เป็นเข็ม และใช้ปลายเข็มที่มีกระหน่ำแทงจนทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกแสนบิดเบี้ยวใบนี้กลับกลายเป็นสิ่งวิจิตรตระการตา

“……แต่ว่า คุณชายที่ป่วยคนนั้นน่ะ มาทางนี้ก่อนสิเจ้าคะ ข้าว่า…เรามาสะสางบัญชีที่ติดค้างไว้กันก่อนดีกว่า ! ……”

-------------------------

ผู้แปล: นันหวัง

เรียบเรียง:Neko

-------------------------

ติดตามนิยายอื่น ๆ ของตำหนักหมื่นบุปผาได้ที่นี่ คลิกรูปที่ชอบเลยจ้า

>>> เส้นทางสู่ตำหนักหมื่นบุปผา <<<

เยี่ยมชมตำหนักของเราได้ที่: https://www.facebook.com/TTFpalaceproject

หากสนใจ Ebook สามารถซื้อได้ที่ลิงก์ด้านล่าง

หญิงสาวปัญญาอ่อนที่กระโดดแม่น้ำ

ตอนที่ 1 หญิงสาวปัญญาอ่อนที่กระโดดแม่น้ำ

ในวันที่กิ่งไม้ผลิใบอ่อน เกิดเรื่องบางอย่างขึ้นในหมู่บ้านหลี

เฉจื่อเจิ้งชายผู้เป็นโสดมาตลอดสี่สิบกว่าปีใช้เงินจำนวนห้าตำลึงที่ตนเก็บหอมรอมริบมาเกือบทั้งชีวิตซื้อตัวหญิงสาวปัญญาอ่อนผู้หนึ่งกลับมา แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เข้าเรือนหอกับหญิงสาวผู้นี้ นางกลับหนีเขาไปกระโดดลงแม่น้ำเสียอย่างนั้น

เรื่องนี้ถือว่าทำให้จิตใจของเหล่าบรรดาสามนางหกแม่ในหมู่บ้านหลีสั่นสะเทือน เรียกได้ว่ามันกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ยอดเยี่ยมหลังมื้ออาหารเลยก็ว่าได้

ต้องทราบก่อนว่าในแววตาของหญิงสาวผู้นี้ดูไร้ชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก มองเพียงปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นคนปัญญาอ่อนที่สมองมีความผิดปกติ ทว่านางนั้นทั้งดูดีและมีความงดงามในตัวเอง ตอนที่เหรินหยาจื่อพานางมาให้เฉจื่อเจิ้งดูตัว อย่าว่าแต่ชายโสดอย่างเฉจื่อเจิ้งเลย ต่อให้เป็นคนในหมู่บ้านที่แต่งเมียแล้วหรือคนที่กำลังล้อมดูอยู่ในขณะนี้ ก็ล้วนมองนางอย่างไม่วางตากันทั้งนั้น

เฉจื่อเจิ้งที่เดิมทียังไม่ค่อยอยากที่จะเสียเงินจำนวนห้าตำลึงเพื่อซื้อหญิงสาวปัญญาอ่อนมาเป็นเมียสักเท่าไหร่นั้น เมื่อได้เห็นนาง เขาก็พร้อมยอมจ่ายเงินที่ซ่อนไว้ในอ้อมกอดมาเป็นเวลานานอย่างมีความสุขทันที เขาหน้าชื่นตาบานพาหญิงสาวปัญญาอ่อนผู้นี้กลับบ้านอย่างสุขใจ

ทว่าหลังจากที่ซื้อนางกลับไป เรื่องบังเอิญอย่างมากก็เกิดขึ้น อยู่ ๆ งานช่างไม้ก็มีมาให้เฉจื่อเจิ้งทำเพิ่มอีกงาน ถึงแม้ว่าเฉจื่อเจิ้งจะอยากเป็นเจ้าบ่าว และอยากตอบสนองความกระหายที่ตนเองไม่ได้ใกล้ชิดกับหญิงสาวมานานหลายสิบปีเพียงใด แต่เขาก็ต้านเจ้าของงานที่เป็นคนขายเนื้อผู้นั้นไม่ไหว เขาผู้นั้นโหดเหี้ยมมาก เฉจื่อเจิ้งทำได้เพียงมองหญิงสาวปัญญาอ่อนคนนั้นตาละห้อย

เขาใช้เชือกป่านมัดนางไว้ในกระท่อม จากนั้นก็ปิดบ้านไว้อย่างแน่นหนาและรีบไปที่บ้านเจ้าของงานเพื่อทำงานช่างไม้ให้เสร็จภายในเวลาสองวัน

ในหัวของเฉจื่อเจิ้งนั้น ตลอดเวลาที่ทำงานอยู่เขาคิดแต่จะหนีกลับบ้าน แทบไม่เป็นอันทำงานทำการ แต่สุดท้ายเขาก็ทำงานเสร็จจนได้

ที่บ้าน เขากำลังจะได้แสดงความรักใคร่มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับหญิงสาวที่ตนเพิ่งซื้อมาใหม่ แต่ใครจะไปคิดว่าหญิงสาวจะสามารถสลัดเชือกออกไปได้ เขามาทันเห็นนางกำลังปีนจะออกจากบ้าน นางปีนออกไปได้ก็วิ่งหนีไปอย่างทุกข์ใจ วิ่งจนกระทั่งมาถึงริมแม่น้ำคราดแล้วนางก็กระโจนลงไปในแม่น้ำทันที

ในตอนนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิอันหนาวเย็น น้ำแข็งในแม่น้ำยังละลายไม่หมดและกำลังจม ๆ ลอย ๆ อยู่ในขณะนี้ หญิงสาวผู้นั้นลงไปอยู่บนกองน้ำแข็งที่แตกตัว ร่างของนางจม ๆ ลอย ๆ ตามกองน้ำแข็ง ยิ่งลอยก็ยิ่งไกลออกไป

นี่ถือได้ว่าทำให้คนในหมู่บ้านหลีตกตะลึงอึ้งไปเลยก็ว่าได้ ท่ามกลางความอึ้งนี้ ชายเกียจคร้านคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า “เมียปัญญาอ่อนของเฉจื่อเจิ้งกระโดดแม่น้ำลอยไปแล้ว!”

สิ้นเสียงตะโกน คนเกือบทั้งหมดในหมู่บ้านหลีที่ในเวลานี้ไม่ได้ทำอะไรก็พากันวิ่งมาที่ริมแม่น้ำคราด และต่างคนก็ต่างพากันยืดคอมองละครฉากสำคัญตรงหน้า

มีบางคนที่คิดอยากจะลงไปช่วยนาง ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นการช่วยชีวิตคนอย่างหนึ่ง เพราะพวกเขาเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอนางที่นี่ทีที่นั่นทีอยู่แล้ว อีกอย่าง พวกเขาแต่ละคนต่างก็มีความโลภในตัวผู้หญิงของเฉจื่อเจิ้ง หากลงไปช่วยนางและสามารถลูบคลำเอาเปรียบหญิงสาวปัญญาอ่อนคนนั้นได้สักนิดสักหน่อยก็ถือว่าคุ้ม

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครลงไปช่วยนาง เพราะพวกเขานั้นรู้เกี่ยวกับแม่น้ำคราดดี เห็นมันดูสงบนิ่งเช่นนี้ แต่ความเป็นจริงน้ำในแม่น้ำไหลเชี่ยวมาก ทุก ๆ ปีจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่มีทักษะการว่ายน้ำอยู่พอตัวแต่ก็ยังเสียชีวิตในนั้น ทว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อีกอย่าง น้ำในแม่น้ำคราดก็ยังละลายไม่หมด ยังมีน้ำที่เกาะตัวเป็นน้ำแข็งเย็น ๆ ลอยอยู่ มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่ามันเย็นจนทะลุเข้าไปถึงในกระดูก

ต่อให้เป็นคนที่มีทักษะการว่ายน้ำดีแค่ไหน… ก็รับประกันไม่ได้ว่าจะไม่เป็นตะคริวที่ข้อเท้าและเสียชีวิตในนั้น

ไม่มีใครกล้าลงไปช่วยนาง เฉจื่อเจิ้งที่รีบเดินกะเผลกมาทางนี้ก็ไม่กล้าช่วยเช่นกัน

เฉจื่อเจิ้งมองหญิงสาวที่กำลังจม ๆ ลอย ๆ อยู่ในแม่น้ำ เขาส่งเสียงคำรามแสดงความไม่พอใจในลำคอและใบหน้าก็เผยความกังวล เป็นเพราะรีบมาที่นี่ เขาจึงหายใจหอบด้วยความเหน็ดเหนื่อย ดวงตาของเขาแดงก่ำขณะจ้องหญิงสาวในแม่น้ำอย่างโกรธจัด

เดิมทีเฉจื่อเจิ้งก็มักถูกชาวบ้านหัวเราะเยาะเพราะรูปร่างหน้าตาที่ผิดปกติ และเท้ากับขาที่เดินเหินไม่สะดวกอันต่างไปจากคนทั่วไปของเขาอยู่แล้ว มาตอนนี้หญิงสาวที่เขาเพิ่งซื้อมายังไม่ทันได้เข้าปาก ก็ดันกระโดดแม่น้ำหนีเขาไปอีก

งานนี้ชาวบ้านขี้อิจฉาพวกนั้นก็คงจะมีเรื่องขำขันดูกันไปยาว ๆ แน่แล้ว

ทันใดนั้นเอง ด้านข้างก็มีใครคนหนึ่งพูดเยาะเย้ยเฉจื่อเจิ้งด้วยเสียงอันดัง “น่าเศร้าแท้ ๆ แม้แต่ผู้หญิงปัญญาอ่อนคนหนึ่งก็ยังยอมกระโดดแม่น้ำคราด แต่ไม่ยอมนอนใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับเจ้า!”

เฉจื่อเจิ้งหน้าแดงลามไปถึงหู เขาเกือบต่อยหน้าคนพวกนั้นแล้ว

ริมแม่น้ำเต็มไปด้วยคนที่มายืนดู ต่างคนต่างพากันชี้ชวนให้ดูเรื่องสนุก ๆ ด้วยความสนใจจนไม่มีใครสังเกตเลยว่าหญิงสาวปัญญาอ่อนที่อยู่ในแม่น้ำที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งเย็นจัดคนนั้นไม่อยู่แล้ว

นางจมลงไปเป็นเวลานาน และในตอนที่ลอยขึ้นมาอีกครั้ง แกนกลางภายในของนางก็ได้เปลี่ยนเป็นคนอีกคน

นางเปลี่ยนเป็นเจียงป่าวชิงหญิงสาวจากยุคปัจจุบันที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์

ทว่าเรื่องที่แปลกก็คือ… เดิมทีหญิงสาวปัญญาอ่อนผู้นี้ นางก็มีชื่อว่าเจียงป่าวชิงเช่นเดียวกัน

ชื่อของพวกนางทั้งสองเหมือนกัน!

------

ในยุคปัจจุบัน หลังจากที่เจียงป่าวชิงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ร่างกายของเธอก็ลอยขึ้น ในหัวของเธอเหมือนวิ่งผ่านภาพยนตร์ที่ไม่มีเสียงไปอย่างรวดเร็ว มันเหมือนว่าเธอได้มองดู ได้รู้ได้เห็นเรื่องราวชีวิตของเจียงป่าวชิงหญิงสาวปัญญาอ่อนจบลงภายในเวลาอันสั้น

เจียงป่าวชิงหญิงสาวยุคปัจจุบันยังคงรู้สึกงุนงง เธอคิดว่าถ้าหากเธอตายไปแล้ว เธอก็ควรที่จะเห็นช่วงชีวิตของตัวเองไม่ใช่เหรอ ? แล้วทำไมสิ่งที่เธอเห็นถึงเป็นชีวิตของคนอื่นไปได้ล่ะ ?

แต่ใครจะไปรู้ว่าตอนที่เธอยังคิดคำตอบของคำถามนี้ไม่ได้ เธอก็รู้สึกว่าร่างกายของเธอตกลงไปอย่างรวดเร็ว ตกลงไป… มันตกลงไปในแม่น้ำที่มีน้ำแข็งเย็นยะเยือกจนแทบจะคร่าชีวิตคนได้

------

กลับมาที่ยุคสมัยเก่า

อยู่ ๆ ก็มาโผล่เอากลางแม่น้ำ เจียงป่าวชิงจากยุคปัจจุบันที่ในเวลานี้อยู่ในร่างของเจียงป่าวชิงหญิงปัญญาอ่อนก็ตอบสนองไม่ทันไปชั่วขณะ จึงทำให้น้ำในแม่น้ำที่เย็นยะเยือกไหลเข้าปากและเข้าไปในปอดของเธอ

มันทรมานมากจริง ๆ!

เจียงป่าวชิงส่ายศีรษะอย่างเจ็บปวด ความรู้สึกเจ็บนี้มันเหมือนมีมีดขูดอยู่ในปอดของเธออย่างไรอย่างนั้น

โชคดีที่เธอโตมาจากชนบท ทักษะการว่ายน้ำของเธอจึงเข้าขั้นคล่องอย่างไม่ต้องพูดถึง เมื่อสติของเธอกลับคืนมา เธอก็ขยับแขนขาทั้งสี่และออกแรงว่ายไปทางฝั่ง

เจียงป่าวชิงตัวสั่น เธอปีนขึ้นฝั่งอย่างยากลำบากจนเมื่อพ้นจากน้ำเธอจึงผ่อนแรงลง จากนั้นก็ขดตัวอยู่ตรงริมฝั่ง เธอหนาวมากจนทั้งตัวสั่นและทั้งไอทั้งสำลักน้ำอย่างไม่หยุด

ต่อมา ผู้คนในหมู่บ้านหลีที่กำลังดูเรื่องสนุก ๆ อยู่ ก็ได้เดินมาล้อมเจียงป่าวชิงไว้ ชาวบ้านไม่ได้เยาะเย้ยเฉจื่อเจิ้งแล้ว แต่กลับพากันพูดถึงเธอแทน

“ไอ้หยา! เด็กอย่างเจ้ามีอะไรให้คิดสั้นกัน เฉจื่อเจิ้งอุตส่าห์จ่ายเงินห้าตำลึงเพื่อซื้อเจ้ามาเชียวนะ”

“ห้าตำลึงถ้วน! เงินไม่ใช่น้อย ๆ เลย”

และมีบางคนที่สบถออกมาด้วยความอิจฉา สำหรับพวกเขาแล้ว เงินจำนวนห้าตำลึงนั้นถือได้ว่าเป็นราคาที่สูงเสียดฟ้า

แต่ใครบ้างที่จะรู้ว่านี่เป็นเงินที่เฉจื่อเจิ้งเก็บสะสมมาเกือบทั้งชีวิต เขาเห็นว่าตัวเองอายุเยอะแล้ว และถ้ายังไม่หาเมียสักคน ไม่แน่ต่อไป ‘อาวุธประจำกาย’ ของเขาก็อาจใช้งานไม่ได้ ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเขาจะไม่มีทายาทสืบสกุล

เฉจื่อเจิ้งกระวนกระวายใจ เขากัดฟันและเดินออกไป นี่เป็นหญิงสาวที่เขาใช้เงินจำนวนห้าตำลึงซื้อมาเพื่อให้เป็นเมีย คนเกียจคร้านบางคนในหมู่บ้านที่ไม่ได้แต่งเมียต่างพากันมองเขาด้วยสายตาอิจฉา แต่ทว่าพวกเขาไม่มีเงินห้าตำลึง!

เฉจื่อเจิ้งผลักกลุ่มคนที่อยู่ด้านหน้าไปให้พ้นทาง จากนั้นก็แทรกตัวไปตรงหน้าเจียงป่าวชิงและก่นด่านางด้วยความโกรธแค้น “หญิงโง่! ข้าอุตส่าห์ใช้เงินก้อนโตซื้อเจ้ามา ถ้าเจ้าตายไปข้าก็เสียเงินเปล่า!” พูดจบเขาก็ทำท่าจะเข้าไปดึงผมของเจียงป่าวชิง

เจียงป่าวชิงดูเหมือนจะรับรู้ได้ ในขณะที่ร่างของนางกำลังสั่นเล็กน้อย นางก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สายตาของนางแหลมคมเสมือนมีดที่กำลังทิ่มแทงเฉจื่อเจิ้ง

มือของเฉจื่อเจิ้งที่ยื่นออกไปเพื่อจะดึงผมของเจียงป่าวชิงหยุดนิ่งกลางอากาศทันที เขามองใบหน้าขาวซีดที่อยู่ภายใต้ผมเปียกชื้นนั้นด้วยความตกตะลึง

เจียงป่าวชิงหรี่ตามองเฉจื่อเจิ้งเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ ‘เธอ’ ได้เห็นเรื่องราวตลอดระยะเวลาสิบสามปีของเจ้าของร่างเดิมจากมุมมองของคนดูมาแล้ว และตอนที่รู้ว่าตนเองจับพลัดจับผลูได้มาอยู่ในร่างของเจียงป่าวชิงหญิงสาวปัญญาอ่อนคนนั้น ‘เธอ’ จึงรู้สถานะของชายวัยสี่สิบปีที่มีดวงตาเอียงและจมูกเบี้ยวคนนี้เป็นธรรมดา

เจียงป่าวชิงอดไม่ได้ที่จะด่าเฉจื่อเจิ้งในใจ ‘ไอ้คนโรคจิต แกมันสัตว์เดรัจฉาน อายุตั้งสี่สิบแล้วยังจะมีหน้ามาลงมือกับเด็กสาวที่เพิ่งจะอายุสิบสามปีอีกนะ แกมันขยะชัด ๆ!’

ถ้านี่เป็นยุคปัจจุบัน เจียงป่าวชิงที่เป็นเจ้าของร่างคนนี้ก็เพิ่งจะขึ้นมัธยมต้นเท่านั้นเอง ยังเด็กอยู่เลย จะให้มีสามีเป็นคนอายุสี่สิบได้อย่างไร ?

สีหน้าของเจียงป่าวชิงเคร่งขรึมขึ้นเมื่อนึกถึงน้องสาวคนเล็กของเธอที่ถูกผู้คนหัวเราะเยาะว่าเป็นคนปัญญาอ่อนเหมือนกับเด็กสาวคนนี้

น้องสาวคนเล็กของเธอถูกคนอื่นใช้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่เธอ เธออดทนอดกลั้นเพื่อน้องสาวคนเล็กของตัวเองมาโดยตลอด และทักษะการฝังเข็มที่ยอดเยี่ยมของเธอก็ทำให้คนในครอบครัวนั้นได้รับสิ่งที่ไม่ได้เป็นของพวกเขามาตั้งแต่แรกตั้งมากมาย

แต่ต่อให้เป็นแบบนั้น น้องสาวคนเล็กของเธอที่ยังอายุไม่ครบสิบสี่ปีก็ป่วยจากไปเสียก่อน และหญิงสาวคนนี้ก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับน้องสาวคนเล็กของเธอ…

สายตาที่เจียงป่าวชิงใช้มองเฉจื่อเจิ้งเย็นยะเยือกขึ้นเรื่อย ๆ

ทันใดนั้นเอง เฉจื่อเจิ้งก็พบว่าหลังจากที่หญิงสาวผู้นี้ตกน้ำไป นางดูเหมือนจะแตกต่างไปจากเมื่อก่อนสักเล็กน้อย

แต่ทว่าสถานการณ์ตรงหน้าที่มีทั้งการเยาะเย้ยและการถากถางของชาวบ้านด้านข้างนั้น ทำให้เฉจื่อเจิ้งไม่ทันได้คิดอะไรมากมายนัก เมื่อสักครู่เขาถูกสายตาของเจียงป่าวชิงคุกคาม จากความอับอายจึงได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นความโกรธ เขาเอื้อมมือออกไปหมายจะดึงผมของเจียงป่าวชิงอีกครั้ง

“หยุด!”

อยู่ ๆ ก็มีเสียงคำรามที่ค่อนข้างร้อนรนดังขึ้น ชายหนุ่มที่ใส่เสื้อคลุมยาวที่ถูกซักจนขาวและเย็บด้วยรอยปะมากมายพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อแทรกตัวออกมาจากกลุ่มคน

รูปหน้าของชายหนุ่มผู้นี้ดูดีมาก แต่ในขณะนี้ใบหน้าของเขาทั้งกังวลและตื่นเต้นจนแทบจะบิดเบี้ยวไม่เป็นรูปทรง จากนั้นเขาก็แทบจะกระโจนเข้าหาเจียงป่าวชิงที่อยู่บนพื้น

เขาปลดกระดุมเสื้อตัวเองด้วยมืออันสั่นเทา และเกือบจะกระชากเสื้อตัวนอกของตัวเองที่เป็นเสื้อคลุมยาวเย็บด้วยรอยปะมากมายตัวนั้นออกมาให้รู้แล้วรู้รอด จากนั้นเขาก็นำไปคลุมให้เจียงป่าวชิง เสียงของเขาสั่นอย่างมาก “ป่าวชิง จะ… เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม ?”

เจียงป่าวชิงรู้สึกหนาวเหน็บ เธอเงยหน้าขึ้นมาอย่างสั่น ๆ จากนั้นก็มองชายหนุ่ม อยู่ ๆ น้ำตาของเธอก็ไหลลงมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

“พี่…” เธอพูดพึมพำ

เจียงหยุนชานหลั่งน้ำตาออกมาเช่นเดียวกัน ความรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนที่เพิ่งรอดชีวิตมาได้อย่างไรอย่างนั้น เขาลูบศีรษะของเจียงป่าวชิงด้วยมือที่สั่นเทา

ความรู้สึกโศกเศร้าระคนโล่งใจนี้ไม่ได้เป็นของเจียงป่าวชิงจากยุคปัจจุบัน ‘เธอ’ มาคิด ๆ ดูแล้วนี่คงน่าจะเป็นความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมที่หลงเหลือไว้เสียมากกว่า

เจียงป่าวชิงรู้ว่าชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและความทุกข์คือเจียงหยุนชานพี่ชายฝาแฝดของตัวเอง

ถึงแม้ว่าเจ้าของร่างเดิมจะเป็นผู้หญิงปัญญาอ่อน แต่ความทรงจำของนางปกติดี

เจียงป่าวชิงรู้ได้จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมว่าญาติที่แท้จริงที่เหลืออยู่ในตอนนี้คือเจียงหยุนชาน พี่ชายฝาแฝดที่อยู่ตรงหน้าเธอในขณะนี้

เจียงป่าวชิงกับเจียงหยุนชานที่เป็นพี่ชาย ทั้งคู่เป็นพี่น้องฝาแฝดกัน แม่ของพวกเขาเสียชีวิตจากการเสียเลือดมากในขณะที่คลอดพวกเขาออกมา ผ่านไปไม่กี่ปี พ่อของพวกเขาก็ป่วยเสียชีวิตไป เหลือไว้เพียงสองพี่น้องที่โดดเดี่ยวคู่นี้

ต่อมาหลังจากที่คนในตระกูลได้ทำการปรึกษากันแล้ว จึงตัดสินใจให้ท่านเจียง ปู่คนที่สองของสองพี่น้องรับเลี้ยงทั้งสองไว้แทน

.

.

.

ไอ้หน้าอ่อนนี่มาจากไหน

ตอนที่ 2 ไอ้หน้าอ่อนนี่มาจากไหน

เรื่องรับเลี้ยงเด็กสองคนนี้ อันที่จริงแล้วในตอนแรกคนในตระกูลเจียงทั้งหมดล้วนไม่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นญาติใกล้ชิดหรือญาติห่าง ๆ ก็ล้วนไม่ยินยอมที่จะรับเลี้ยงเด็กสองคนนี้กันทั้งนั้น

ถึงอย่างไรแล้ว แม้ว่าสองพี่น้องคู่นี้จะดูน่าเกลียดน่าชังเพียงใด คนในบ้านต่างก็รู้ดีว่าหนึ่งในเด็กสองคนนั้นมีคนหนึ่งเคยหกล้มศีรษะกระแทกพื้นจนทำให้สมองมีปัญหาและกลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปในที่สุด ดังนั้นถ้าหากรับเด็กสองคนนี้มาเลี้ยงไว้ก็ไม่รู้ว่าจะสร้างความยุ่งยากให้กับพวกเขามากเพียงใด

อีกอย่าง นี่ก็เป็นสองชีวิตซึ่งมีสองปาก ความสามารถในการกินก็ต้องมีมากเป็นธรรมดา เดิมทีที่บ้านก็ยากลำบากอยู่แล้ว ต่อให้บ้านพวกเขาจะมีข้าวเหลือ พวกเขาก็ไม่อยากนำข้าวที่เหลืออยู่ไปป้อนคนนอก

เมื่อเกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมา เด็กสองคนนี้ก็ถูกผลักไปให้ท่านปู่เจียง น้องชายของปู่ของเด็กสองคนนี้จนได้ ทว่าถึงอย่างไรหากดูจากสายเลือด นี่ถือว่าเป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดที่สุดแล้ว

ในเมื่อทุกคนไม่ยินยอมที่จะรับสองพี่น้องคู่นี้มาเลี้ยงดู เช่นนั้นก็ทำได้เพียงส่งเด็กสองคนนี้ไปให้ท่านปู่เจียงเลี้ยงดูแทน แต่ทว่าเมื่อท่านปู่เจียงได้ยินว่าตนเองต้องรับเด็กสองคนนี้มาเลี้ยง เขาก็หนีไปเร็วยิ่งกว่ากระต่ายกระต่ายกระโดดเสียอีก

ในเวลานั้นเจียงหยุนชานที่อายุเพียงหกขวบคุกเข่าท่ามกลางหิมะเพื่อขอร้องท่านปู่เจียงตลอดทั้งบ่าย แต่ท่านปู่เจียงก็ยังไม่เปลี่ยนใจ แม้จะเป็นเรื่องน่าสงสารที่เด็กสองคนนี้ต้องไร้พ่อไร้แม่ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ในบ้านของเขาเองก็ยังมีอีกหลายชีวิตและหลายปากที่ต้องกินข้าว ท่านปู่เจียงคิดว่าเขานั้นเลี้ยงคนอื่นอีกไม่ไหวจริง ๆ

อีกอย่าง ตอนที่เด็กสองคนนี้ยังไม่เกิด ปู่แท้ ๆ ของพวกเขาก็เสียไปก่อน เมื่อเกิดออกมาก็ดันเล่นงานแม่แท้ ๆ ของตัวเองจนตาย ผ่านไปไม่กี่ปีก็ทำให้พ่อของตัวเองตายอีก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คนในบ้านของเขาจะต้องตายไหม ? พวกเขายังจะเหลืออีกกี่ชีวิตกัน ? นี่จึงเป็นสาเหตุที่ท่านปู่เจียงไม่กล้ารับเด็กสองคนมาเลี้ยง

ต่อมา เป็นคนในตระกูลที่เห็นอกเห็นใจถึงความน่าสงสารของเจียงหยุนชานและเจียงป่าวชิง เพราะถ้าหากยังไม่มีคนดูแลก็อาจจะไม่มีทายาทแล้วจริง ๆ ดังนั้นพวกเขาจึงตกลงกันว่าถ้าหากท่านปู่เจียงรับเด็กสองคนนี้ไปเลี้ยงดู ก็จะแบ่งที่นาและบ้านที่เดิมทีเป็นของเจียงหยุนชานและเจียงป่าวชิงให้เขา

เมื่อท่านปู่เจียงได้ฟัง สายตาของเขาก็เป็นประกายทันที

ในตอนที่ครอบครัวเขาแยกบ้าน พ่อกับแม่ของเขารักพี่ชายเขามากจึงยกที่ดินชั้นดีสองสามหมู่ให้กับพี่ชายของเขา ที่ดินชั้นดีสองสามหมู่นั้นเป็นพื้นที่ที่มีดินดำที่ดีที่สุด และอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่คนในครอบครัวของพี่ชายเขาล้วนมีร่างกายที่อ่อนแอจนเกินไป ซ้ำร้ายยังไม่เก่งในการทำไร่ไถนา ต่อให้เป็นที่ดินชั้นดี แต่ทุกปีก็เก็บเกี่ยวได้ไม่เท่าไหร่ คนอื่นจึงคิดว่าที่ดินผืนนั้นเป็นที่ดินที่ไม่ดีมาโดยตลอด

ทว่าคนอื่นไม่รู้ว่านั่นคือที่ดินชั้นดี แต่ท่านปู่เจียงรู้!

เมื่อมีที่นาพร้อมบ้านมาชักจูงอยู่บนหัว ท่านปู่เจียงก็ไม่พูดถึงชะตาชีวิตของเด็กสองคนนี้อีกต่อไป เขาพูดว่า “เห็นแก่หน้าของคนในตระกูลแล้วกัน” และให้เด็กทั้งสองย้ายออกมาจากบ้านเดิมโดยให้ไปอยู่ที่บ้านดินเผาที่ติดกับห้องเตาไฟอย่างไม่เต็มใจ สำหรับเขานี่ก็ถือว่ารับเลี้ยงแล้ว

แม้จะบอกว่ารับเลี้ยงดู แต่ที่จริงแล้วเป็นการให้ของเหลือเพื่อไม่ให้สองพี่น้องอดอยากตายก็เท่านั้น

เจียงป่าวชิงดึงสติกลับมาจากชะตาชีวิตของเจ้าของร่างเดิม และเห็นเจียงหยุนชาน พี่ชายฝาแฝดของร่างนี้กำลังปกป้องตนอย่างแน่นหนา เขายืนตรงหน้าเธอ และกำลังส่งเสียงคำรามอย่างโกรธเคือง “นี่เป็นน้องสาวของข้า…ไม่! ไม่ขาย! ข้าไม่ขายนางให้ใครเด็ดขาด ข้าจะพานางกลับ”

เฉจื่อเจิ้งรู้สึกโกรธเช่นเดียวกัน เขาอุตส่าห์นำเงินจำนวนห้าตำลึงให้กับเหรินหยาจื่ออย่างจริงใจเชียวนะ

เงินห้าตำลึง! นั่นเป็นเงินแต่งเมียที่เขาเก็บออมมานาน!

ดูหน้าตาของเจ้าเด็กนี่ก็รู้แล้วว่าเป็นญาติของเมียที่เขาเพิ่งทำการซื้อมา แต่แล้วอย่างไร ? ตอนที่เขาทำการแลกเปลี่ยนสินค้านั้น เขาก็ไม่เห็นว่าไอ้หน้าอ่อนนี่จะออกมาขัดขวางอะไรสักหน่อย

เฉจื่อเจิ้งตะคอกอย่างโมโห “ไอ้หน้าอ่อนเจ้ามาจากไหน ?! มาขัดข้าทำไม ?” จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่เจียงป่าวชิง “ข้าใช้เงินห้าตำลึงซื้อเจ้าเด็กปัญญาอ่อนคนนี้มา เงินจำนวนห้าตำลึงถ้วน แต่ตอนนี้เจ้ากลับออกมาบอกว่านางเป็นน้องสาวของเจ้า ถ้าเจ้าไม่ขาย แล้วเจ้าไปอยู่ไหนมาตั้งแต่แรก ?! ขายแล้วกลับเปลี่ยนใจ มีที่ไหนเขาทำการค้ากันแบบนี้ ไสหัวไป ไปให้พ้น!”

ภายใต้ใบหน้าที่แดงก่ำลามไปถึงใบหู และจมูกที่เริ่มบิดเบี้ยวของเฉจื่อเจิ้ง ทำให้เขานั้นดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม

ไอ้หน้าอ่อนนี่มาจากไหนกัน ? อยู่ ๆ ก็มาบอกว่า ‘ไม่ขาย’ ง่าย ๆ แล้วยังจะพาตัวเมียที่เขาซื้อมาด้วยเงินก้อนโตไปจากเขาอีกด้วย

ฝันกลางวันแสก ๆ เถอะ!

เจียงหยุนชานหน้าซีด ริมฝีปากของเขาสั่นเล็กน้อยราวกับว่าเขานึกอะไรได้ สีหน้าของเขาถึงได้ดูเจ็บปวดแบบนั้น

แม้เจียงป่าวชิงจะสวมเสื้อคลุมยาวของพี่ชายอยู่ แต่นางก็ไม่อาจทนความเปียกชื้นบนตัวไหว ยิ่งปะทะเข้ากับสายลมฤดูใบไม้ผลิเย็น ๆ เธอก็หนาวจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว

แต่ถึงจะเป็นแบบนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างเย็นชาในใจ หึ ๆ… ให้ตายอย่างไรพี่ชายของเธอก็ไม่ขายเธอแน่นอน คนที่ขายเธอคือท่านปู่เจียง ปู่คนที่สองของเธอต่างหาก

เจียงหยุนชานนั่งยอง ๆ และกอดศีรษะเล็ก ๆ ด้วยความเจ็บปวดใจ เขานั้นเรียนเก่งมาก แม้ว่าจะอายุน้อยแต่นิสัยของเขากลับชอบอ่านหนังสือจนทำให้เขามีความคิดที่โบราณคร่ำครึไปสักนิด

เขาคิดอยู่เสมอว่าถ้าไม่ใช่เพราะท่านปู่เจียงปู่คนที่สองให้ที่ซุกหัวนอนและให้ข้าวให้น้ำพวกเขา พวกเขาสองพี่น้องก็คงจะตายไปตั้งแต่ฤดูหนาวของปีนั้นแล้ว

แต่เรื่องครั้งนี้กลับโจมตีเขาอย่างจัง

ครอบครัวของปู่คนที่สองถือโอกาสในขณะที่เขาไปเรียนหนังสือในตัวอำเภอ ทำการขายน้องสาวแท้ ๆ ของเขาให้กับคนขาพิการวัยสี่สิบปีเพื่อเงินเพียงห้าตำลึง

ถ้าไม่ใช่เพราะเขากลับมาเอาของที่ลืมไว้กลางคันและไม่เห็นน้องสาวอยู่ในบ้าน ประจวบกับที่อาซิ่ง น้องสาวข้างบ้านเป็นคนแอบมาบอกเขาว่าป่าวชิงถูกขายไปแล้ว หากรอเขากลับมาครั้งหน้า จะเสียใจก็กลัวว่าจะสายเกินไป

เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ ในดวงตาของเจียงหยุนชานก็ฉายแววความเจ็บปวดและความมุ่งมั่นออกมา เขาขยับกายลุกขึ้นยืน ถึงแม้ว่าเขาจะผอมบางไปหน่อย แต่ก็ยังคงเอาตัวเองมาบังตรงหน้าเจียงป่าวชิงอย่างมั่นคง

น้ำเสียงของเจียงหยุนชานค่อนข้างทุ้มต่ำ เขากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนเสียง น้ำเสียงของเขาจึงมีความแหบเล็กน้อย “ข้าจะไม่ขายน้องสาวของข้าให้ท่านเด็ดขาด! ส่วนเงินห้าตำลึงนั่น ข้าจะหาวิธีนำมาคืนให้กับท่านเอง…” พูดจบเขาก็โน้มตัวแสดงความเคารพเฉจื่อเจิ้ง

เฉจื่อเจิ้งเบะปาก พลางมองเจียงหยุนชานด้วยสายตาดูถูก

ไม่เพียงแต่เสื้อคลุมตัวนอกของเจียงหยุนชานจะเต็มไปด้วยรอยปะ แม้แต่เสื้อด้านในก็ยังมีรอยปะตรงนั้นทีตรงนี้ที อีกทั้งสีตรงบริเวณแขนเสื้อก็ไม่เหมือนกัน เห็นได้ชัดว่านำเสื้อผ้าเก่า ๆ มาเย็บกับเศษผ้าแล้วนำมาสวมใส่

เฉจื่อเจิ้งเบะปากแล้วเบะปากอีก จากนั้นเขาก็ถ่มน้ำลายใส่เท้าของเจียงหยุนชาน “ถุย! ปัญญาชนไส้แห้งที่อ่านหนังสือจนโง่เขลาอย่างเจ้า นอกจากจะสิ้นเปลืองอาหารแล้วก็ทำได้แค่แทะกระสอบหนังสือเท่านั้นแหละ ยังมีหน้าคิดอยากจะนำเงินห้าตำลึงมาคืนข้า ชาติหน้าล่ะสิไม่ว่า!”

ใบหน้าของเจียงหยุนชานทั้งแดงทั้งซีด ปีนี้เขาเพิ่งจะอายุสิบสาม เมื่อชายหนุ่มที่แทบจะเรียกได้ว่าเด็กชายได้พบเจอกับความอัปยศอดสูเช่นนี้ ร่างกายของเขาก็สั่นเล็กน้อย เขาพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

เขาตระหนักอย่างเจ็บปวดว่าคำพูดของอีกฝ่ายที่ทำให้เขารู้สึกอับอายนั้น เกรงว่าจะเป็นเรื่องจริง

เจียงป่าวชิงเม้มปาก ในเมื่อ ‘เธอ’ มาเกิดใหม่ในร่างของเจ้าของร่างเดิม และมีชีวิตต่อแทนนาง ถ้าเป็นแบบนั้น พี่ชายฝาแฝดของเจ้าของร่างเดิมก็ควรจะเป็นพี่ชายของ ‘เธอ’ ด้วยเช่นกัน

เจียงป่าวชิงยังคงสั่นไหวท่ามกลางสายลมในฤดูใบไม้ผลิ จากนั้นเธอก็เรียกเจียงหยุนชาน “พี่…”

เจียงป่าวชิงเคยเป็นคนปัญญาอ่อน ถึงแม้ว่านางจะไม่ได้น้ำลายฟูมปากและปากเบี้ยว แต่ดวงตาของนางกลับไร้ชีวิตชีวามาก ทั้งยังพูดได้ไม่กี่คำอีกด้วย… จะมีก็แต่คำว่า ‘พี่ชาย’ เท่านั้นที่นางมักพูดติดปากอยู่เสมอ

เจียงหยุนชานกำลังจะขานรับ แต่กลับได้ยินน้องสาวของเขาพูดคำพูดยาว ๆ ออกมาโดยไม่หยุดพักเสียก่อน

“พี่ไม่ต้องกลัวผู้ชายคนนี้หรอก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหายนะกำลังจะมาเยือนเขาน่ะ!” เจียงป่าวชิงใช้เสื้อคลุมของเจียงหยุนชานห่อตัวเองไว้อย่างแน่นหนา ในดวงตามีราศีอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าเสียงของนางจะสั่นเล็กน้อยด้วยความหนาว แต่มันกลับแตกต่างจากปกติและฟังดูชัดเจนเป็นพิเศษ

เจียงหยุนชานคล้ายถูกฟ้าผ่า เขาจ้องริมฝีปากของเจียงป่าวชิงอย่างไม่กะพริบตาราวกับไม่เชื่อว่าคำพูดนี้จะหลุดออกมาจากปากของเจียงป่าวชิง ผ่านไปสักพัก เขาก็แสดงสีหน้าที่เหมือนจะร้องไห้และหัวเราะออกมาในเวลาเดียวกัน น้ำเสียงของเขาสั่นจนทำให้พูดไม่เป็นคำ และเขาก็รู้สึกดีใจอย่างไม่น่าเชื่อ

“ป่าวชิง เจ้า… นี่เจ้าหายแล้วหรือ ?”

.

.

.

ทำผิดกฎแห่งต้าหลง

ตอนที่ 3 ทำผิดกฎแห่งต้าหลง

ชีวิตของเจียงป่าวชิงตอนอยู่ที่บ้านท่านปู่เจียงนั้นไม่ถือว่าดีนัก เด็กหญิงวัยสิบสามปีต้องหิวโหยจนผอมซูบ ดูแล้วเหมือนเด็กที่เพิ่งจะสิบขวบอย่างไรอย่างนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ตอนนี้นางก็กำลังยิ้มให้กับเจียงหยุนชาน ด้วยหน้าตาและบุคลิกที่อ่อนวัย มันทำให้หัวใจของคนที่กำลังเฝ้าดูเรื่องสนุกอยู่นั้นเต้นอย่างรุนแรง

“ก็ใช่น่ะสิ พี่ หลังจากที่ได้แช่น้ำเย็น สมองของข้าก็ปลอดโปร่งขึ้นไม่น้อยเลย ทั้งยังจำเรื่องเมื่อก่อนได้อีกด้วย ข้าหายแล้วนะพี่” ถึงแม้ว่าใบหน้าของเจียงป่าวชิงจะผอมซูบ แต่รอยยิ้มของนางกลับงดงามเหมือนดอกไม้ที่เพิ่งผลิบาน

คนจำนวนไม่น้อยเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ของนาง ต่างคนก็ต่างพากันกลั้นหายใจ

ดูเหมือนแม่น้ำคราดสายนี้จะไม่ใช่แม่น้ำธรรมดา จากคำบอกเล่าของคนในท้องถิ่น นี่คือแม่น้ำที่มีประวัติความเป็นมามากมายสายหนึ่งเลยก็ว่าได้

เล่ากันว่าเมื่อนานมาแล้วชาวภูเขาที่อยู่ใกล้ภูเขาต้าโม๋นั้นโง่เขลาและใช้ชีวิตอย่างป่าเถื่อนมาโดยตลอด พวกเขาไม่รู้ว่าค่ำคืนข้างนอกนั้นเป็นอย่างไร

ต่อมามีชาวภูเขาผู้หนึ่งช่วยชีวิตชายคนหนึ่งที่กำลังจมน้ำขึ้นมาจากแม่น้ำคราด ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ชาวภูเขาต้าโม๋ได้ช่วยชีวิตตนเองไว้ ชายคนนั้นจึงสอนสิ่งต่าง ๆ มากมายให้กับพวกเขา ทั้งยังสนับสนุนให้พวกเขาออกไปจากภูเขาต้าโม๋เพื่อไปสัมผัสกับโลกภายนอก เรียกได้ว่าเขาเป็นคนนำชาวภูเขาเดินออกมาจากความไม่รู้ประสาและความป่าเถื่อน

ไม่รู้ว่าเรื่องราวนี้เล่าต่อกันมากี่ชั่วอายุคนแล้ว ในระหว่างเล่าต่อ ๆ กันมา แม่น้ำคราดก็กลายเป็นสถานที่ที่ลึกลับขึ้นเรื่อย ๆ จากคำพูดของชาวบ้านมากกว่าสิบหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับภูเขาต้าโม๋ นั่นถือได้ว่าเป็นแม่น้ำแห่งจิตวิญญาณสายหนึ่งเลยก็ว่าได้

เมื่อเรื่องราวพัฒนาต่อมาถึงช่วงหลัง ตอนที่เด็กทารกอยู่ในช่วงอาบน้ำหลังจากคลอดออกมาได้สามวัน ก็มักจะมีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยตั้งใจไปตักน้ำในแม่น้ำคราดเพื่อนำมาผสมในอ่างอาบน้ำของเด็กทารก จากนั้นจะอธิษฐานให้เด็กฉลาดปราดเปรื่อง ปราศจากโรคภัยและเคราะห์ร้าย

มาตอนนี้เจียงป่าวชิง เจ้าเด็กปัญญาอ่อนกระโดดลงไปในแม่น้ำ และตอนที่โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง นางก็หายขาดจากโรคปัญญาอ่อนที่เป็นมาตลอดหลายปี นี่ก็เท่ากับว่าแม่น้ำคราดสำแดงฤทธิ์อีกแล้วใช่หรือไม่ ?!

ทันใดนั้น สายตาที่สมาชิกหลายคนในหมู่บ้านหลีที่ใช้มองเจียงป่าวชิงก็เปลี่ยนไป แต่สำหรับเฉจื่อเจิ้ง เขากลับทั้งโกรธทั้งดีใจในคราวเดียวกัน

ที่เขาโกรธตอนแรกก็เพราะแม่หนูน้อยที่เขาซื้อมานั้นเป็นคนที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ซ้ำร้ายยังสาปแช่งให้เกิดหายนะขึ้นกับเขาอีก แต่หลังจากที่โกรธเสร็จ เขาก็ดีใจที่แม่หนูคนนี้หายขาดจากโรคปัญญาอ่อนแล้ว ดังนั้นเงินห้าตำลึงที่เขาเสียไปเพื่อซื้อเด็กที่มีรูปร่างหน้าตาแบบนี้มาเป็นเมีย ก็เท่ากับว่าได้กำไร!

แม้ว่าหลังจากนี้นางจะให้กำเนิดทารกเพื่อเป็นทายาทให้แก่ตระกูลเจิ้งของเขาแล้ว ถ้าเขาขายนางต่อ เขาก็ยังจะได้กำไรอีกมหาศาล

คิดได้ดังนั้นเฉจื่อเจิ้งก็ยิ่งกระตือรือร้นอยากที่จะลากเจียงป่าวชิงกลับไปที่บ้านหลังเล็กของตัวเอง จากนั้นจะได้ปิดประตูเพื่อทำการสั่งสอนนางสักรอบ

พวกคนเกียจคร้านในหมู่บ้านพูดถูก หญิงสาวที่แต่งงานแล้วควรถูกตีด้วยไม้ตะบองสักครั้ง ตีครั้งเดียวนางก็เชื่อฟังแล้ว

ในขณะที่เฉจื่อเจิ้งยังคงคิดฟุ้งซ่าน เจียงหยุนชานกลับรู้สึกตื่นเต้นและอยากที่จะเข้าไปโอบกอดน้องสาวที่เพิ่งหายขาดจากโรคปัญญาอ่อน แต่เขากลับเป็นกังวลเรื่องการถูกเนื้อต้องตัวของชายหญิงเล็กน้อย จึงทำได้เพียงแต่จับแขนเสื้อของเจียงป่าวชิงผู้เป็นน้องสาวไว้ จากนั้นเขาก็เดินวนรอบตัวนางอย่างตื่นเต้น

เมื่อเจียงป่าวชิงเห็นเจียงหยุนชานมีท่าทีดีอกดีใจจนแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาแบบนั้นก็รู้สึกใจอ่อนทันที เพราะตอนที่ ‘เธอ’ อยู่ในยุคปัจจุบัน ‘เธอ’ ก็เป็นพี่สาวเช่นเดียวกัน จึงเข้าใจความรู้สึกของเจียงหยุนชานเป็นอย่างดี

เจียงป่าวชิงจึงส่งยิ้มหวานให้เจียงหยุนชาน จากนั้นก็พูดขึ้น “พี่!”

เจียงหยุนชานรู้สึกดีใจจนไม่รู้ว่าควรต้องพูดอะไรดี ได้แต่เรียกชื่อนางซ้ำ ๆ “ป่าวชิง ๆ”

ในตอนนี้เฉจื่อเจิ้งเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว

หลังจากที่สติปัญญาของเจียงป่าวชิงกลับคืนมา นัยน์ตาของนางก็มีราศีขึ้นมาทันที และสามารถพูดได้ว่านางแตกต่างจากท่าทีปัญญาอ่อนในอดีตไปโดยสิ้นเชิง เฉจื่อเจิ้งที่เป็นโสดมาตลอดหลายปี เมื่อเห็นว่าหญิงสาวที่มีน้ำมีนวลเช่นนี้คือเมียที่ตัวเองใช้เงินห้าตำลึงซื้อมา เขาก็อดใจไม่ไหว ปากก็พร่ำบ่นพร้อมเดินเข้าไปหมายจะดึงตัวเจียงป่าวชิงมากอด

ทว่าแน่นอนว่าเจียงหยุนชานพยายามจะปกป้องเจียงป่าวชิงอย่างสุดความสามารถ

มือที่แห้งเหี่ยวเหมือนขาไก่ของเฉจื่อเจิ้งออกแรงผลักเจียงหยุนชานอย่างแรง จากนั้นเขาก็สบถคำหยาบคายออกมา “ไสหัวไปให้พ้นไอ้ลูกวัว! บิดาจะสั่งสอนเมียที่ใช้เงินห้าตำลึงซื้อมา เจ้าอายุเท่าไหร่กันเชียวถึงจะมาขัดขวางข้า ?”

เจียงหยุนชานโมโหจนหน้าแดงมากกว่าเดิม แต่เขาก็ยังคงเอาตัวมาบังเจียงป่าวชิงไว้อย่างมั่นคง ร่างกายของเขาผอมบางขนาดนี้ แต่ในสายตาของเจียงป่าวชิงกลับรู้สึกว่าเขานั้นดูสูงใหญ่ยิ่งนัก

เจียงป่าวชิงรู้สึกตาร้อนผ่าว นางจมอยู่ในความรู้สึกนึกคิดไปชั่วครู่ จากนั้นจึงเอ่ยขึ้น “พี่ ถ้าตาแก่คนนี้รนหาที่ตายนัก พี่ก็ช่วยให้เขาสมหวังสักหน่อยเถอะ!”

เจียงหยุนชานชะงักไปทันที

เฉจื่อเจิ้งก็ชะงักไปชั่วขณะเช่นกัน ทว่าจากนั้นเขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “เจ้าเด็กเลว เจ้ากำลังพูดเหลวไหลอะไร ?!”

ในตอนนี้ชาวบ้านที่กำลังดูเรื่องสนุกอยู่บริเวณรอบ ๆ เยอะขึ้นเรื่อย ๆ และต่างคนต่างพากันดูละครตลกฉากนี้อย่างสนอกสนใจ

อันที่จริงชาวบ้านส่วนใหญ่ที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้กับภูเขาต้าโม๋ก็ล้วนเป็นคนจนกันทั้งนั้น อีกทั้งคนแก่โสดที่หาเมียไม่ได้ก็มีเยอะแยะ พวกเขารู้สึกอิจฉาเจ้าง่อยเฉจื่อเจิ้งคนนี้มานานแล้วที่สามารถเก็บออมเงินจำนวนห้าตำลึงเพื่อซื้อเมียกลับมาอุ่นเตียงและผลิตทายาทได้ เมื่อเห็นว่าเมียที่เฉจื่อเจิ้งซื้อกลับมาด้วยเงินห้าตำลึงและพี่ชายของนางกำลังสร้างปัญหา งานนี้คนที่ดีใจที่สุดก็น่าจะเป็นพวกเขาแล้วล่ะ

พวกคนเกียจคร้านผิวปากอย่างมุ่งร้ายและพูดขึ้น “สาวน้อย ไหนเจ้าลองบอกมาซิว่าเจ้าเฉจื่อเจิ้งคนนี้รนหาที่ตายยังไง ?”

ตอนที่เจียงป่าวชิงอยู่ในยุคปัจจุบัน นางมักจะใช้ชีวิตอยู่ที่ชนบทเป็นส่วนใหญ่ นางจึงรู้ดีว่าเหล่าคนเกียจคร้านในชนบทจะมีพฤติกรรมเช่นไร เจียงป่าวชิงไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย นางส่งยิ้มให้คนในหมู่บ้านด้วยกิริยาท่าทางที่สง่า “ทุกคนมองดูพี่ชายของข้าก็รู้แล้วว่าพี่ชายของข้าเป็นปัญญาชน เมื่อก่อนตอนอยู่ที่บ้าน ข้าเคยฟังพี่ชายของข้าอ่านเรื่องกฎแห่งต้าหลงให้ข้าฟัง…”

เจียงป่าวชิงจงใจหยุดพูดไปชั่วขณะ

เจียงหยุนชานก็ชะงักไปเล็กน้อย

‘กฎแห่งต้าหลง’ คือกฎของราชวงศ์ต้าหลงของพวกเขา ซึ่งเขาเคยอ่านให้เจียงป่าวชิงฟังเมื่อตอนอยู่ที่บ้านจริง ๆ ในความเป็นจริงแล้วไม่เพียงแต่กฎแห่งต้าหลงเท่านั้น เพื่อเป็นการสอนหนังสือให้กับน้องสาว เจียงหยุนชานมักจะอ่านหนังสือที่เขาเคยอ่านแล้วให้น้องสาวฟังอีกครั้งโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว

แต่น่าเสียดายที่เจียงป่าวชิงในอดีต กลับไม่เคยตอบสนองต่อการกระทำเหล่านี้ของเจียงหยุนชานเลย และเจียงหยุนชานไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเมื่อสติปัญญาของน้องสาวเขากลับคืนมาแล้ว นางจะยังจำเรื่องที่เขาเคยอ่านหนังสือให้นางฟังเมื่อนานมาแล้วได้

เจียงหยุนชานทั้งตกใจและดีใจในคราวเดียวกัน

ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะรู้ว่ากฎแห่งต้าหลงเป็นกฎของราชวงศ์ต้าหลงของพวกเขา แต่ก็ไม่มีใครเคยได้อ่านสิ่งที่เขียนอยู่ในนั้น พวกเขารู้แค่ว่าถ้าใครทำผิดกฎก็ต้องถูกจับไปเข้าคุก!

ไม่เพียงแค่ชาวบ้านเท่านั้น แม้แต่เจ้าง่อยเฉจื่อเจิ้ง เมื่อเขาได้ยินเจียงป่าวชิงพูดถึงกฎแห่งต้าหลงก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นขึ้นมา

เจียงป่าวชิงเห็นทุกคนมีสีหน้าหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด นางก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันที ก่อนหน้านี้แม้จะเห็นว่านางมีท่าทีที่มั่นอกมั่นใจ แต่ในความจริงแล้วนางมีความรู้สึกมั่นใจอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สุภาษิตกล่าวไว้ว่า พื้นที่บนภูเขาที่แห้งแล้งขาดแคลนเช่นนี้ ง่ายต่อการปลูกฝังคนให้ป่าเถื่อน ถ้าหากว่าพวกชาวบ้านเหล่านี้เป็นพวกป่าเถื่อนและไม่สนใจต่อกฎหมายบ้านเมืองล่ะ ?

แต่ในเมื่อยังรู้จักกลัวกัน แบบนี้ค่อยทำอะไรได้สะดวกขึ้นหน่อย

รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงป่าวชิงจึงเจิดจรัสมากกว่าเดิม จากนั้นนางก็มองเฉจื่อเจิ้งนิ่ง ๆ และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สุขุมว่า “ท่านก็รู้ว่าการที่ท่านซื้อข้ามานั้นเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎแห่งต้าหลง”

คำพูดนี้สะเทือนลือลั่นจนทำให้เฉจื่อเจิ้งตกใจจนหน้าเขียว จากนั้นเขาก็ตะโกนขึ้น “เจ้าเด็กเลว เจ้าอย่ามาพูดเหลวไหล! ข้าซื้อเจ้ามาโดยผ่านทางนายหน้านะโว้ย! ข้าจ่ายเงินไปและรับเจ้ามา ไม่ได้มีติดค้างอะไรแล้วจะเรียกว่าทำผิดกฎหมายได้ยังไงกัน! ถ้านี่เรียกว่าผิดกฎหมายจริง หมู่บ้านข้าง ๆ ก็ซื้อเมียเหมือนกัน ทำไมข้าถึงไม่เห็นพวกข้าราชการมาจับตัวพวกเขาไปล่ะวะ ?!”

ถือว่าสมองของเฉจื่อเจิ้งทำงานได้รวดเร็วยิ่งนัก

เจียงป่าวชิงพูดขึ้น “ท่านยังจะมาบอกว่าไม่ผิดกฎหมายอีกรึ ? การซื้อขายคน สิ่งสำคัญคือการยินยอมของทั้งสองฝ่าย และพฤติกรรมที่เป็นการฉกฉวยหรือหลอกลวงผู้คนใด ๆ ก็ถือว่าเป็นการละเมิดกฎแห่งต้าหลงทั้งนั้น!” พูดจบเจียงป่าวชิงก็หันไปส่งรอยยิ้มแสนบริสุทธิ์ที่หาที่เปรียบมิได้ให้กับเจียงหยุนชาน

“พี่ ข้าจำไม่ได้แล้วว่าพฤติกรรมที่ฉกฉวยและหลอกลวงผู้คนให้ซื้อขายนั้น ตามกฎแห่งต้าหลง คนทำผิดต้องถูกตัดสินอย่างไรนะ ?”

เจียงหยุนชานที่มีนิสัยซื่อตรง เขาคิดว่าน้องสาวของเขาหลงลืมไปจริง ๆ ถึงได้ถามเขา และเขารู้สึกเสียใจเล็กน้อย เขานี่ช่างเป็นพี่ชายที่ขาดความรับผิดชอบจริง ๆ น้องสาวเพิ่งจะผ่านเรื่องเคราะห์ร้ายมา อีกทั้งยังเพิ่งหายขาดจากอาการป่วยมาหมาด ๆ ตอนนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่นางอ่อนแอที่สุด เขาที่เป็นพี่ชายมัวแต่ดีใจจนเกินไปและปล่อยให้น้องสาวพูดทั้ง ๆ ที่ตัวเปียกชื้นแบบนี้

เจียงหยุนชานพูดขึ้นอย่างรีบร้อน “ตามกฎของราชวงศ์แล้ว ความผิดเรื่องการฉกฉวยและหลอกลวงผู้คนจะตัดสินคดีตามระดับโทษ ถ้าโทษเบาก็จะถูกสักตัวอักษรไปจนถึงถูกเนรเทศ แต่ถ้าโทษหนักก็จะถูกประหารทันที” พูดจบเขาถึงค่อยตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นสีหน้าดีใจของเขาก็เปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อขึ้นทันที

หลังจากหายจากอาการป่วย น้องสาวของเขาก็กลายเป็นสาวน้อยที่ฉลาดมากจริง ๆ!

แต่ในเวลานี้ อารมณ์ของคนอื่นกลับไม่ได้กระตือรือร้นเหมือนอย่างเจียงหยุนชาน

.

.

.

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...